ดันไทยฮับสุขภาพข้ามเพศ! “ยันฮี” ปั้น Yanhee Support Pride Center เจาะกำลังซื้อ LGBTQ+ ทั้งในและนอกประเทศ ยกระดับสู่การเป็นหมุดหมายด้านสุขภาพของชาวสีรุ้ง

ดันไทยฮับสุขภาพข้ามเพศ! “ยันฮี” ปั้น Yanhee Support Pride Center เจาะกำลังซื้อ LGBTQ+ ทั้งในและนอกประเทศ ยกระดับสู่การเป็นหมุดหมายด้านสุขภาพของชาวสีรุ้ง

FORBES THAILAND / ADMIN
29 Jul 2026 | 04:04 PM
READ 294

ตลาด LGBTQ+ ไม่ใช่แค่กระแส แต่คือขุมทรัพย์ระยะยาว! “ยันฮี” ผุด Yanhee Support Pride Center เจาะกลุ่มผู้ข้ามเพศทั้งไทยและต่างชาติ ชูเป้าหมายดูแลครบวงจรตลอดชีวิต พร้อมจี้รัฐปลดล็อกกฎหมาย ดันไทยขึ้นแท่น medical hub สุขภาพข้ามเพศอันดับ 1 ของเอเชีย


    ท่ามกลางสมรภูมิธุรกิจเฮลท์แคร์ทั่วโลกที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด ตลาดสุขภาพเฉพาะกลุ่มอย่าง LGBTQ+ healthcare กำลังก้าวขึ้นมาเป็น “น่านน้ำใหม่” ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะผู้มีความหลากหลายทางเพศไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง

    แต่ยังมีความต้องการทางการแพทย์ที่เฉพาะเจาะจงและต่อเนื่อง นี่จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่หลายประเทศเร่งช่วงชิงความได้เปรียบ เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน medical tourism ในเซกเมนต์นี้

    แน่นอนว่าการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับภูมิภาคไม่ใช่เรื่องใหม่ ทว่าการจะช่วงชิงความได้เปรียบและก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในตลาด LGBTQ+ ได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยผู้เล่นตัวจริงที่เข้าใจทั้งการแพทย์ และความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง

    ซึ่งนี่คือความท้าทายที่ทำให้โรงพยาบาลยันฮี ภายใต้การนำทัพของ พญ.สิรินทรา สัมฤทธิวนิชชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทายาทรุ่นที่ 2 ต้องลุกขึ้นมาพลิกโฉมองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อคว้าโอกาสมหาศาลจากเทรนด์ดังกล่าว


ทรานส์ฟอร์มองค์กร สู่ศูนย์กลางสุขภาพที่เข้าใจมนุษย์

    ที่ผ่านมายันฮีอาจครองแชมป์ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านศัลยกรรมความงามมาตลอดหลายทศวรรษ แต่ในมุมมองของนักบริหารรุ่นใหม่อย่าง พญ.สิรินทรา มองว่าโลกยุคนี้ไม่ได้แข่งกันที่ความล้ำสมัยของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ทว่าหัวใจสำคัญคือ “ความสามารถในการสร้างระบบนิเวศสุขภาพ” ที่ตอบโจทย์ผู้คนได้อย่างแท้จริง

    “ผู้รับบริการกลุ่ม LGBTQ+ ไม่ได้เดินเข้ามาหาเราเพราะความเจ็บป่วย แต่พวกเขาต้องการให้ร่างกายและอัตลักษณ์สอดคล้องกัน สิ่งที่พวกเขาตามหาไม่ใช่แค่การรักษา แต่คือความเข้าใจ ความเคารพ และความมั่นใจว่าจะได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม” พญ.สิรินทรา กล่าว

    วิสัยทัศน์นี้นำมาสู่การเปิดตัว Yanhee Support Pride Center ศูนย์ดูแลสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศแบบครบวงจรที่ไม่ได้มีแค่บริการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ แต่ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต การดูแลฮอร์โมน การศัลยกรรมเฉพาะทาง การปรับเสียง ไปจนถึงการติดตามสุขภาพในระยะยาว

    เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านศัลยกรรมความงามและศัลยกรรมตกแต่งของประเทศไทย โรงพยาบาลยันฮีได้อัดฉีดเม็ดเงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ภายในช่วงปี 2566-2570 ตามแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงพื้นที่บริการ และพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มในการดูแลผู้ป่วย LGBTQ+ อย่างไร้รอยต่อ

    โดยเป้าหมายสูงสุดของยันฮีในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ ไม่ใช่แค่การเพิ่มยอดผู้ใช้บริการให้เติบโตในงบการเงิน แต่คือการสร้าง “มาตรฐานใหม่” ให้กับระบบสาธารณสุขไทย จากโรงพยาบาลศัลยกรรมอันดับต้นๆ สู่ศูนย์กลางสุขภาพความหลากหลายทางเพศระดับสากล


มากกว่าเมืองท่องเที่ยว สู่หมุดหมายสุขภาพข้ามเพศระดับโลก

    สิ่งที่ยืนยันทิศทางนี้ได้ดีที่สุดคือตัวเลขผู้มาใช้บริการ โดย พญ.สิรินทรา ระบุว่า ตลาดนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกำลังซื้อในประเทศเพียงอย่างเดียว ข้อมูลสถิติของโรงพยาบาลชี้ให้เห็นชัดเจนว่า กลุ่มผู้เข้ารับบริการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพมีสัดส่วนเป็นชาวต่างชาติสูงมาก โดยเฉพาะกลุ่มจากชายเป็นหญิงที่สูงถึง 74% ขณะที่กลุ่มจากหญิงเป็นชายก็มีสัดส่วนถึง 55%

    โดยลูกค้ากลุ่มนี้บินตรงมาจากหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันไทยได้ก้าวข้ามการเป็นแค่เมืองท่องเที่ยว และยกระดับสู่การเป็น “หมุดหมายด้านสุขภาพ” ของชาว LGBTQ+ ระดับสากลไปแล้ว

    เบื้องหลังความสำเร็จนี้ ปัจจัยสำคัญมาจากเทคนิคการผ่าตัดของศัลยแพทย์ไทยที่ได้รับการยอมรับในเวทีวิชาการระดับโลก ผสานกับความละเอียดอ่อนในการให้บริการ และที่สำคัญคือแต้มต่อด้าน “ความเปิดกว้างทางสังคม” ของไทย ซึ่งเป็นมิตรและเอื้ออำนวยมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียที่ยังมีข้อจำกัดทั้งทางกฎหมายและวัฒนธรรม


Pride Economy ขุมทรัพย์บริการสุขภาพดูแลตลอดชีวิต

    เมื่อฐานลูกค้าขยายตัวสู่ระดับสากล พญ.สิรินทรา มองในมิติเศรษฐศาสตร์ว่า การดูแลผู้ข้ามเพศคือขุมทรัพย์ที่เรียกว่า pride economy อย่างแท้จริง เพราะการผ่าตัดไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการรักษา แต่เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของ customer journey ที่ทอดยาวไปตลอดชีวิต

    นั่นทำให้โมเดลธุรกิจของ LGBTQ+ healthcare ต้องเน้นการดูแลระยะยาว เนื่องจากผู้รับบริการต้องกลับมาตรวจติดตามระดับฮอร์โมน ประเมินสุขภาพจิต ตรวจคัดกรองโรคตามช่วงวัย ไปจนถึงดูแลสุขภาพในวัยเกษียณ ส่งผลให้ลูกค้าหนึ่งคนสามารถสร้างมูลค่าตลอดอายุการใช้งานให้กับระบบสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องหลายสิบปี

    ยิ่งไปกว่านั้น ยังสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกไปยังภาคธุรกิจอื่น ๆ เช่น โรงแรม สายการบิน ร้านอาหาร และบริการ wellness ซึ่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

    ด้วยเหตุนี้ การปรับตัวของยันฮีจึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างทีมสหสาขาวิชาชีพแบบครบวงจร ที่มีทั้งศัลยแพทย์ แพทย์ต่อมไร้ท่อ สูตินรีแพทย์ จิตแพทย์ และพยาบาลเฉพาะทาง เพื่อมารองรับโมเดลการดูแลตลอดชีวิตดังกล่าว


อุดรอยรั่ว-ปลดล็อกข้อจำกัด ดันไทยสู่เวทีโกลบอล

    แม้ตลาดนี้จะมีโอกาสทางธุรกิจสูง แต่ประเทศไทยยังมีความท้าทายที่ต้องเร่งอุดรอยรั่ว โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง ทั้งศัลยแพทย์และจิตแพทย์ที่เข้าใจความหลากหลายทางเพศอย่างลึกซึ้ง รวมถึงช่องโหว่ทางกฎหมายและระบบประกันสุขภาพที่ยังไม่ครอบคลุม

    พญ.สิรินทรา มองว่าหากไทยจะก้าวไปถึงระดับโกลบอล รัฐและเอกชนต้องจับมือกันขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ทั้งในมิติของการพัฒนาทักษะ แพทย์และบุคลากรเฉพาะทางให้เพียงพอต่อดีมานด์ที่กำลังพุ่งสูง ควบคู่ไปกับการต่อยอดงานวิจัยเพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ด้าน LGBTQ+ healthcare ให้ได้มาตรฐานสากล

    นอกจากนี้ยังต้องเร่งปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและสังคม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการขยายสิทธิประโยชน์และปรับปรุงระบบประกันสุขภาพให้กลุ่มผู้ข้ามเพศเข้าถึงบริการที่ปลอดภัยได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น

    ท้ายที่สุดหากไทยสามารถผสานจุดแข็งทั้ง ความเป็นเลิศทางการแพทย์ การท่องเที่ยว และการยอมรับความแตกต่างเข้าด้วยกัน ภาพของเทศกาล Pride Month ในอนาคตก็จะไม่ใช่แค่อีเวนต์รณรงค์ความเท่าเทียมอีกต่อไป

    แต่จะเป็นตัวจุดพลุเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศ และดันไทยก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในฐานะ LGBTQ+ medical hub ของเอเชียได้อย่างเต็มภาคภูมิ


ภาพ : โรงพยาบาลยันฮี




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : อิ่มตัวแต่ยังมีช่อง! MAGURO ทุ่ม 60 ล้าน ส่ง “Ginza Onodera” ชิงเค้กซูชิสายพานพรีเมียม เล็งกวาดรายได้ 2 พันล้านต่อปี ดีเดย์ 28 ก.ค.นี้

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine