พีระศักดิ์ บุญมีโชติ TFM ท้าคลื่นอาหารสัตว์น้ำหมื่นล้าน

พีระศักดิ์ บุญมีโชติ TFM ท้าคลื่นอาหารสัตว์น้ำหมื่นล้าน

ยักษ์ใหญ่ธุรกิจอาหารสัตว์น้ำและสัตว์เศรษฐกิจไทยเดินเกมรุกสร้างความแข็งแกร่งในประเทศและการเติบโตระดับโลก ด้วยการขยายตลาดอินโดนีเซียและลงทุนฐานการผลิตเพิ่มในเอกวาดอร์ พร้อมขับเคลื่อนความยั่งยืนร่วมกับเกษตรกร คู่ค้า และอุตสาหกรรม สู่เป้าหมายรายได้หมื่นล้านในปี 2573


    การขยายน่านน้ำธุรกิจได้รับการปลตล็อกศักยภาพเดินเครื่องข้ามพรมแดนเต็มพิกัดด้วยการสนับสนุนของกลุ่มไทยยูเนี่ยน ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำที่มีต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงการสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโช่อุปทานโดยจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำผ่านการจัดตั้งบริษัทแกนนำ (flagship) ด้านอาหารสัตว์น้ำและสัตว์เศรษฐกิจแบบครบวงจรในปี 2543 พร้อมผนึกกำลังความเชี่ยวชาญอาหารทะเลระตับโลกสร้างการเติบโตในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม การแข่งขันอาหารสัตว์น้ำของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมกุ้งไทยยังต้องเผชิญความท้าทายจากความเปลี่ยนแปลงด้านราคาสู่ประสิทธิภาพ คุณภาพและความยั่งยืน รวมถึงแรงกดดันรอบด้านไม่ว่าจะเป็นต้นทุนวัตถุดิบ กติกาการค้าใหม่ต้านสิ่งแวดล้อม และความคาดหวังเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นต์ที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญของผู้นำทัพธุรกิจที่ต้องขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถปรับตัวฝ่าคลื่นความเปลี่ยนแปลง ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง การลด ต้นทุนต่อหน่วย และการพัฒนาระบบการผลิตที่ตอบโจทย์ตลาดโลกยุคใหม่

    "ส่วนตัวชอบการค้าขาย การบริหาร จัดการ และการบริการ ซึ่งตรอบครัวเราอยู่บ้านชาวประมงจังหวัดเพชรบุรีและต้าขายอาหารทะเลมาก่อน เราเป็นลูกน้ำเค็ม เกิดมาก็เห็นกุ้ง หอย ปู ปลา หลังจากเรียนจบปริญญาโทจึงเริ่มทำงานที่ไทยยูเนี่ยนใน ธุรกิจโฟรเช่น (frozen) เหมือนเติบโตมา กับโรงงาน โดยช่วง 2-3 ปีแรกเราอยู่ที่โรงงานมหาชัยได้เรียนรู้หลายอย่าง และ ยังทำงานต้านการตลาดใกล้ชิดกับลูกค้า ทั้งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ตะวันออกกลางเกาหลี ไต้หวัน แคนาดา 

    "รวมถึงทำจัดซื้อวัตถุดิบ การวางแผนโอเปอเรชั่น ทำให้เข้าใจซัพพลายเชนทั้งซื้อและขาย ต้นทุนโรงงาน ดีมานต์ลูกค้าแต่ละประเทศ customer centric ซึ่งเราขยับตำแหน่งเรื่อยๆ ถึงปี 2565 ท็อปไลน์ที่ดูแล เคยทำได้สูงสุดที่ 2.2 หมื่นล้านบาท ภายใต้กลุ่ม TU มีกลุ่มโฟรเช่น เราดูแล 8 โรงงาน โอเปอเรชั่น เป็น MD5 โรงงาน ทั้งการซื้อ การผลิต และภาพรวม"


​

    พีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟิดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM กล่าวถึงความมั่นใจในความรู้และความเข้าใจทุกมิติที่เกี่ยวข้อง กับผลิตภัณฑ์แช่แข็ง โรงงานผู้ผลิต ผู้บริโภค ตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มไทยยูเนี่ยน ซึ่งเริ่มต้นทำงานทันทีที่สำเร็จการศึกษาปริญญาโทบริหารธุรกิจ จาก National University ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2543 และได้รับความไว้วางใจให้ขยับตำแหน่งความรับผิดขอบดูแลต้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

    จนกระทั่งนั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการด้านผลิตภัณฑ์แช่แข็งและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในปี 2559 ก่อนจะได้รับมอบหมายให้กุมบังเทียนบริษัทแฟลกซิปอาหารสัตว์น้ำที่เป็นธุรกิจต้นน้ำของกลุ่มไทยยูเนี่ยนในปี 2565 

    พีระศักดิ์เล็งเห็นโอกาสสร้างการเติบโตธุรกิจด้วยการปรับโครงสร้างธุรกิจ และการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันทั้ง ด้านโรงงาน ฝ่ายปฏิบัติการ ซัพพลายเขนการควบคุมดูแลต้นทุนธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การบริหารจัดการวัตถุดิบและเวลา รวมถึงการส่งเสริมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่รับฟังความต้องการ และความเห็นของเกษตรกร เพื่อปรับปรุง ต่อยอด และพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

    "เรามองไทยยูเนี่ยนเป็นโรงงานและเริ่มปรับโครงสร้างทั้งกระบวนทัพซัพพลายเชน โรงงาน คน วัฒนธรรมองค์กร ตลาด ลูกค้า ซึ่งเน้นคุณภาพสินค้าที่เป็นหัวใจสำคัญก่อนและปรับต้นทุนของโรงงาน สุดท้ายเราดูเรื่องพอร์ตสินค้า โดยใช้ฐานข้อมูลดูกำไรขาดทุนสินค้าแต่ละ SKUs วิเคราะห์สาเหตุขาดทุ่นเพื่อปรับพอร์ตให้เหมาะสม 

    "ซึ่งก่อนจะทำได้แบบนี้เราอยู่ที่โรงงานฟีดมิลล์ 3 เดือน ตั้งแต่มกราคม-มีนาคมเพื่อเรียนรู้เรื่องโรงงานทั้งหมด และเมษายนก็ออกไปหาลูกค้าตัวจริง เราทำ customer centric รับฟังและตอบสนอง painpoint อย่างรวดเร็วเช่น อาหารกุ้งต้องการกลิ่นหอม เราเติมกลิ่นอโรม่าเข้าไป และการพัฒนาสูตรคุณภาพทำให้ยอดขายเราเพิ่มอย่างต่อเนื่อง"

    สำหรับในปัจจุบันบริษัทผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เศรษฐกิจ และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำที่มีชื่อเสียงของอาเซียน โดยผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ อาหารกุ้งเช่น แบรนด์ Nanami, Profeed, Deena Food, Jumbo A และ Aquafeed เป็นต้น 

    ส่วนประเทศอินโดนีเซียใช้แบรนด์ Pronami, Vanami, Nanami และ Econami รวมถึงอาหารปลาของบริษัท ได้แก่ อาหารปลาทะเล อาหารปลาน้ำจืด อาหารกบ ซึ่งแตกต่างกันในต้านความต้องการปริมาณโปรตีน แหล่งโปรตีน และรูปแบบการเลี้ยง เช่น อาหารปลาทะเลหรือปลากะพง ได้แก่ Profeed, Profeed Turbo, Hitech แบรนด์อาหารปลาน้ำจืด ได้แก่ ขุนศึก, Superblow, Start Match Neo Pro แบรนด์อาหารกบได้แก่ กบเงิน กบทอง เป็นต้น


​

    นอกจากนั้น บริษัทยังจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์บกครบวงจรครอบคลุมอาหารสุกร อาหารไก่ อาหารเป็ด เช่น Profeed, Deewa, Deever และแบรนด์สาม ก เป็นต้น รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์บกและสัตว์น้ำ 

    โดยเฉพาะการจำหน่ายปัจจัยการผลิต เช่น สารกระตุ้นการกินอาหาร (attractant) Premix, โปรไบโอติกส์, วิตามิน และสารปรับปรุงคุณภาพน้ำ พร้อมทั้งรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต ที่ได้จากฟาร์มวิจัยและเพาะพันธุ์สัตว์น้ำของบริษัท ได้แก่ กุ้งและปลากะพง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้จากฟาร์มวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

    "พอร์ตสินค้าเราเน้นแบรนด์ของเรามากกว่า OEM ที่มีประมาณ 5-7% โดยเราดีไซน์สินค้าให้เหมาะกับตลาดไทย เรามีหลาย tier โปรตีนต่ำถึงโปรตีนสูง ตามดีมานต์ซัพพลายแต่ละช่วงเวลา เช่น บางครั้งลูกค้าต้องการเร่งโปรตีนให้สัตว์น้ำเติบโตไวเพื่อให้ทันเรื่องราคา ซึ่งเราจะแชร์ข้อมูลแนวโน้มราคาที่เราเห็นภาพ ทั้งโลกกับลูกค้า เพราะ TM ไม่ได้ค้าขายอย่างเดียว แต่เราให้ข้อมูลกับเกษตรกรด้วย

    "ขณะที่โรงงานในไทยเรามีที่มหาชัยผลิตอาหารกุ้งและอาหารปลา ส่วนระโนดผลิตเฉพาะอาหารกุ้ง และโรงงานต่างประเทศที่อินโดนีเซียผลิตอาหารกุ้ง วันนี้เราเดินเครื่อง 60% ขายเฉพาะในอินโดนีเซียรองรับอุตสาหกรรมกุ้งที่มีขนาดใหญ่มาก รวมถึงเอกวาดอร์ที่คาดการณ์เดินเครื่องผลิตได้ในปี 2572"

    พีระศักติ์กล่าวถึงโรงงานผลิตสินค้าในประเทศไทย ได้แก่ โรงงานมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร และโรงงานระโนด จังหวัดสงขลา รวมถึงความร่วมมือกับพันธมิตรใน ต่างประเทศ เช่น AVANTI Feeds Limited (AVANTI) ผู้ผลิตอาหารกุ้งรายใหญ่ของประเทศอินเตี๋ย ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 500 อันดับแรกของประเทศอินเดียในปี 2567 ภายใต้สัญญาความร่วมมือทางเทคนิค การอนุญาตให้ใช้ชื่อทางการค้าและสูตรการผลิตสำหรับจำหน่ายอาหารกุ้งและอาหารปลาในประเทศอินเดีย


​

    นอกจากนั้น บริษัทยังร่วมลงทุนในประเทศอินโดนีเซียด้วยการร่วมกันจัดตั้ง PT Thai Union Kharisma Lestari (TUKL) เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำในประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงร่วมลงทุนในประเทศปากีสถานผ่านการจัดตั้งบริษัทย่อย AMG-Thai Union Feedmill (Private) Limited (AMG-TM) เพื่อผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำในประเทศปากีสถาน 

    อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 บริษัทได้จำหน่ายเงินลงทุนทั้งหมดใน AMG-TM โดยคงไว้เพียงสัญญาความร่วมมือทางเทคนิคและการอนุญาตให้ใช้ชื่อทางการค้าและสูตรการผลิตสำหรับการจำหน่ายอาหารกุ้งและอาหารปลาในปากีสถานเท่านั้น 

    "เราต้องการกระจายความเสี่ยงไปต่างประเทศจากพอร์ตในประเทศ 80-90% ซึ่งหลังจากที่เราเข้ามาตลาดส่งออกเติบโต 62% ในไตรมาส 2 ปีนี้ เราสามารถเพิ่มพอร์ตอาหารกุ้งและอาหารปลา ส่งออกมากกว่า 10 ประเทศ เดิมเราเริ่มจากมาเลเซียและศรีลังกา ปากีสถานตะวันออกกลาง UAE ล่าสุดไปที่ฮาวาย ซึ่งมีฟาร์มขนาดใหญ่และพื้นที่การเลี้ยงสมบูรณ์มาก 

    "เรานำทีมให้โนว์ฮาวและเทคนิคัล รวมถึงกำลังจะเพิ่มไต้หวัน ซึ่งต้องการอาหารที่มีโปรตีน specific เราจะช่วยสนับสนุนอาหารที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยเรายังอยู่ระหว่างการเจรจากับญี่ปุ่นเรื่องการทำ OEM ซึ่งเราจะได้โนว์ฮาวและเรียนรู้ formulation จากเขา โดยเรามองว่า ต่างประเทศยังเป็นตลาดที่น่าสนใจและ มุ่งที่จะขยายในอนาคต"


กางแผนติดปีกโกลบอล 

    ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยน-แปลงของสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมสัตว์น้ำโลกในปี 2568 ยังคงสามารถขยายตัวอย่างต่อเนื่อง 

    องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสทประชาชาติ (FAO) คาดการณ์การผลิตสัตว์น้ำโลกเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 212 ล้านต้นในปี 2577 โดย 85% ของปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นมาจากภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคาดการณ์กว่า 56% ของการผลิตสัตว์น้ำโลก ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการอาหารสัตว์น้ำมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

    "ประสบการณ์ 26 ปีที่ผ่านมาเราต้องการทำให้ดีเหมือนเป็น legacy ซึ่ง chapter เราก็ต้องเป็นแบบนั้น ทำให้เรามีแพสชั่น สร้างความแตกต่างและเป็นผู้นำในไทย โดยเราวางโรดแมป 5 ปีไว้ชัดเจนตั้งแต่ปีที่แล้วถึงปี 2573 เป้าหมายที่หมื่นล้านบาทด้วยกลยุทธ์ธุรกิจ 3 Pillars ประกอบด้วย Win in Thailand โดยยังเป็น backbone ที่สร้างรายได้ ซึ่งปัจจุบันเรามีส่วนแบ่งตลาดอาหารกุ้งประมาณ 25% อาหารปลากะพงเป็นอันดับ 1 ส่วนแบ่งตลาด 47% และอาหารกบเป็นอันดับ 1 เช่นกัน 

    "เรามองว่ายังมีโอกาสเติบโตเพิ่ม Expand in Indonesia เราปักหมุดเป็นท็อป 3 ที่อินโดนีเซียในปี 2573 และ Next Wave of Growth เราเลือกเอกวาดอร์ เพราะเป็นผู้ส่งออก กุ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก เรามองเห็นโอกาสจากตลาดขนาดใหญ่ และพาร์ตเนอร์ที่ดีบวกกับประสบการณ์ของเรา และพาร์ตเนอร์จะทำให้เราสามารถเติบโตทั้งยอดขายและการดำเนินธุรกิจในอนาคต"


​

    พีระศักดิ์กล่าวถึงแผนการดำเนินงานระยะยาวในการเพิ่มรายได้สู่ 1 หมื่นล้านบาทในปี 2573 ด้วยการขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การเติบโตเสริมความแข็งแกร่งในประเทศไทย (Win in Thailand) และเติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศอินโดนีเซีย (Expand in Indonesia) รวมถึงการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ (Next Wave of Growth) โดยเฉพาะประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งได้มีการประกาศการลงทุนก่อสร้างโรงงานและติดตั้งเครื่องจักรวงเงินลงทุนรวมไม่เกิน 55 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยคาดการณ์แล้วเสร็จในปี 2571 

    และจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกประมาณ 80% รองรับการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์น้ำโลกในระยะยาวในขณะเดียวกันยังมุ่งเน้นสร้างการเติบโตที่ประเทศอินโดนีเซียให้ติดอันดับ 1 ใน 3 ของตลาดในปี 2573 ด้วยการปรับแผนกำลังคนอีกครั้ง เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยบริษัทวางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนยอดขายต่างประเทศเป็น 50% ของรายได้รวมทั้งจากประเทศเอกวาดอร์และการส่งออกต่างประเทศ ซึ่งการได้รับการรับรอง Hald ทั้งอาหารปลาและอาหารกุ้งจะเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสการขายและการส่งออกยังประเทศต่างๆ

    ด้านประเทศไทยได้มีการต่อยอดความเป็นผู้นำในต้านตลาดอาหารสัตว์น้ำและขยายเข้าสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยการจัดตั้งฟาร์มวิจัยสำหรับทดสอบผลิตภัณฑ์และทีมวิจัยพัฒนาของบริษัทที่ทำงานร่วมกับฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย และลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นเกษตรกร เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ประสิทธิภาพ ต้นทุน และ สิ่งแวดล้อม เช่น การศึกษาและพัฒนาวัตถุดิบทดแทนปลาป่นจากแหล่งโปรตีนอื่นที่ยังคงคุณภาพให้เกษตรกรได้ผลลัพธ์ที่ดี และสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรเติบโตพร้อมกับบริษัทในระยะยาว

    "อนาคตอาหารสัตว์ของไทยต้องแข่งเรื่องคุณภาพ ราคาต้อง competitive ซึ่งต้นทุนวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 70% ไม่รวมปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นเรื่องชัพพลายเซน สงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ทีม R&D ของเรามากกว่า 30 คนไม่รวมวิชาการเน้นศึกษาวัตถุดิบใหม่ๆ ที่มาแทนโปรตีน ซึ่งเรากำลังทดลองทั้งฟาร์มของเราและพื้นที่จริงที่เรามีตัวแทนในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้ไต้คุณภาพทุกโลเคชันที่การเลี้ยงต่างกันเพราะเราไม่ได้แค่ขายอาหาร แต่ต้องการให้เกษตรกรได้ประโยชน์และมีกำไร ทำให้เกิด trust บวกกับการดูแลต่อเนื่อง 

    "ถ้ามีปัญหาในการเลี้ยงเรามีที่มเข้าไปช่วย หรือบอกความต้องการของตลาดแต่ละช่วงเวลาจากดีมานต์ซัพพลายที่เราเห็นทั้งโลกรวมถึงการผลักดันเรื่องความยั่งยืนให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ อย่าง กุ้ง low carbon การช่วยจัดการโซลาร์รูฟท็อป ทำให้เกิดความไว้วางใจ ลูกค้าเราได้ประโยชน์ เราก็เติบโต"

    พีระศักดิกล่าวถึงการเดินหน้าตามเป้าหมายยอดขายการเติบโตในปีนี่ประมาณ 5-7% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 6.04 พันล้านบาทและรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ระดับ 17-19% ผ่านการบริหารผลิตภัณฑ์ของบริษัท (product mix) การควบคุมต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพ และการผลิตอย่างต่อเนื่องรวมถึงรักษานโยบายทางการเงินที่มีวินัยเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีและสร้างคุณค่าให้ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

    นอกจากนั้น ในปีนี้บริษัทยังได้รับการรับรองเครื่องหมายฮาลาล (Halal certification) จากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์อาหารกุ้งและอาหารปลารวม 48 SKUs ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ต้านคุณภาพ ความปลอดภัยและระบบตรวจสอบย้อนกลับ พร้อมสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจสู่ตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานฮาลาล โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและอาเซียน


​

    "ปีนี้ถือเป็นปีที่ท้าทายเรื่องวัตถุติบ แต่เรายังรักษาการเติบโตของยอดขายได้และต้นทุนการผลิตที่ลดลงทำให้ยังเดินหน้าตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ 5-7% โดยเรามั่นใจในจุดแข็งเรื่องเทคโนโลยีที่เราให้ความสำคัญตั้งแต่เปิดโรงงานปี 2543 ถึงวันนี้เรามีการ AI มาใช้เยอะมาก การใช้ฐานข้อมูลวิเคราะห์สินค้าแต่ละ SKUs และแผนการลงเครื่องจักรเทคโนโลยีใหม่รวมถึงคุณภาพเป็นจุดแข็งสำคัญของเราที่ต้องมีความเสมอต้นเสมอปลาย และ customer centric เราใกล้ชิดกับลูกค้ามากทั้งเรื่องวิชาการและทีม R&D สุดท้ายเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เพราะเราไม่ต้องการเติบโตเฉพาะในประเทศ 

    เราต้องการให้มีโรงงานอาหารสัตว์น้ำไทยที่ได้มาตรฐานและตอบโจทย์ผู้ซื้อทั่วโลก" CEO วัย 56 ปี เชื่อมั่นในความสำเร็จของกลยุทธ์ ซึ่งต้องขับเคลื่อนด้วยคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ดีสม่ำเสมอ ความสัมพันธ์ที่ดีและแข็งแกร่งกับเกษตรกร พันธมิตรทางธุรกิจที่มีคุณภาพ และการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน 

    "เป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์แห่งแรกในเอเชียที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาหารสัตว์จากองค์กร Aqua-culture Stewardship Council หรือ ASC ซึ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นต้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยสอดคล้องกับกลยุทธ์ Seachange 2030 ของไทยยูเนี่ยนในการส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนในห่วงโช่คุณค่าของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

    "เราต้องการให้ลูกค้ามองเราเป็นพาร์ตเนอร์ และ trust ในตัวเรา ซึ่งตอกย้ำ ด้วย way of working และ result โดยลูกค้าเป็นคนตัดสินเรา และผลตอบรับที่กลับมาลูกค้าชมอาหารเรา คุณภาพสินค้าดีแต่เรายังคงปรับปรุงและพัฒนาต่อเนื่อง ทุกปี ขณะที่เป้าหมายของเราในฐานะ CEO บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ เราต้องการทำให้ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสูงสุดและแพสชั่นให้บริษัทเต็บโตทั้งยอดขายและกำไร

    "รวมถึงเราให้ความสำคัญกับคนในองค์กรเทียบเท่ากับเรื่องคุณภาพ เพราะไม่ว่าผู้นำจะมีความสามารถแค่ไหน กลยุทธ์ที่ดีอย่างไรแต่ถ้าขาดนักรบเคียงบ่าเคียงไหล่และไม่มีเป้าหมายเดียวกันก็ชนะลำบาก เรามองเรื่อง one team เป็นสิ่งที่ใช้ในการทำงานมาตลอด เรา trust เรื่องแพลชั่นและทีมเวิร์ก ด้วยการบริหารแบบครอบครัวและทำงานแบบโกลบอล รวมถึงสื่อสารตลอด เราคุย กันในทุกมิติ โดยมีเป้าหมายชัดเจนร่วมกัน ที่หมื่นล้านในปี 2573“


​ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์ และ TFM 





​​​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : กนกกัญจน์ มธุรพร ปรุงสูตร April's Bakery พันล้าน

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนตุลาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine