Rafael Scislowski เร่งเครื่องไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

Rafael Scislowski เร่งเครื่องไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

ณ เวลานี้ที่โลกกำลังเร่งเข้าสู่ยุคของปัญญาประดิษฐ์ ความรวดเร็วกลายเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของทุกองค์กร โมเดลแต่ละธุรกิจถูกท้าทายอย่างต่อเนื่อง ทักษะที่เคยมั่นคงอาจล้าสมัยได้ภายในเวลาไม่กี่ปี


    ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้ ผู้นำจำนวนมากมักเลือกตอบสนองด้วยความเด็ดขาด ความมั่นใจ และการแสดงออกให้เห็นว่าตน “ควบคุมสถานการณ์ได้” แต่สำหรับ Rafael Scislowski หรือ Country Manager ของ Google Thailand วิสัยทัศน์ของการเป็นผู้นำของเขามาจากความคิดที่ทรงพลังกว่านั้น นั่นคือการยอมรับความไม่แน่นอน และการมองมนุษย์เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลง

    “เราต้องเรียนรู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง” Rafael กล่าว เขากำลังสะท้อนถึงแก่นความคิดที่ลึกกว่าการบริหารองค์กร มันคือการมองโลกตามความเป็นจริงที่ว่า อนาคตไม่ได้ต้องการผู้นำที่รู้ทุกคำตอบ แต่ต้องการผู้นำที่กล้าพาคนเดินไปข้างหน้า แม้คำตอบของโลกที่ยังเดินหน้านี้จะยังไม่ชัดเจน


จากตลาดโลกสู่ประเทศไทย

    Rafael เกิดและเติบโตที่โปแลนด์ แต่เส้นทางชีวิตลิขิตให้เขาเดินทางไปทำงานยังหลากหลายประเทศ นับแต่ออสเตรเลีย สิงคโปร์ เกาหลี เวียดนาม ก่อนจะมารับบทบาทในประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ในมุมมองของเขาประเทศไทยไม่ใช่ตลาดใหม่ แต่เป็นตลาดที่ก้าวเข้าสู่ระยะ “scale” อย่างชัดเจน โครงสร้างภาครัฐ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และอีโคซิสเต็มด้านดิจิทัลทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่สุดของ Google ในเอเชียแปซิฟิก

    การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์ และการเปิด Cloud Region ในประเทศไทยไม่ได้สะท้อนเพียงความเชื่อมั่นทางธุรกิจ แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของ Google Thailand ที่มองว่าโครงสร้างพื้นฐานคือรากฐานของความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    “นั่นก็เป็นเหตุผลว่าในปี 2567 เราได้ลงทุน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เกี่ยวกับ Cloud ที่ประเทศไทย และก่อนนั้นในเดือนมกราคมที่ผ่านมาเราก็ได้เปิดตัว Cloud Region ซึ่งน่าตื่นเต้นมาก นั่นหมายความว่า ประเทศไทยตอนนี้เป็น Cloud Region ลำดับที่ 44 ของโลก” Rafael กล่าวถึงการลงทุนครั้งใหญ่ โดยการลงทุนนี้เพียงอย่างเดียวจะช่วยสนับสนุนงานประมาณ 130,000 ตำแหน่งต่อปี และยังจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจประมาณ 4.1 หมื่นล้านเหรียญ


    มากไปกว่านั้น Rafael ยังกล่าวถึงการขยายธุรกิจไปสู่การวางตำแหน่งของไทยในแผนที่เศรษฐกิจดิจิทัลโลกผ่านโครงการ TalayLink สายเคเบิลใต้น้ำที่เชื่อมประเทศไทยเข้ากับออสเตรเลียโดยตรง ซึ่งจะช่วยเพิ่มทั้งความเร็ว ความมั่นคง และความยืดหยุ่นของโครงข่ายข้อมูลในระดับภูมิภาคและระดับโลก

    โครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้ไม่เพียงสนับสนุนการเติบโตของคลาวด์และ AI เท่านั้น แต่ยังตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะ digital gateway แห่งใหม่ของเอเชียแปซิฟิก สะท้อนให้เห็นว่า นี่คือการวางเส้นเลือดใหญ่ให้เศรษฐกิจไทยสามารถเชื่อมต่อกับโลกได้อย่างมั่นคงในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า “พันธมิตรที่เรามีทั้งในส่วนของงานขาย งานโฆษณา และ Cloud เราทำงานเชิงรุกมาก และเรากระตือรือร้นที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ ซึ่งจุดนี้จะสร้างความแตกต่างให้กับ Google จริงๆ” เขากล่าวย้ำ


พลังใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล

    เมื่อบทสนทนาเริ่มมีความลึกและเข้มข้นมากขึ้น Forbes Thailand ชวนถอดรหัสบริบททางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มักถูกจดจำผ่านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม Rafael กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “แรงเสียดทาน” เชิงโครงสร้างในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวซึ่งกระทบต่อรายได้ของครัวเรือน และการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมดั้งเดิม

    อย่างไรก็ตามท่ามกลางความเปราะบางเหล่านี้ เขากลับมองเห็นสัญญาณชีพที่แข็งแกร่งในโลกดิจิทัล นอกเหนือจากรายงาน “e-Conomy SEA 2024” ที่คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยจะมีมูลค่าถึง 5.6 หมื่นล้านเหรียญในปี 2568 และมีศักยภาพที่จะเติบโตเป็น 9 หมื่นล้าน - 1.6 แสนล้านเหรียญภายในปี 2573 โดยมี AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ เขาเองก็เช่นกัน ที่มองว่าประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดอี-คอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโดดเด่นมากในฐานะประเทศที่วิดีโอคอมเมิร์ซเติบโตเร็วที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก

    “ถ้าผมมองเศรษฐกิจดิจิทัล ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เขาย้ำ “ตัวเลขการเติบโตไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่ปรับจากการตัดสินใจซื้อแบบเดิมไปสู่การตัดสินใจบนพื้นฐานของความเชื่อใจที่กำลังกลายเป็นรากฐานใหม่ของระบบเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน”

    ประเด็นนี้สะท้อนชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อบทบาทของเหล่าครีเอเตอร์ในฐานะฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจใหม่ในไทยมีความโดดเด่นอย่างมาก จำนวนวิดีโอครีเอเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับคอมเมิร์ซมีถึง 850,000 คน และสำหรับ Rafael แล้ว การเติบโตของ creator economy ในไทยถูกขับเคลื่อนด้วยระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการต่อยอดอย่างจริงจัง

    ด้วยเหตุนี้ Google และ YouTube จึงต้องการรักษาครีเอเตอร์ในฐานะพาร์ตเนอร์ระยะยาว โดยมีทีมงานหลังบ้านทำงานร่วมกับครีเอเตอร์เหล่านี้อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การให้ความรู้ การช่วยพัฒนาศักยภาพ ไปจนถึงการช่วยให้เข้าใจวิธีใช้แพลตฟอร์มเพื่อสร้างมูลค่าได้สูงสุด “นี่คือหนึ่งในเหตุผลหลักว่าทำไมแพลตฟอร์ม Google และ YouTube ถึงสำคัญมาก และทำไมเราถึงลงทุนอย่างมีนัยสำคัญในผลิตภัณฑ์และฟีเจอร์ YouTube Shopping” Rafael กล่าว


มากไปกว่ารายได้

    ปี 2568 ที่ผ่านมารายได้จากบริการของ Google ทั่วโลกปิดที่ 95.9 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโต 17% ของ Google Search การเติบโต 17% ของการสมัครสมาชิกแพลตฟอร์ม และการเติบโต 9% ของโฆษณาบน YouTube

    อย่างไรก็ตามเมื่อกล่าวถึงตัวเลข Rafael มองไกลไปกว่านั้น เขามองว่าความสำเร็จขององค์กรไม่ควรถูกนิยามด้วยรายได้เพียงอย่างเดียว หากต้องสะท้อนถึงผลกระทบทางสังคมที่ Google เข้าไปมีบทบาทในประเทศนั้นๆ


    “สุดท้ายแล้วผมและทีมมองไปที่ผลกระทบเชิงบวกสุทธิต่อประเทศไทย ผู้ใช้รักผลิตภัณฑ์ของเราหรือไม่ เรากำลังช่วยใครหรือไม่ และเรากำลังสร้างความแตกต่างหรือไม่” Rafael กำลังกล่าวถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดที่อาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม ภายใต้การนำทัพของเขา การต้องการส่งมอบความรู้และคุณค่าที่นอกเหนือจากตัวเงิน ซึ่งเป็นอีกเป้าหมายของวาระในการดำรงตำแหน่ง

    “เรารู้ว่า AI กำลังมา และเรารู้ว่าเราจำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการยกระดับทักษะของนักเรียน ครู นักพัฒนา เราจึงมีการลงทุนจำนวนมากในด้านการยกระดับทักษะนี้”

    หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการจัดอบรมให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 530,000 คน เรียนรู้ผ่านคอร์สออนไลน์ Google Gemini AI for Education “นั่นเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำให้ห้องเรียนเป็นดิจิทัล” เขากล่าว แต่เบื้องหลังคือ การวางรากฐานทักษะดิจิทัลให้กับคนรุ่นใหม่ในวงกว้าง ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาวที่ไม่สามารถวัดผลได้ทันทีในเชิงรายได้

    นอกจากนี้ ยังมีโครงการการทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานครในโครงการปรับปรุงสัญญาณไฟจราจรอีก 40 จุด เพื่อปรับปรุงการจราจรบนท้องถนน Rafael อธิบายว่า ระบบลักษณะนี้สามารถช่วยปรับปรุงการไหลของการจราจรได้ 30% และลดการปล่อยก๊าซได้ 10% “ผมคิดว่าเทคโนโลยีที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อนที่สุด แต่ต้องช่วยให้ชีวิตประจำวันของผู้คนดีขึ้นอย่างจับต้องได้”

    ในระยะยาว Rafael ยังมองเห็นโอกาสสำคัญในภาคสาธารณสุขที่ Google Thailand ได้ประกาศโครงการ ARDA (Automated Retinal Disease Assessment) ที่มอบความร่วมมือกับบริษัทท้องถิ่นในการตรวจจอประสาทตา 1 ล้านครั้งภายใน 10 ปี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในชุมชนที่ขาดโอกาส นี่คืออีกตัวอย่างของการใช้ AI เพื่อสร้างความเท่าเทียม ไม่ใช่เพียงประสิทธิภาพทางธุรกิจ และอีกหลากหลายกิจกรรมที่เป็นการยกระดับด้านเทคโนโลยีที่เป็นรูปธรรมในประเทศไทย

    “เรามองหาวิธีใหม่ๆ อยู่เสมอในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม และในขณะเดียวกันเราก็ให้ความสำคัญอย่างมากกับการทำให้ผลิตภัณฑ์ของเราเหมาะสมกับบริบทและความต้องการของตลาดท้องถิ่น”


สมการแห่งความสุข

    ตลอดบทสนทนาที่เต็มไปด้วยพลังและจังหวะคิดที่ฉับไวสะท้อนชัดเจนถึงสไตล์การทำงานของ Rafael ที่ตั้งอยู่บนความเปิดกว้างและความโปร่งใส เขาเน้นย้ำว่า มักให้คุณค่ากับความตรงไปตรงมา และคาดหวังให้ทีม “ท้าทาย” ความคิดของผู้นำอย่างสร้างสรรค์ มากกว่าการทำงานตามลำดับชั้น

    “ผมเปิดกว้างและโปร่งใสมาก ผมชอบให้คนตรงไปตรงมาและท้าทายผม”

    ในขณะเดียวกันเขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ในโลกที่หมุนเร็วเกินคาด “เราต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความไม่สบายใจกับการที่เราไม่ได้รู้ทุกอย่างทั้งหมด” สะท้อนมุมมองการทำงานที่ลึกซึ้ง แต่ในขณะเดียวกันก็ควรเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ความอยากรู้อยากเห็นสำหรับผมเป็นตัวแยกความแตกต่างของคน” เขากำลังหมายถึงคุณสมบัติของคนทำงานที่ไม่หยุดนิ่ง สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กรของ Google ที่สนับสนุนการเรียนรู้และการทดลองอยู่เสมอ

    “ที่ Google เมื่อเราจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดบางอย่าง เราจะทดสอบ รับ feedback ปรับปรุง และทำอีกครั้ง” เขากำลังหมายถึงแนวทางแบบ agile working ที่เน้นความคล่องตัว และการมีพื้นที่ให้เรียนรู้หรือล้มเหลวอย่างรวดเร็วเพื่อความสำเร็จในระยะยาว

    Forbes Thailand ปิดท้ายบทสนทนาด้วยคำถามถึงนิยามของความสำเร็จ คำตอบจากผู้บริหารสายเทคโนโลยีระดับโลกกลับไม่ใช่มิติของตัวเลข รายได้ หรือกราฟการเติบโต แต่กลับพูดถึงความสุขในการตื่นขึ้นมาในแต่ละวันที่ได้ทำงานที่มีความสุข การได้เห็นทีมเติบโต และการได้ทำงานที่มีความหมายต่อประเทศที่เขาอาศัยอยู่ ซึ่งเขายอมรับพร้อมรอยยิ้มว่า ปัจจุบันเขามีความสุขอยู่ในระดับดีมาก “แค่ตื่นขึ้นมาตอนเช้า มองกระจก และมีความสุข แค่นั้นเลย” เขากล่าว

    เช่นเดียวกับข้อคิดทิ้งท้ายที่ Forbes Thailand ชวนให้เขาจินตนาการถึงอนาคตว่า หากวันหนึ่งคุณต้องเดินทางต่อไปเขาต้องการให้เจเนอเรชั่นรุ่นหลังของ Google Thailand จดจำเขาในฐานะอะไร “ผมอยากเป็นที่รู้จักในฐานะคนที่ช่วยประเทศไทยเร่งผ่านในช่วงเวลาของ AI เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และอยากเป็นที่รู้จักว่าเป็นช่วงเวลาที่ผมสามารถช่วยให้ประเทศไทยได้สร้างความก้าวหน้านั้น” เขากล่าวปิดท้าย

    ในโลกที่ผู้นำจำนวนมากถูกวัดด้วยความเร็วและผลลัพธ์ระยะสั้น บทเรียนจาก Rafael Scislowski อาจเตือนเราว่า ภาวะผู้นำที่แท้จริงในยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่การรู้ทุกคำตอบ หากอยู่ที่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทุกคนกล้าค้นหาคำตอบไปด้วยกัน และบางทีนั่นอาจเป็นความได้เปรียบที่ยั่งยืนที่สุดทั้งสำหรับองค์กรและสำหรับประเทศในยุคแห่งความไม่แน่นอนนี้



เรื่อง: อิสราภรณ์ บุนนาค ภาพ: API



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ภาณุ โชคอภิรัตน์ ยกระดับน้ำเพิ่มแรงดัน “ฟร้อนท์ไลน์”

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนเมษายน 2569 ในรูปแบบ e-magazine