Continental เดินหน้าขยายโรงงานระยอง เฟส 2 ทุ่มงบลงทุนรวมกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิตยางอีก 3 ล้านเส้นต่อปี พร้อมปักหมุดประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกสำคัญของภูมิภาค
ปัจจุบัน เอเชียแปซิฟิกถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตลาดยางรถยนต์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศไทยที่รถกระบะและรถ SUV คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของรถทั้งหมดในประเทศ ขณะที่การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ก็กำลังผลักดันให้อุตสาหกรรมยางต้องพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น ทั้งด้านความเงียบ การยึดเกาะ และความทนทาน
Continental (คอนติเนนทอล) ผู้ผลิตยางรถยนต์สัญชาติเยอรมัน มองว่าการเติบโตดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในเชิงปริมาณความต้องการยางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความหลากหลายของประเภทรถ ตั้งแต่รถระดับกลาง รถพรีเมียม ไปจนถึงรถสปอร์ต ส่งผลให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของบริษัท โดยปัจจุบันกำลังการผลิตยางทั่วโลกของ Continental กว่า 50% อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ย้อนกลับไปในปี 2562 Continental เริ่มเปิดสายการผลิตที่โรงงานจังหวัดระยอง บนพื้นที่กว่า 750,000 ตารางเมตร หรือราว 470 ไร่ ด้วยเงินลงทุน 250 ล้านยูโร เพื่อผลิตยางรถยนต์ส่วนบุคคลและยางรถกระบะ โดยมีพนักงานกว่า 1,017 คน
ต่อมาในปี 2564 ได้ขยายการลงทุนเพิ่มเติม ผ่านโรงงานผลิตยางรถจักรยานยนต์ บนพื้นที่ 7,600 ตารางเมตร ด้วยมูลค่าการลงทุน 26 ล้านยูโร พร้อมเริ่มสายการผลิตยางรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงเพื่อรองรับตลาดสองล้อที่เติบโตในภูมิภาค
ล่าสุด Continental ได้เปิดโรงงานระยอง เฟส 2 อย่างเป็นทางการ โดยทุ่มงบลงทุนเพิ่มเติมรวมกว่า 300 ล้านยูโร หรือราว 13,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตยางรถยนต์ส่วนบุคคลและยางรถกระบะอีกกว่า 3 ล้านเส้นต่อปี รวมถึงเปิดสายการผลิตยางรถจักรยานยนต์แบบเรเดียล ซึ่งจะช่วยเสริมกำลังการผลิตให้กับเครือข่ายของ Continental ทั่วโลก

ประเทศไทย ฐานการผลิตสำคัญของ Continental
Christian Kötz ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Continental กล่าวว่า ฐานการผลิตที่จังหวัดระยองเป็นหัวใจสำคัญของเครือข่ายการผลิตของ Continental ในระดับโลก การเปิดโรงงานระยอง เฟส 2 ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของ Continental ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของบริษัทต่อศักยภาพของประเทศไทย และความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พร้อมยกระดับการส่งมอบยางรถยนต์และยางรถจักรยานยนต์คุณภาพสูงจากฝีมือคนไทยสู่ลูกค้าทั่วโลก
เบื้องหลังการลงทุนในประเทศไทยครั้งนี้ ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของ Continental ในรอบกว่า 150 ปี จากเดิมที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภทในเครือ ไปสู่การโฟกัส “ธุรกิจยาง” เป็นแกนหลักเพียงอย่างเดียว เพื่อเพิ่มความคล่องตัวของการแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ผู้บริหาร Continental ระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกเผชิญทั้งวิกฤตโควิด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทำให้องค์กรขนาดใหญ่จำเป็นต้องปรับตัว โดยมองว่า “ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ” ส่วนบริษัทที่มีโครงสร้างธุรกิจซับซ้อนหรือมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเกินไป อาจตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ช้ากว่า

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่กลยุทธ์ “อยู่ในตลาด เพื่อตลาด” ผ่านเครือข่ายโรงงานผลิตยางเพื่อให้ใกล้ทั้งลูกค้าและแหล่งวัตถุดิบมากที่สุด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
โดยในปี 2568 กลุ่มธุรกิจยางรถยนต์ของ Continental มียอดขายกว่า 13,800 ล้านยูโร และมีอัตรากำไร EBIT Margin อยู่ที่ 13.6% โดยสัดส่วนยอดขายแบ่งเป็นยุโรป 50% อเมริกาเหนือ-อเมริกาใต้ 33% และเอเชีย 14% ด้วยพนักงานกว่า 55,000 คน พร้อมศูนย์วิจัยและพัฒนา 16 แห่ง และโรงงานผลิตยาง 19 แห่งทั่วโลก
“กลยุทธ์ของเราคือ อยู่ในตลาด เพื่อตลาด เราจึงมีโรงงานกระจายอยู่ 19 แห่งทั่วโลก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่งและตอบสนองต่อโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้น เทคโนโลยีอาจลอกเลียนกันได้ แต่บุคลากรนั้นลอกกันไม่ได้” Christian Kötz กล่าว

ระยอง เฟส 2 กับเป้าหมายสู่ Mega Plant
สำหรับโรงงานที่จังหวัดระยอง ปัจจุบัน Continental ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศประมาณ 10% ส่วนที่เหลือกว่า 90% เป็นการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศไทยมากกว่า 90% ทั้งนี้ แบ่งเป็นการผลิตภายใต้แบรนด์ Continental ราว 75% และการผลิตแบบ OEM ประมาณ 25%
โดยโรงงานเฟสแรกมีกำลังการผลิต 3.8 ล้านเส้นต่อปี ขณะที่การเปิดโรงงานเฟส 2 จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตอีกประมาณ 3 ล้านเส้นต่อปี ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมเฉลี่ยราว 27,000 เส้นต่อวัน และนอกจากการผลิตยางสำหรับรถยนต์ทั่วไปแล้ว โรงงานระยองยังผลิตยางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะด้วย
ภายในโรงงานระยอง เฟส 2 มีการนำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงเข้ามาใช้มากขึ้นในหลายขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพ เพื่อยกระดับทั้งประสิทธิภาพ คุณภาพ และความปลอดภัยในการดำเนินงาน โดยการขยายโรงงานครั้งนี้ยังช่วยสร้างงานเพิ่มกว่า 600 ตำแหน่ง พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายอุตสาหกรรมในจังหวัดระยอง

ปัจจุบัน โรงงานระยอง เฟส 2 ได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งบนหลังคา แบบลอยน้ำ และระบบโรงจอดรถพลังงานแสงอาทิตย์ รวมกำลังการผลิตประมาณ 6.7 เมกะวัตต์ ควบคู่กับระบบบริหารจัดการน้ำ ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำต่อหน่วยการผลิตได้มากกว่า 70%
“ประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญของ Continental แต่บทบาทของโรงงานระยองไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดในประเทศเท่านั้น โรงงานแห่งนี้ยังเป็นฐานการผลิตสำคัญสำหรับการขยายตลาดในเอเชียแปซิฟิก ทั้งออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น เราจะใช้โรงงานนี้เป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าสู่ภูมิภาค” Christian Kötz กล่าว
ทั้งนี้ ในระยะยาว Continental ตั้งเป้ายกระดับโรงงานระยองสู่การเป็น “Mega Plant” หรือโรงงานขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิตยาง 15-18 ล้านเส้นต่อปี ซึ่งเป็นโมเดลโรงงานหลักของบริษัท โดยปัจจุบันกว่า 80% ของยางที่ Continental ผลิตทั่วโลกมาจากโรงงานในลักษณะนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าการลงทุนเพิ่มเติมและกรอบเวลาการขยายกำลังการผลิตในอนาคต จะขึ้นอยู่กับทิศทางตลาดและความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : โรลส์-รอยซ์ นำเสนอ “โปรเจ็กต์ ไนติงเกล” อัครยนตรกรรมผลิตพิเศษ จำกัด 100 คันทั่วโลก
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


