ผลิตในไทยแล้ว 1 แสนคัน! BYD พาทัวร์โรงงานระยอง ใช้ชิ้นส่วนในไทย-จ้างงาน 6 พันตำแหน่ง พร้อมปรับเกมรับโครงสร้างภาษี EV ใหม่

ผลิตในไทยแล้ว 1 แสนคัน! BYD พาทัวร์โรงงานระยอง ใช้ชิ้นส่วนในไทย-จ้างงาน 6 พันตำแหน่ง พร้อมปรับเกมรับโครงสร้างภาษี EV ใหม่

BYD เปิดบ้านพาทัวร์โรงงานใน จ.ระยอง หลังลงทุนไปกว่า 3 หมื่นล้านบาท เจาะลึก 5 โซน ตั้งแต่การปั๊มขึ้นรูปไปจนถึงการประกอบตัวถัง มีกำลังการผลิตสูงสุด 1.5 แสนคันต่อปี ใช้ชิ้นส่วนในประเทศกว่า 50% จ้างงาน 6 พันอัตรา ขณะที่ BYD และเรเว่ฯ เตรียมปรับแผนการผลิตและนำเข้า รับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่


    นับเป็นเวลา 2 ปีแล้วที่ บีวายดี (BYD) เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์แห่งแรกนอกประเทศจีน หลังจาก เรเว่ ออโตโมทีฟ ได้นำ BYD ATTO 3 เข้ามาทำตลาดในเดือนพฤศจิกายน 2565 ก่อนมียอดจำหน่ายและส่งมอบมากกว่า 3 หมื่นคันในปีแรก จากจุดเริ่มต้นนั้น BYD ได้ขยับสู่การลงทุนในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ โดย Forbes Thailand มีโอกาสร่วมชมฐานการผลิตดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ (WHA) จังหวัดระยอง

    ปัจจุบันโรงงาน BYD ประเทศไทย ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ 5 รุ่น ได้แก่ BYD DOLPHIN, BYD ATTO 3, BYD SEAL 5 DM-i, BYD SEALION 5 DM-i และ BYD SEALION 6 DM-i มีกำลังการผลิตสูงสุด 1.5 แสนคันต่อปี โดยได้รับใบรับรอง Made in Thailand จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และเพิ่งฉลองการผลิตครบ 1 แสนคัน หลังเริ่มส่งมอบ BYD DOLPHIN ซึ่งเป็นรถยนต์คันแรกจากโรงงาน เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 และเป็นรถยนต์คันที่ 8 ล้าน ที่ BYD ส่งมอบทั่วโลก

    ที่ผ่านมา BYD ลงทุนในประเทศไทยรวมถึงโรงงานแห่งนี้ รวมมูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้านบาท พร้อมจ้างงานกว่า 6 พันอัตรา โดยเป็นพนักงานสัญชาติไทยราว 95% และสนับสนุนอุตสาหกรรมผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศผ่านสัดส่วน local content ประมาณ 50% โดยปัจจุบันมีความร่วมมือกับผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายชิ้นส่วนในประเทศไทยแล้วกว่า 266 ราย

    ที่สำคัญ โรงงานแห่งนี้ยังเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ การส่งออกคิดเป็น 40% ของการผลิตทั้งหมด และมียอดส่งออกสะสมแล้วกว่า 2.4 หมื่นคัน ครอบคลุมตลาดในอาเซียน เอเชียใต้ ออสเตรเลีย และยุโรป รวม 10 ประเทศ


ฐานผลิต ไม่ใช่แค่โรงงานประกกอบ

    BYD ระบุว่าโรงงานในประเทศไทยแห่งนี้มีขีดความสามารถด้านการผลิตครอบคลุม 5 ส่วน เริ่มจากโรงงานปั๊มขึ้นรูป (stamping) ซึ่งรองรับการผลิตจำนวนมาก (mass production) ปัจจุบันมียอดการจัดส่ง 6 พันชุดรถต่อเดือน ครอบคลุมกระบวนการขึ้นรูปลึก (drawing) การเจาะรู (punching) การพับขอบ (flanging) และการปรับรูปทรง (restriking/trimming) พร้อมเครื่องปั๊มขึ้นรูปอัตโนมัติขนาดใหญ่ แรงกด 7.9 พันตัน เครื่องทดลองแม่พิมพ์ (tryout press) ขนาด 2.5 พันตัน และคลังเก็บอุปกรณ์จับชิ้นงานแบบอัตโนมัติ

    ถัดมาเป็นโรงงานพ่นสี (automotive paint shop) ซึ่งใช้กระบวนการพ่นสีแบบน้ำ 3C2B ห้องพ่นสีแบบแห้งรุ่นใหม่ และเทคโนโลยีการเผาที่อุณหภูมิสูง RTO เพื่อบำบัดและลดการปล่อยก๊าซ VOC ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการอบ


    ขณะเดียวกันยังมีกระบวนการเคลือบสีกันสนิมตัวถัง การทากาวภายใน และการทากาวใต้ตัวรถด้วยหุ่นยนต์อัตโนมัติ 19 ตัว ส่วนกระบวนการพ่นสีรองพื้นและสีจริงเป็นระบบอัตโนมัติ ใช้หุ่นยนต์ทั้งหมด 64 ตัว โดยมีพนักงานฝ่ายผลิตคอยตรวจสอบคุณภาพ

    ส่วนโรงงานเชื่อม (welding factory) ตั้งอยู่บนพื้นที่ 7 หมื่นตารางเมตร ใช้โครงสร้าง 2 ชั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ มีสายการผลิต 20 สาย และสถานีการผลิต 200 สถานี พร้อมหุ่นยนต์ในสายการผลิต 520 ตัว สามารถประกอบรถยนต์ได้มากถึง 10 รุ่น และมีกำลังการผลิตสูงสุด 45 คันต่อชั่วโมง ปัจจุบันมีพนักงานมากกว่า 600 คน โดยเป็นพนักงานสัญชาติไทยราว 98%


    ขณะที่โรงงานแบตเตอรี่ (blade battery production plant) ถือเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่ PACK แห่งแรกของ BYD นอกประเทศจีน มี 3 สายการผลิต และมีกำลังการผลิตสูงสุด 1.5 แสนชุดต่อปี รองรับรถยนต์พลังงานใหม่ได้ 1.5 แสนคันต่อปี สำหรับตลาดในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    อีกส่วนคือโรงงานผลิตสายไฟรถยนต์ (wire harness) ปัจจุบันมีกำลังการผลิตประมาณ 6.5 พันชุดต่อเดือน รองรับรถยนต์ 5 รุ่น ได้แก่ ATTO 3, DOLPHIN, SEAL, SEALION และ ATTO และมีกำลังการผลิตสูงสุดประมาณ 1 หมื่นชุดต่อเดือน โดยมีพนักงานสัญชาติไทยราว 99.3%


    Benson Ke ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตำแหน่งระดับรองผู้จัดการและหัวหน้าแผนกที่มีความรู้ด้านเทคนิคในโรงงานแห่งนี้ ส่วนใหญ่เป็นคนไทย แม้ผู้จัดการโรงงานจะยังเป็นบุคลากรที่ BYD ส่งมาจากจีน แต่ภายใต้แผนการลงทุนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน BYD ต้องการพัฒนาบุคลากรไทยให้สามารถก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้จัดการโรงงานได้ในอนาคต

    พร้อมกันนี้ Ke ระบุว่า BYD มีซัพพลายเออร์จากไทย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น โดยทั้งหมดต้องดำเนินงานภายใต้ระบบและมาตรฐานของ BYD ขณะที่การเพิ่มสัดส่วน local content แม้จะมีผลต่อต้นทุน แต่ไม่กระทบด้านคุณภาพ ส่วนในแง่ความผูกพันกับลูกค้า มองว่าผู้บริโภคชาวไทยน่าจะมีความรู้สึกที่ดีต่อรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยมากกว่ารถยนต์นำเข้า

    “ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์นั่งแห่งแรกนอกประเทศจีนของ BYD ดังนั้นโรงงานแห่งนี้จึงมีความสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่ง เรามีความจริงใจในการเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย และหวังว่าจะร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในการสร้างรถยนต์และบริการที่ดีให้กับผู้บริโภคชาวไทย” Ke กล่าว


ปรับเกมรับโครงสร้างภาษีใหม่

    Ke เปิดเผยความคืบหน้าการผลิตชดเชยตามมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 ว่า BYD ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ขณะที่มาตรการ EV 3.5 ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย โดยหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากผู้บริโภคชาวไทยเพิ่มขึ้น โดยการขยายฐานผู้บริโภคในประเทศและเพิ่มปริมาณการส่งออกจะเป็น 2 ส่วนสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย EV 3.5

    สำหรับการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ Ke ระบุว่าจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ปัจจุบัน BYD มีการลงทุนในประเทศไทยทั้งในเชิงลึกและครอบคลุมหลายด้าน ซึ่งมองว่าเหมาะสมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาครัฐในอนาคต นอกจากนี้ BYD จะพิจารณาความต้องการของตลาดเพื่อรองรับการนำรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ประเทศไทย

    หากในอนาคตอัตราภาษีนำเข้าปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่า 30% การนำเข้ารถยนต์จะมีภาระภาษีสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้การผลิตรถยนต์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย Ke มองว่าสิ่งนี้จะช่วยเพิ่มการจ้างงาน เพิ่มการชำระภาษี รวมถึงเพิ่มมูลค่าการจัดซื้อชิ้นส่วนภายในประเทศ

    ทั้งนี้ Ke ระบุว่า แม้ไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขต้นทุนการผลิตที่ชัดเจนระหว่างรถยนต์นำเข้าจากจีนกับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยได้ แต่รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยมีต้นทุนสูงกว่ารถยนต์นำเข้าจากจีน เนื่องจากปริมาณการผลิตแตกต่างกัน จีนมีปริมาณการผลิตสูงกว่า ขณะที่ไทยผลิตในปริมาณน้อยกว่า ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่า รวมถึงปริมาณการผลิตชิ้นส่วนของซัพพลายเออร์ในไทยที่ยังน้อยกว่าจีนมาก


    ขณะที่ ประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า สำหรับการปรับโครงสร้างภาษี ทั้งเรเว่และ BYD มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีการลงทุนในประเทศไทยในระดับสูง ทั้งการผลิตชิ้นส่วนและการเพิ่มสัดส่วน local content

    ประธานวงศ์กล่าวว่า โครงสร้างภาษีใหม่ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เรเว่มองว่าภาครัฐกำลังดำเนินนโยบายไปในทิศทางที่เหมาะสม โดยในอดีตตลาดรถยนต์ไทยอาจถูกมองว่าเป็นการแข่งขันระหว่างค่ายรถยนต์จีนกับญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันควรมองเป็นการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยจริง กับผู้ประกอบการที่ไม่ได้ลงทุนในประเทศและนำรถยนต์จากประเทศใดก็ตามเข้ามาจำหน่าย โดยมีภาระภาษีในระดับต่ำ

    “เรารู้สึกว่าภาษีใหม่ หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นการปกป้องผู้ลงทุนในประเทศอย่างจริงจังมากขึ้น ซึ่งเราเห็นด้วยที่จะให้เกิดขึ้น” ประธานวงศ์กล่าว

    สำหรับการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ เรเว่มีการหารือกับ BYD อย่างต่อเนื่อง โดยต้องรอความชัดเจนเกี่ยวกับโครงสร้างภาษีว่าจะออกมาในรูปแบบใด ขณะเดียวกันได้เตรียมแผนรองรับไว้แล้วว่าในอนาคตจะมีรถยนต์รุ่นใดที่สามารถนำมาผลิตในประเทศไทยเพิ่มเติม รวมถึงเทคโนโลยีใดที่จะนำเข้ามาสู่ประเทศไทย

    “ภาษีใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น น่าจะเป็นนโยบายที่ดีที่จะทำให้โรงงานแห่งนี้มีการผลิตมากขึ้น และสร้างให้ประเทศไทยเป็นฮับอย่างที่หลายคนต้องการ โดยรวมเรามูฟกันไปในไดเรกชั่นที่ถูกต้อง” ประธานวงศ์กล่าว

    สำหรับผลกระทบในระยะแรก ประธานวงศ์ระบุว่า จะเกิดขึ้นกับรถยนต์ที่เรเว่นำเข้า โดยเฉพาะ DENZA ซึ่งปัจจุบันนำเข้าทั้งคัน รวมถึงรถยนต์ BYD บางรุ่นที่ยังนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นเรเว่จำเป็นต้องปรับแผน โดยขณะนี้เรเว่และ BYD ประเทศไทยอยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนรุ่นรถยนต์ที่จะผลิตในประเทศไทย รวมถึงรุ่นที่จะนำเข้า

    ส่วนผลกระทบต่อตลาด ประธานวงศ์มองว่า การปรับโครงสร้างดังกล่าวจะเป็นผลดี เนื่องจากเรเว่และ BYD มีโรงงานผลิตในประเทศไทยที่ไม่ได้เป็นเพียงโรงงานประกอบรถยนต์ แต่มีการผลิตตั้งแต่ต้น และเข้ามาลงทุนภายใต้เงื่อนไขของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยหากมีการผลักดันให้เพิ่มปริมาณการผลิต ก็จะช่วยเพิ่ม economy of scale

    “การแข่งขันยังไงก็จะดุเดือดอยู่แล้ว สมัยนี้ไม่ใช่การแข่งขันด้านราคาอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยีด้วย หลายๆ ค่ายที่เข้ามาใหม่ก็นำเทคโนโลยีล่าสุดมาด้วย” ประธานวงศ์กล่าว


เล็งเพิ่มสัดส่วนผลิต HEV

    สำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยในปัจจุบัน Ke มองว่ามีทิศทางการเติบโตที่ดี แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จอาจยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการติดตั้งเครื่องชาร์จภายในที่พักอาศัย ขณะที่ผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอาจยังมองว่าการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามีความยุ่งยาก

    Ke ระบุว่า ด้วยเหตุนี้ BYD จึงลงทุนในรถยนต์เทคโนโลยี DM-i ซึ่งมีระยะทางขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าประมาณ 80-150 กิโลเมตร เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้รถในระยะใกล้เป็นหลัก แต่ยังต้องเดินทางระยะไกลในบางโอกาส โดยการเดินทางระยะใกล้สามารถใช้พลังงานไฟฟ้า ส่วนการเดินทางระยะไกลสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าร่วมกับน้ำมัน    

    “เทคโนโลยี DM-i เหมาะกับช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ไฟฟ้า สำหรับนโยบายการผลิตในประเทศไทย ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการผลิตระหว่างรถยนต์ BEV และ HEV อยู่ที่ 70% ต่อ 30% และในอนาคตคาดว่าสัดส่วนรถยนต์ HEV จะเพิ่มขึ้น” Ke กล่าว




ภาพ : บีวายดี




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : KIM LONG รถบัสเวียดนามบุกไทย! ตั้ง “กิจเศรษฐี” เป็นตัวแทนจำหน่าย วางเป้ายอดขายปีนี้ 300 คัน พร้อมเตรียม JV สร้างโรงงานในไทย

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine