พีเพิล พลาซ่า ทุ่ม 480 ล้านบาท เปิด “ONN ANU” รีเทลแห่งใหม่กลางอนุสาวรีย์ชัยฯ รับการเติบโตของย่านโรงพยาบาล โรงแรม และที่อยู่อาศัย เจาะคนทำงานและผู้สัญจรกว่า 2 แสนคนต่อวัน ชูร้านอาหาร-เครื่องดื่ม เปิดยาวตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงตี 2 ตอบโจทย์คนทำงานกะดึก คาดรายได้ปีละ 50-60 ล้านบาท พร้อมเตรียมลงทุนอีกกว่า 100 ล้านบาท รีโนเวตเซ็นเตอร์วันครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี เริ่มกลางปี 2570
อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หนึ่งในจุดศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญที่สุดของกรุงเทพมหานคร กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อบริบทของย่านถูกยกระดับจากการเป็นเพียง “จุดต่อรถ” สู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ และย่านที่พักอาศัย-โรงแรมราคาประหยัดสำหรับนักท่องเที่ยว ทำให้โครงสร้างประชากรและความต้องการของคนในพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
เพื่อรับมือกับโอกาสนี้ บริษัท พีเพิล พลาซ่า จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้า “เซ็นเตอร์วัน” (Center One) ที่หยั่งรากลึกในพื้นที่มานานกว่า 32 ปี ได้ตัดสินใจเดินหมากรุกครั้งใหญ่ ด้วยการทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 480 ล้านบาท ซื้อที่ดินฟรีโฮลด์ (freehold) และรีโนเวทอาคารเก่า เปิดตัวโครงการรีเทลไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อ “ONN ANU” (ออน อนุ) เพื่อดักทราฟฟิกคนสัญจรที่มีมากกว่า 2 แสนคนต่อวัน

จากจุดต่อรถ สู่ทำเลค้าปลีกแห่งใหม่
รัชพล ไกรจิรโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเพิล พลาซ่า จำกัด หรือผู้บริหารศูนย์การค้า “เซ็นเตอร์วัน” เปิดเผยว่า จากประสบการณ์บริหารเซ็นเตอร์วันมากกว่า 30 ปี พบว่าผู้คนที่เข้ามาใช้พื้นที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะหลังจากรถตู้โดยสารต่างจังหวัดบางส่วนย้ายไปยังสถานีขนส่งแห่งอื่น ประกอบกับการขยายเส้นทางรถไฟฟ้า ทำให้ผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องมาต่อรถบริเวณนี้เหมือนในอดีต
อย่างไรก็ตาม ย่านดังกล่าวกลับมีศักยภาพเพิ่มขึ้นในฐานะศูนย์กลางสถานพยาบาล หรือ medical hub จากการขยายอาคารและเพิ่มขีดความสามารถของโรงพยาบาลหลายแห่งในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังมีการเติบโตของโรงแรมระดับประมาณ 3 ดาว ที่พักราคา 1,000-2,000 กว่าบาท รวมถึงอพาร์ตเมนต์และคอนโดมิเนียมในพื้นที่อนุสาวรีย์ชัยฯ พญาไท ราชเทวี ไปจนถึงอารีย์
“เมื่อก่อนอนุสาวรีย์ชัยฯ เป็นจุดที่คนต่างจังหวัดเดินทางมาลงรถและต่อรถ แต่วันนี้บริบทของเมืองเปลี่ยนไป สิ่งที่ชัดเจนขึ้นคือการเป็นฮับของโรงพยาบาล ซึ่งหลายแห่งมีการขยายอาคารและเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการ ขณะเดียวกัน โรงแรมและที่พักอาศัยก็ขยายตัวมากขึ้น ทำให้กลุ่มคนที่ใช้ชีวิตในย่านนี้เปลี่ยนไปจากเดิม” รัชพลกล่าว
เมื่อฐานลูกค้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้เดินทางผ่าน บริษัทจึงมองเห็นช่องว่างในการพัฒนาพื้นที่ค้าปลีกที่รองรับทั้งการซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และการใช้เวลาระหว่างวัน โดยนำประสบการณ์บริหารเซ็นเตอร์วันมาผสมผสานกับแนวคิดของผู้บริหารรุ่นใหม่ ก่อนพัฒนา ONN ANU ภายใต้แนวคิด “ONN TO RECHARGE. ON TO YOUR JOURNEY.” หรือจุดแวะเติมพลังก่อนออกเดินทางต่อ

ทุ่ม 480 ล้าน ซื้ออาคารเก่าปั้นรีเทลไซซ์เล็ก
โดยบริษัทได้ใช้งบลงทุนพัฒนา ONN ANU รวมประมาณ 480 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าซื้อที่ดินพร้อมอาคารและค่าโอนราว 380 ล้านบาท และปรับปรุงอาคารพร้อมวางระบบใหม่อีกประมาณ 100 ล้านบาท บนที่ดินกว่า 120 ตารางวา มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 3,000 ตารางเมตร โดยเริ่มเปิดบริการบางส่วนเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569
ซึ่งปัจจุบันโครงการมีการทำสัญญาเช่าพื้นที่แล้วกว่า 90% และเปิดดำเนินการจริงประมาณ 70-80% คาดว่าจะสร้างรายได้ปีละ 50-60 ล้านบาท ขณะที่เซ็นเตอร์วันซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 4.5 ไร่ มีรายได้ราว 200 ล้านบาทต่อปี และผู้เข้าใช้บริการเฉลี่ย 15,000-20,000 คนต่อวัน
ส่วนระยะเวลาคืนทุน ผู้บริหารระบุว่า หากประเมิน ONN ANU ในฐานะส่วนขยายของเซ็นเตอร์วัน คาดว่าโครงการจะสามารถสร้างรายได้ครอบคลุมต้นทุนของตัวเองได้ภายใน 3-4 ปี แต่ยังไม่ได้คำนวณระยะเวลาคืนทุนจากเงินลงทุนทั้งหมดในฐานะโครงการอิสระ
สำหรับโครงสร้างค่าเช่า ปัจจุบันเซ็นเตอร์วันมีอัตราค่าเช่าสูงกว่า ONN ANU ประมาณ 20% โดยรัชพลยอมรับว่า บริษัทไม่ได้ปรับขึ้นค่าเช่าเซ็นเตอร์วันอย่างจริงจังมาหลายปี โดยเฉพาะหลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากต้องคำนึงถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ
“เรื่องค่าเช่าก็เป็นความหวังลึกๆ ที่เราอยากปรับ แต่ต้องดูความเป็นไปได้ของร้านค้าด้วย เพราะที่ผ่านมาเราไม่ได้ปรับขึ้นค่าเช่าอย่างจริงจังมาหลายปี ตั้งแต่ช่วงโควิดทุกอย่างก็ยังไม่เอื้อ เราจึงต้องประคับประคองกันไป” รัชพลกล่าว

แยกบทบาทสองศูนย์การค้า เจาะลูกค้าคนละรูปแบบ
แม้ ONN ANU จะตั้งอยู่ใกล้กับเซ็นเตอร์วัน แต่บริษัทไม่ได้ต้องการพัฒนาศูนย์การค้าแห่งใหม่ขึ้นมาแข่งขันกับธุรกิจเดิม หากต้องการให้ทั้งสองโครงการรองรับการใช้บริการที่แตกต่างกัน
นราชัย ไกรจิรโชติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาดและผู้จัดการโครงการ บริษัท พีเพิล พลาซ่า จำกัด ซึ่งเป็นทายาทผู้บริหารรุ่นที่ 2 อธิบายว่า บริษัทวางบทบาทของเซ็นเตอร์วันให้เป็นศูนย์การค้าแบบครบวงจร หรือ full function รองรับทั้งการช้อปปิ้ง ร้านอาหาร ธุรกรรมทางการเงิน และบริการด้านความงาม ขณะที่ ONN ANU จะเน้นความสะดวกในการเข้าใช้บริการและการซื้อสินค้าอย่างรวดเร็ว
“เรามองว่าห้างเหมือนบ้าน เซ็นเตอร์วันเป็นเหมือนบ้านหลักที่มีทุกฟังก์ชัน ส่วน ONN ANU อยากให้เป็นเหมือนห้องนั่งเล่นหรือบ้านเพื่อนที่คนผ่านไปมาสามารถแวะได้ง่าย ด้วยขนาดอาคารที่เล็กกว่า แต่มีข้อได้เปรียบเรื่องการเข้าออก ลูกค้าสามารถเข้ามาซื้อของแล้วเดินทางต่อได้เลย” นราชัยกล่าว

ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงวางสัดส่วนร้านค้าในรูปแบบ Grab & Go ไว้ประมาณ 60% โดยเน้นอาหารและเครื่องดื่มสำหรับซื้อกลับหรือรับประทานระหว่างเดินทาง ส่วนพื้นที่อื่นรองรับร้านอาหารแบบนั่งรับประทานและร้านค้าสำหรับชีวิตประจำวัน
โดยเบื้องหลังการจัดสรรพื้นที่เหล่านี้ นราชัยอธิบายเพิ่มเติมว่า การจัดส่วนผสมร้านค้าเริ่มต้นจากการลงพื้นที่สำรวจความต้องการของคนในย่าน ทั้งประเภทร้านอาหาร ระดับราคา และช่วงเวลาที่อยากใช้บริการ นำมาสู่วิธีการเลือกร้านค้าโดยพยายามไม่ให้กระจุกตัวอยู่ในหมวดเดียวกันมากเกินไป เพื่อสร้างความหลากหลาย
นอกจากความต่างด้านรูปแบบร้านค้าแล้ว บริษัทมองว่าจุดแข็งของ ONN ANU คือทำเลที่เข้าถึงได้สะดวก โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันดึงลูกค้าจากทั่วกรุงเทพฯ เหมือนศูนย์การค้าขนาดใหญ่ แต่จะเน้นกลุ่มคนในพื้นที่พญาไท ราชเทวี รวมถึงอารีย์และสะพานควาย ที่ต้องการทางเลือกในการรับประทานอาหารหรือใช้เวลาหลังเลิกงานโดยไม่ต้องเดินทางไกล
“เรามองว่าการแข่งขันวันนี้อาจไม่ใช่ห้างแข่งกับห้าง แต่เป็นย่านแข่งกับย่าน อย่างที่ผ่านมาเราจะเห็นความนิยมของเยาวราช บรรทัดทอง หรือทรงวาด แต่เราไม่ได้ต้องการเล่นตามกระแสเพื่อดึงคนจากทั่วกรุงเทพฯ เรามีคนในพื้นที่ที่ต้องรองรับอยู่แล้ว บางครั้งคนแถวนี้ไม่ได้อยากเดินทางเข้าสยาม แต่ที่ผ่านมาอาจไม่มีทางเลือกมากนัก เราจึงอยากเป็นตัวเลือกให้กับคนกลุ่มนี้” นราชัยกล่าว

ฉีกกฎรีเทล เปิดลากยาว 19 ชั่วโมง รับคนทำงานเป็นกะ
เมื่อเป้าหมายคือการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนย่านนี้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ บริษัทจึงเลือกฉีกกฎเวลาเปิด-ปิดห้างแบบเดิมๆ ด้วยการขยายเวลาให้บริการ ONN ANU ตั้งแต่ 07.00 น. ยาวไปจนถึง 02.00 น. รวม 19 ชั่วโมง เพื่อรองรับทั้งผู้ที่เริ่มงานแต่เช้า คนทำงานเป็นกะ และบุคลากรทางการแพทย์ที่เลิกงานช่วงดึก
อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเปิดร้านจะใช้วิธีสลับเวลาให้บริการตามลักษณะธุรกิจ โดยช่วงเช้าจะเน้นกลุ่ม Grab & Go ที่รวดเร็ว เช่น ชาตรามือ, ปังสยาม, Cafe Amazon และ SOL Coffee
ขณะที่ช่วงกลางวันถึงค่ำจะมีร้านค้าไลฟ์สไตล์อย่าง Watsons และ MOSHI MOSHI คอยให้บริการ ก่อนจะส่งไม้ต่อช่วงกลางคืนให้กับแมกเนตหลักอย่าง Lucky Suki และ Bar B Q Plaza ที่เสิร์ฟบุฟเฟ่ต์ลากยาวถึงตี 2
รัชพลเผยผลลัพธ์ว่า “ถ้าดูด้วยสายตาถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีมาก โดยเฉพาะร้านอาหารช่วงดึกอย่างลัคกี้สุกี้และบาร์บีคิวพลาซ่า ที่ยังมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่องแม้จะดึกแล้วก็ตาม แต่ในแง่ของตัวเลขทราฟฟิกที่แน่ชัด อาจจะต้องรอให้ระบบจัดเก็บข้อมูลเข้าที่เข้าทางอีกสักระยะ จึงจะสามารถประเมินผลได้เต็มร้อย”

ไม่เน้นยอดคนเดิน มุ่งสร้างการใช้บริการจริง
แม้ย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ จะมีผู้สัญจรมากกว่า 2 แสนคนต่อวัน แต่บริษัทยังไม่ได้ตั้งเป้าจำนวนผู้เข้าใช้ ONN ANU เป็นตัวเลขตายตัว โดยจะให้ความสำคัญกับการใช้บริการร้านค้าและความต่อเนื่องของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลามากกว่า
“เราไม่ได้ตั้งเป้าเป็นตัวเลขคนเดินเข้า เพราะตัวอาคารค่อนข้างเล็ก สิ่งที่อยากเห็นคือคนที่เข้ามาแล้วใช้บริการร้านค้า ถ้าช่วงกลางวันมีลูกค้า หรือช่วงดึกที่เราเปิดยังมีคนเข้ามาใช้บริการอยู่ นั่นน่าจะเป็นเป้าหมายของเรามากกว่า” รัชพลกล่าว
นอกจากร้านค้าแล้วบริษัทยังเตรียมขยายพื้นที่ส่วนกลางในเฟสถัดไป ได้แก่ co-working space บริเวณชั้น 2M สำหรับนั่งทำงาน อ่านหนังสือ และพบปะกัน โดยสามารถนำอาหารและเครื่องดื่มที่ซื้อภายในโครงการขึ้นมาใช้บริการได้
ขณะที่ชั้นดาดฟ้าจะพัฒนาเป็น rooftop viewpoint เปิดให้ประชาชนชมทัศนียภาพอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พร้อมร้านอาหารและพื้นที่นั่งพักผ่อน โดยมีแนวคิดให้พื้นที่ส่วนกลางทั้งสองส่วนรองรับลูกค้าได้ถึงเวลา 02.00 น.
โดยเบื้องต้นคาดว่า co-working space จะทยอยแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 ส่วน rooftop viewpoint อาจเปิดให้บริการประมาณปลายเดือนมกราคม 2570

เจาะฐานลูกค้าโรงพยาบาล ต่อยอดเดลิเวอรี่
นอกจากนี้ การเพิ่มพื้นที่ดังกล่าวยังสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มนักศึกษาและบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งจากการสำรวจของบริษัทพบว่า มีความต้องการพื้นที่นั่งอ่านหนังสือ ทำงาน หรือพบปะกันหลายชั่วโมง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังศูนย์การค้าขนาดใหญ่
ขณะเดียวกันบริษัทยังพิจารณาต่อยอด ONN ANU เป็นจุดรวมร้านอาหารสำหรับบริการเดลิเวอรี่ไปยังโรงพยาบาลโดยรอบ หลังพบว่าบุคลากรทางการแพทย์บางส่วนมีตารางงานต่อเนื่องตลอดวัน และนิยมรวมคำสั่งซื้ออาหารกับเพื่อนร่วมงานเพื่อจัดส่งไปยังสถานพยาบาล
รัชพลมองว่า การขยายตัวของโรงพยาบาลในย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ จะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว ทั้งกลุ่มลูกค้าที่เดินทางเข้ามาใช้บริการโดยตรง และคำสั่งซื้ออาหารจากบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเป็นฐานลูกค้าที่มีความต้องการแตกต่างจากคนทำงานทั่วไป

เตรียมทุ่มอีกกว่า 100 ล้าน รีโนเวต “เซ็นเตอร์วัน” ในรอบ 10 ปี
ขณะที่ ONN ANU จะเป็นพื้นที่รองรับรูปแบบการใช้ชีวิตใหม่ บริษัทก็มีแผนปรับปรุงเซ็นเตอร์วันซึ่งเป็นธุรกิจหลักให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของย่าน โดยเตรียมนำแนวคิดการจัดพื้นที่และขยายเวลาเปิดบริการบางส่วนจากโครงการใหม่มาต่อยอด
รัชพลเปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างวางแผนปรับปรุงเซ็นเตอร์วันครั้งสำคัญในรอบประมาณ 10 ปี ด้วยงบลงทุนเบื้องต้นกว่า 100 ล้านบาท โดยตั้งเป้าเริ่มดำเนินการช่วงกลางปี 2570 ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนคัดเลือกผู้ออกแบบและกำหนดแนวทางปรับปรุงพื้นที่
“หลังเกิดเหตุไฟไหม้ในปี 2553 เรากลับมาเปิดใหม่ในปี 2554 และมีการปรับปรุงอีกครั้งช่วงปี 2558-2559 จนถึงตอนนี้ก็ประมาณ 10 ปีแล้ว ถือว่าเป็นเวลาที่สมควรจะปรับปรุงอีกครั้ง ตอนนี้เราเริ่มหาดีไซเนอร์และคิดคอนเซปต์กันแล้ว ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเริ่มประมาณกลางปีหน้า” รัชพลกล่าว
อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงครั้งนี้จะต่างจาก ONN ANU ที่สามารถปิดอาคารทั้งหมดเพื่อดำเนินงานได้ เนื่องจากเซ็นเตอร์วันยังต้องเปิดให้บริการตามปกติ บริษัทจึงวางแผนทยอยปรับปรุงเป็นโซน แต่ละช่วงอาจใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน และคาดว่าภาพรวมอาจใช้เวลาราว 1 ปี
สำหรับรูปแบบการปรับปรุงจะเน้นการออกแบบและจัดผังพื้นที่ใหม่ หรือ re-layout มากกว่าการรื้อระบบอาคารทั้งหมด เนื่องจากระบบเดิมยังสามารถใช้งานได้ โดยจะจัดหมวดหมู่ร้านค้าให้ชัดเจนและเหมาะกับธุรกิจในปัจจุบันมากขึ้น
รัชพลระบุว่า บริษัทจะให้ความสำคัญกับการรักษาฐานผู้ประกอบการเดิม ซึ่งหลายรายดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ช่วงแรกของการเปิดศูนย์การค้า โดยเฉพาะร้านเสื้อผ้าและบริการด้านความงามที่กลายเป็นหนึ่งในจุดแข็งของเซ็นเตอร์วัน ทั้งร้านทำเล็บ เสริมสวย และต่อผม ซึ่งบางแห่งยังใช้พื้นที่ที่เดิมออกแบบไว้สำหรับจำหน่ายเสื้อผ้า
“เราไม่ต้องการล้างไพ่ใหม่ เพราะร้านค้าที่อยู่กับเราไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งอยู่มาตั้งแต่วันแรกที่เปิดเซ็นเตอร์วัน เจ้าของร้านบางคนอายุ 82 ปีแล้ว เราจึงอยากรักษาลูกค้าเดิมไว้ ส่วนโซนอย่างซอยร้อยล้าน หรือร้านเสื้อผ้าและบริการด้านความงามก็ยังอยากคงไว้ เพียงแต่ต้องจัดหมวดหมู่และออกแบบพื้นที่ให้เหมาะกับธุรกิจในปัจจุบันมากขึ้น” รัชพลกล่าว
นอกจากปรับผังร้านค้าแล้ว บริษัทยังพิจารณาขยายเวลาเปิดให้บริการเซ็นเตอร์วันในช่วงกลางคืนตามแนวทางของ ONN ANU แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าจะเปิดถึงเวลา 02.00 น. หรือไม่ รวมถึงยังไม่มีข้อสรุปเรื่องการปรับค่าเช่าหลังรีโนเวต

หวัง ONN ANU จุดกระแสพัฒนาอนุสาวรีย์ชัยฯ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนทั้งสองโครงการยังเกิดขึ้นในช่วงที่กรุงเทพมหานครเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยเฉพาะสกายวอล์กที่เปิดใช้งานบางส่วนแล้ว และเชื่อมต่อกับ ONN ANU โดยตรง รวมถึงแผนปรับปรุงภูมิทัศน์และทางเดินเชื่อมไปยังสถานพยาบาล ซึ่งจะทยอยดำเนินการต่อเนื่องในปี 2570
ขณะเดียวกันเซ็นเตอร์วันยังเป็นสมาชิกกลุ่มคนรักอนุสาวรีย์ชัยฯ ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ที่ร่วมเสนอแนวทางพัฒนาย่าน โดยรัชพลมองว่าการเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน ไม่สามารถเกิดขึ้นจากศูนย์การค้าแห่งใดแห่งหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการลงทุนของผู้ประกอบการโดยรอบควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่สาธารณะของภาครัฐ
ด้วยเหตุนี้นราชัยจึงมองว่า ONN ANU ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มพื้นที่ค้าปลีก แต่ยังต้องการทดลองรูปแบบธุรกิจที่อาจช่วยให้ผู้ประกอบการรายอื่นมองเห็นโอกาสในการขยายบริการช่วงกลางคืน และเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจในย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ
“เราหวังว่า ONN ANU จะเป็นเหมือนก้อนหินก้อนแรกที่ตกลงไปในผิวน้ำที่นิ่งสงบ แล้วสร้างคลื่นกระทบตามมา เป็นคลื่นลูกใหม่ที่จะช่วยกันพัฒนากรุงเทพฯ และอนุสาวรีย์ชัยฯ ให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต” นราชัยกล่าว
ภาพ : ONN ANU
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ภูเก็ตแชมป์อสังหาฯ นอกกรุง “โบทานิก้าฯ” ทุ่ม 2 พันล้าน เปิดพูลวิลล่าทำเลลายัน เจาะกลุ่มเศรษฐีซื้อบ้านหลังที่สอง
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


