เปิดขีดความสามารถแข่งขันของไทยกับเวียดนามหมัดต่อหมัด นักลงทุนต่างชาติยังมองเวียดนามเป็น blue ocean ที่จะปักหมุดขยายลงทุนต่อเนื่อง เพราะคนมีความเป็นเถ้าแก่สูง ใช้ AI เก่ง ตอบสนองปัญหาสิ่งแวดล้อมดีกว่าไทย “สนั่น อังอุบลกุล” นายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนามและสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) กระทุ้งรัฐเร่งกำจัดจุดอ่อนก่อนสาย แม้ความสามารถแข่งขันของไทยหลายด้านยังทิ้งห่างเวียดนามแบบห่างชั้น
สถานการณ์การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไปยังประเทศเวียดนามในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2023–2025) แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ด้วยตัวเลขเงินลงทุน “จดทะเบียน” ที่ขยับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จากประมาณ 3.66–3.67 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2023 สู่ 3.82 หมื่นล้านเหรียญในปี 2024 และแตะระดับ 3.84 หมื่นล้านเหรียญในปี 2025
สนั่น อังอุบลกุล นายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม และประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้เข้าไปลงทุนในเวียดนามมาประมาณ 30 ปี มองว่า ดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญที่สุดคือ ตัวเลขเงินลงทุน “เบิกจ่ายจริง” ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องทุกปี โดยปี 2023 อยู่ที่ 2.32 หมื่นล้านเหรียญ ขยับเป็น 2.54 หมื่นล้านเหรียญในปี 2024 และพุ่งสู่ระดับ 2.76 หมื่นล้านเหรียญในปี 2025 ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มทุนข้ามชาติไม่ได้เพียงแค่ประกาศเจตนารมณ์ในการลงทุนเท่านั้น แต่ได้เริ่มเดินหน้าจัดตั้งและขับเคลื่อนฐานการผลิตอย่างเป็นรูปธรรมที่นี่
สนั่นเห็นภาพความร้อนแรงในเวียดนามยังคงส่งสัญญาณชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อสถิติ FDI รวมเข้าเวียดนามในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 ทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 2.48 หมื่นล้านเหรียญ เติบโตถึง 34.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขณะที่เงินเบิกจ่ายจริงในช่วง 5 เดือนแรกอยู่ที่ 9.75 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 9.6%
ยักษ์ใหญ่แห่ปักหมุดเบียดไทยชิงเค้กเทคโนโลยี
การปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลก และกลยุทธ์ “China+1” กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เวียดนามกลายเป็นจุดหมายปลายทางหลักในการย้ายฐานการผลิต จากเดิมที่กลุ่มประเทศผู้ลงทุนหลักอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เคยเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ทว่าในปัจจุบัน เม็ดเงินลงทุนระลอกใหม่ได้หลั่งไหลเข้าสู่เวียดนามในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ จอภาพ และชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทานของ Apple
ขณะที่การลงทุนจากจีนและไต้หวันขยายตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากแรงกดดันด้านกำแพงภาษีและการย้ายฐานออกจากประเทศจีน ส่วนสิงคโปร์และฮ่องกงยังคงครองแชมป์ในฐานะผู้ลงทุนรายใหญ่ ผ่านการเป็นศูนย์กลางทางการเงินและบริษัทโฮลดิ้ง (holding company) ทั้งนี้ อุตสาหกรรมแปรรูปและการผลิต (processing & manufacturing) ยังคงเป็นภาคธุรกิจที่ดึงดูดเม็ดเงินได้มากที่สุด ตามมาด้วยภาคอสังหาริมทรัพย์ พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน
กลุ่มทุนข้ามชาติรายใหญ่ที่ขยายการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้แก่
- Samsung Display (เกาหลีใต้): ลงทุนเพิ่ม 1.8 พันล้านเหรียญ ในโรงงานผลิตจอ OLED ที่จังหวัดบั๊กนิงห์ (Bac Ninh)
- LG Display (เกาหลีใต้): ขยายการลงทุนเพิ่ม 1 พันล้านเหรียญ ที่ไฮฟอง (Hai Phong)
- Amkor Technology (สหรัฐฯ): ปักหมุดโครงการบรรจุภัณฑ์และทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (semiconductor packaging) มูลค่าสูงถึง 1.07–1.6 พันล้านเหรียญ
- Foxconn (ไต้หวัน): ขยายการลงทุนในหลายโครงการ รวมมูลค่า 551 ล้านเหรียญ ส่งผลให้ยอดการลงทุนสะสมทะลุ 3.2 พันล้านเหรียญ
- Hyosung (เกาหลีใต้): ลงทุนในธุรกิจวัสดุชีวภาพ (Bio-BDO) มูลค่าประมาณ 700 ล้านเหรียญ
- LEGO (เดนมาร์ก): จัดตั้งโรงงานผลิตของเล่นขนาดใหญ่ในจังหวัดบิ่ญเซือง (Binh Duong)
ส่อง “ทุนไทย” ในเวียดนาม
แม้แต่ประเทศไทยเอง ก็ยังคงรักษาตำแหน่งผู้ลงทุนรายสำคัญในเวียดนาม โดยรั้งอันดับที่ 8–9 ของนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด และเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียนรองจากสิงคโปร์
โดยมูลค่าการลงทุนสะสมของไทยในเวียดนามเติบโตต่อเนื่อง จากมากกว่า 1.4 หมื่นล้านเหรียญในช่วงต้นถึงกลางปี 2024 สู่ประมาณ 1.49 หมื่นล้านเหรียญในกลางปี 2025 และล่าสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 ยอดสะสมทะยานขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1.54 หมื่นล้านเหรียญ
“พฤติกรรมการลงทุนของกลุ่มทุนไทย พบการเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงปี 2025 โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ไทยมีโครงการลงทุนใหม่ 19 โครงการ มูลค่ารวม 869.65 ล้านเหรียญ คิดเป็นการเติบโตมากกว่า 11 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) และขยับขึ้นเป็น 928 ล้านเหรียญในช่วง 9 เดือนแรก (เติบโต 7 เท่า YoY) ขณะที่ตัวเลขล่าสุดในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2026 ทุนไทยมีการอนุมัติโครงการใหม่แล้ว 12 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินทุนจดทะเบียนรวม 132 ล้านเหรียญ” สนั่นกล่าว
กลุ่มธุรกิจหลักของไทยที่มีบทบาทสูงในตลาดเวียดนาม ครอบคลุมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและวัสดุก่อสร้าง, ค้าปลีก, อาหารและเกษตรแปรรูป, เครื่องดื่ม, นิคมอุตสาหกรรม, พลังงาน และโลจิสติกส์ ภายใต้การนำขององค์กรชั้นนำ อาทิ SCG, ไทยเบฟฯ, กลุ่มเซ็นทรัล/เซ็นทรัล รีเทล (ซึ่งประกาศแผนลงทุนระยะยาวปี 2023–2027 มูลค่า 1.45 พันล้านเหรียญ), เครือซีพี, อมตะ, WHA, บี.กริมม์, กัลฟ์ ดีเวลอปเม้นท์, Super Energy, ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ และเบอร์ลี่ยุคเกอร์
สนั่นเล่าว่า สำหรับศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ยังคงเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องที่เวียดนามในปีนี้ ตั้งงบลงทุนรวมไว้ประมาณ 500 ล้านบาทที่ฮานอย มี 1 โรงงานซี่งผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มเป็นหลัก ปัจจุบันเต็มกำลังการผลิตแล้ว จึงลงทุนปรับขยายพื้นที่โรงงานเพิ่มเติมและซื้อเครื่องจักรสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำดื่มตัวใหม่ และกำลังมองหาพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อรองรับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์น้ำดื่มรายการใหม่ๆ ที่โฮจิมินห์ ซึ่งปัจจุบันมี 2 โรงงาน ได้แก่ โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มและพลาสติกอุตสาหกรรม และอีก 1 โรงงานผลิตสินค้าผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนที่ทำจากเมลามีน
ปีนี้ศรีไทยจะลงทุนเครื่องจักรและแม่พิมพ์เพื่อเพิ่มสายการผลิตอีก 2 สายการผลิตของบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มตัวใหม่ พร้อมหาพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น สำหรับกลุ่มพลาสติกอุตสาหกรรม ก็ลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนาสินค้าตัวใหม่ร่วมกับลูกค้า
ทำไมเวียดนามจึงชนะใจนักลงทุน?
เมื่อวิเคราะห์ถึงเหตุผลและมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ สนั่นพบว่าเวียดนามมี growth story หรือเรื่องราวการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนและดึงดูดใจมากกว่า ด้วยข้อเปรียบเทียบที่ได้เปรียบไทยในหลายมิติ ดังนี้
1.โครงสร้างประชากรและต้นทุน: เวียดนามมีสัดส่วนประชากรวัยทำงานจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนแรงงานยังคงอยู่ในระดับที่แข่งขันได้สูง พร้อมทั้งมีตลาดภายในประเทศที่กำลังขยายตัวอย่างมหาศาล
2.ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และการค้า: เวียดนามตั้งอยู่ใกล้กับจีนตอนใต้ เอื้อต่อการบริหารห่วงโซ่อุปทาน ประกอบกับการมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) หลากหลายฉบับ รองรับภาคการผลิตเพื่อส่งออกขนาดใหญ่
3.เสถียรภาพและประสิทธิภาพภาครัฐ: รัฐบาลเวียดนามดำเนินนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว มีกลไกทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ และการบังคับใช้นโยบายต่อต้านการทุจริต (anti-corruption) ในภาครัฐที่เด่นชัด
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งที่เหนือกว่าในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เพียบพร้อม, ความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยานยนต์, ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ, คุณภาพชีวิตที่ดี ตลอดจนความพร้อมในอุตสาหกรรมใหม่อย่าง data center และระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในบางส่วน
“เพื่อไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและตกขบวนการลงทุนโลก ผู้เชี่ยวชาญและภาคเอกชน เห็นว่านโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลไทยจำเป็นต้อง ‘เร่งดำเนินการทันที’ คือมุ่งเน้นการลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ (friction) มากกว่าการพึ่งพาเพียงสิทธิประโยชน์ทางภาษี” สนั่นบอก
สนั่นยังได้เสนอแนะรัฐให้มีการปฏิรูประบบอนุมัติภาครัฐ จัดตั้งกลไก one-stop approval ที่มีผลบังคับใช้จริงสำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อรวบรวมและเบ็ดเสร็จขั้นตอนการอนุมัติให้อยู่ภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจนและแน่นอน
นอกจากนี้ เขาเห็นว่ารัฐบาลควรปลดล็อกพลังงานสะอาด โดยเร่งรัดการประกาศใช้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าสีเขียว (renewable PPA) เนื่องจากกลุ่มทุนในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกมีเงื่อนไขบังคับในการเข้าสู่โรงงานสีเขียว (green factory)
“ไทยต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงานชั้นสูง เน้นการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมอนาคต อาทิ อิเล็กทรอนิกส์, เซมิคอนดักเตอร์, ระบบอัตโนมัติ, AI และซัพพลายเชน EV อย่างเป็นระบบ และสร้างความชัดเจนด้านกฎระเบียบ ด้วยการลดความผันผวนและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับใบอนุญาต ผังเมือง การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และอำนวยความสะดวกในการดึงดูดแรงงานต่างชาติที่มีทักษะสูง (high-skilled talent)” สนั่นบอก
นอกจากนี้ควรออกแบบแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ใหม่ที่สามารถแข่งขันได้ภายใต้กรอบภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (global minimum tax) เนื่องจากมาตรการเว้นภาษีทางเศรษฐกิจแบบเดิม (tax holiday) ไม่เพียงพออีกต่อไป
กลยุทธ์ที่ต้องดำเนินการอีกเรื่องคือ การรุกคืบดึงดูดทุนแบบเฉพาะเจาะจง (targeted hunting) กับบริษัทแกนหลักของโลก (anchor company) ในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น chip packaging, cloud/data center, ชิ้นส่วน EV และอุปกรณ์การแพทย์ (medical device) รวมทั้งเชื่อมโยงซัพพลายเชนในประเทศ ด้วยการสร้างกลไกเชื่อมต่อผู้ผลิตท้องถิ่นของไทย (local suppliers) เข้ากับห่วงโซ่อุปทานของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดลักษณะการลงทุนแบบแยกตัวโดดเดี่ยว (enclave manufacturing)
TMA ชี้ ปัญหา “คน” สำคัญสุด ต้องเร่งแก้ด่วน
ด้าน ธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) กล่าวว่า แม้ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของโลก จากสถาบัน IMD World Competitiveness Center อันดับของประเทศไทยจะขยับมาอยู่ในลำดับที่ 26 จาก 70 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก มีอันดับที่ดีขึ้นปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ในอันดับที่ 30 แต่ประเทศไทยยังมีความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล ไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นในระยะยาว โดยเฉพาะการแข่งขันกับเวียดนาม ที่แม้จะเพิ่งได้เข้ารับการจัดอันดับเป็นปีแรก แต่อันดับของเวียดนามก็ตามหลังไทยมาติดๆ ในอันดับที่ 27
แม้ในภาพรวมประเทศไทยจะอยู่อันดับที่ดี แต่มุมมองของ TMA เห็นว่าหากพิจารณารายปัจจัยแล้ว ยังมีความท้าทายหลายอย่าง โดยเฉพาะสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ที่ตกลงจากอันดับที่ 8 เป็น 10 เนื่องจากอัตราการเติบโตของ GDP ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
"นอกจากนี้ไทยก็ยังมีจุดอ่อนสำคัญในเรื่องความโปร่งใส การคอร์รัปชัน โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม ไทยได้คะแนนเพียง 53 คะแนนจาก 100 คะแนน คิดเป็นอันดับที่ 57 จาก 70 เขตเศรษฐกิจ นอกจากนี้นักธุรกิจยังให้คะแนนค่อนข้างต่ำอย่างต่อเนื่องเรื่องความโปร่งใสของนโยบายรัฐ” ธีรนันท์กล่าว และว่า หากรัฐบาลมีเจ้าภาพที่ชัดเจนในแต่ละประเด็นและร่วมกันแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไม่แยกส่วนการทำงานตาม KPI ของหน่วยงานนั้นๆ เชื่อว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติได้มากยิ่งขึ้น
แม้เวียดนามจะมีจุดอ่อนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเข้าถึงบริการทางการเงิน และการลงทุนในด้านโทรคมนาคม แต่จุดแข็งที่เหนือกว่าและทิ้งห่างไทยและพร้อมดึงดูดนักลงทุนต่างชาติก็มีหลายข้อด้วยกัน อาทิ เรื่อง passport freedom ที่นำไทยไปถึง 50 อันดับ เรื่องการ adapt ของนโยบายรัฐบาล อันดับเวียดนามอยู่เหนือไทยไป 35 อันดับ และทิ้งห่างถึง 38 อันดับในเรื่อง student who are not low achievers และแซงไทยไป 31 อันดับในเรื่อง flexibility and adaptability
ที่น่าจับตามองอีกประเด็นคือเรื่องของทักษะด้าน AI ที่นักลงทุนลงคะแนนให้เวียดนามมาเป็นอันดับ 11 ของทั้ง 70 เขตเศรษฐกิจทิ้งห่างไทยซึ่งรั้งอันดับที่ 38 และอีกประเด็นที่ไม่สามารถจะมองข้ามได้และจะต้องให้ความสำคัญมากขึ้นคือ sustainable development ที่เวียดนามก็ยังทิ้งห่างไทยอยู่ถึง 8 อันดับ
ส่วนอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่ประเทศไทยทิ้งห่างเวียดนามมากๆ มีอยู่เพียง 4 เรื่อง ได้แก่ รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยทิ้งห่างเวียดนามถึง 59 อันดับ โดยไทยมีเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเข้าประเทศเป็นอันดับที่ 10 ของโลก ขณะที่เวียดนามอยู่อันดับ 69
นอกจากนี้การลงทุนในด้านโทรคมนาคม อันดับความสามารถแข่งขันของไทยอยู่ที่อันดับ 9 นำโด่งห่างเวียดนามถึง 52 อันดับ ส่วนประเด็น consumer price inflation และการเข้าถึงบริการทางการเงิน ประเทศไทยยังทิ้งห่างเวียดนามถึง 43 อันดับ และ 38 อันดับ ตามลำดับ
นอกจากอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเวียดนามจะนำประเทศไทยในหลายประเด็นแล้ว อันดับคะแนนขีดความสามารถของเวียดนามยังอยู่ในระดับ top 5 ของโลกในหลายด้านอีกด้วย อาทิ ด้านการเติบโตของ GDP การส่งออก ความพอใจของนักลงทุน การทำงานร่วมกันทางสังคม ค่าตอบแทนในสายอาชีพที่ต้องใช้ทักษะสูง และ employee training และคะแนนที่เวียดนามถูกจัดอันดับให้ได้สูงสุดเป็นอันดับ 2 จาก 70 เขตเศรษฐกิจคือ enterpreneurship ที่ทิ้งห่างไทยอยู่ถึง 27 อันดับ
“คนเวียดนามมีลักษณะโดดเด่นมาก เขามีความเป็นเถ้าแก่สูง เขาพร้อมที่จะคิด วางแผน และลงมือทำเพื่อสร้างหรือริเริ่มธุรกิจใหม่ แสวงหาโอกาสใหม่ๆ พัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน หลังเลิกงานก็จะใช้เวลาไปเรียนโน่น เรียนนี่ เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม” ธีรนันท์กล่าว
เขาระบุอีกว่า เด็กไทยรุ่นใหม่ไม่ค่อยสนใจเข้าสู่การศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ เพราะมองว่าเป็นเรื่องยาก จึงอาจจะไม่สามารถตอบสนองต่อแรงงานในอนาคตได้ อีกหนึ่งข้อแตกต่างที่สำคัญคือ ผู้บริหารในภาคเอกชนมีความกระตือรือร้นสูงมาก มีทัศนคติเชิงบวกต่อการพัฒนาตนเอง
“แม้เวียดนามจะเผชิญความท้าทายเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบท่าเรือ ถนน ทางรถไฟ แต่เมื่อไรที่เวียดนามใส่เงินลงทุนอย่างมหาศาลภายในระยะ 4-5 ปีในเรื่องนี้ เวียดนามสามารถแซงไทยได้ง่ายมากๆ” ธีรนันท์กล่าว
ทั้งนี้ ธีรนันท์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ประเทศไทยรู้ปัญหาของตัวเองมานานนับทศวรรษ แต่ยังติดกับดักด้านการนำไปปฏิบัติ ประเด็นปัญหาที่ต้องเร่งดำเนินการในหลายเรื่อง อาทิ การยกระดับผลิตภาพทั้งการเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ ที่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ รวมทั้งการปฏิรูปทรัพยากรมนุษย์ในด้านทักษะพื้นฐานอย่าง ภาษาอังกฤษ และความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี (STEM) รวมถึงทักษะสำหรับโลกยุคใหม่อย่าง AI ที่ต้องมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนและพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงแค่แผนงาน ไม่เช่นนั้นจะมีความเสี่ยงสูงมากที่ประเทศไทยจะถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าไปในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน
ภาพ: TMA, สนั่น อังอุบลกุล และ macrovector on Magnific
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เปิดผล “ขีดความสามารถการแข่งขัน” ปีนี้ไทยอยู่อันดับ 26 โลก แม้ขยับขึ้น แต่เศรษฐกิจ-รัฐแผ่วแรง แถมเวียดนามจี้ติด ห่างกันแค่หายใจรด!
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


