“ดีโน่-เดชจุฑา สุโกศล แคลปป์” เจนใหม่ไฟแรงเชื่อมต่อยุคดิจิทัล

“ดีโน่-เดชจุฑา สุโกศล แคลปป์” เจนใหม่ไฟแรงเชื่อมต่อยุคดิจิทัล

บ้านสุโกศลมีชื่อเสียงในฐานะครอบครัวธุรกิจที่อยู่มายาวนาน เป็นตำนานของโรงแรม “The Sukosol” และอีกหลายโรงแรมในเครือที่บริหารด้วยตัวเอง และมีจุดขายความเป็นไทยที่เทียบได้กับระดับสากล


    เดชจุฑา สุโกศล แคลปป์ (ดีโน่) ทายาทรุ่น 3 ของครอบครัวสุโกศล เป็นหลานชายคนโตของ กมลา สุโกศล นักธุรกิจหญิงที่โด่งดังทั้งการทำธุรกิจและการร้องเพลงระดับโอเปร่า ชื่อเสียงของเธอเป็นที่รู้จักมายาวนาน แม้ได้สืบทอดธุรกิจไปสู่รุ่นลูก โดย มาริสา สุโกศล เป็นผู้บริหารหลักโรงแรม The Sukosol ในปัจจุบัน 

    ล่าสุดครอบครัวสุโกศลได้เริ่มวางรากฐานการบริหารไปสู่เจเนอเรชั่นที่ 3 โดยมีหลานชายคนโตในเจน 3 คือ ดีโน่-เดชจุฑา สุโกศล แคลปป์ (บุตรชายของ สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์) เข้ามาช่วยงานบริหารเต็มตัวในตำแหน่ง Director of Product and Service Development ของโรงแรม The Sukosol Bangkok และตำแหน่ง Director of Commercial and Business Development ของโรงแรม The Siam 

    ด้วยวัยเพียง 30 ปี ดีโน่เข้ามาช่วยงานบริหารโรงแรมในบทบาทของการพัฒนาโรงแรมให้ทันสมัย นำประสบการณ์ความรู้เรื่องเทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามาช่วยให้โรงแรมพัฒนารองรับความเป็นดิจิทัลมากขึ้น เสริมสร้างจุดแข็งด้านการตลาดออนไลน์และการสื่อสารในยุคโซเชียลมีเดียให้เท่าทันกับความต้องการและพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป


อัปเดตดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง

    เนื่องจากดีโน่มีประสบการณ์ในบริษัทสตาร์ทอัพหลายแห่ง และรับผิดชอบดูแลเรื่องแบรนด์ รวมถึงการทำตลาดของธุรกิจอี-คอมเมิรซ์ ทำให้เขามีพื้นฐานด้านเทคระดับหนึ่ง เมื่อผนวกเข้ากับความชอบในธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม จึงทำให้ดีโน่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการเข้ามาช่วยบริหารโรงแรมของครอบครัว เขาได้รับผิดชอบดูแลจัดการให้ส่วนของบริการที่สำคัญคือเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) 

    รวมไปถึงการทำธุรกิจออนไลน์ ช่วยยกระดับโรงแรมให้ลูกค้าเข้าถึงผ่านช่องทางออนไลน์ได้มากขึ้น ทำให้ธุรกิจโรงแรมก้าวไปพร้อมกับการตอบรับจากพฤติกรรมใหม่ลูกค้าที่ทุกวันนี้เลือกช่องทางออนไลน์เป็นหลักในการเข้าถึงสินค้าและบริการต่างๆ โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยวและจองห้องพักโรงแรม 



    ปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่เลือกใช้บริการจองที่พักโรงแรมผ่าน OTA (Online Travel Agent) คือ แพลตฟอร์มหรือเว็บไซต์ที่เป็นตัวแทนขาย แต่เขาอยากพัฒนาให้ลูกค้าหันมาจองห้องพักผ่านเว็บไซต์ของโรงแรมโดยตรงมากขึ้น “ตอนนี้ลูกค้ามาจาก OTA ประมาณ 60% จาก direct website เพียง 10% ที่เหลือเป็นช่องทางอื่น ผมอยากดันยอดจองตรงผ่านเว็บไซต์เราให้ขึ้นเป็น 20-30% จาก total booking” ดีโน่เผยสิ่งที่พยายามทำ ส่วนโรงแรม The Siam เขาเผยว่า ปัจจุบันมียอดจองตรง 20% อยู่แล้วอยากผลักดันให้เพิ่มเป็น 30-40% โดยลูกค้าจองตรงผ่านเว็บไซต์ของโรงแรมจะได้รับ benefit ที่ดีกว่า เช่น free upgrade ห้องพัก และอาจจะมี free mini bar เป็นสิ่งที่โรงแรมจะเสนอให้เป็นพิเศษ 

    ด้วยเหตุนี้ผู้บริหารเจน 3 ของบ้านสุโกศลจึงบอกว่า การทำตลาดดิจิทัลสำคัญมาก และการขยายตลาดผ่านช่องทางนี้ก็เป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโต ดังนั้น เขาจึงหันมาให้ความสำคัญช่องทางออนไลน์ในการสื่อสารกับผู้บริโภค จากโรงแรมที่มีอยู่ในปัจจุบัน 5 แห่ง ซึ่งเติบโตมาต่างกันต่างทำเล เขาอยากนำช่องทางออนไลน์มารวมทำเป็นเว็บไซต์รวมของสุโกศล เป็นเว็บไซต์หลักของกลุ่มสุโกศล จากนั้นค่อยแยกเจาะเข้าไปที่เว็บไซต์แต่ละโรงแรม ซึ่งน่าจะตอบโจทย์ทั้งเรื่องของ branding และการตลาดได้อย่างดี 

    “ตอนนี้กำลังจะสร้างเว็บไซต์ใหม่ของเรา ขณะที่ social media ก็ active มากขึ้น ทีมงานมีครบแล้ว แต่ก่อนทีม marketing ยังไม่ใหญ่ขนาดนี้ แต่ตอนนี้เรามีทั้งทีมและมี brand strategy ที่ชัดเจน” ดีโน่แจกแจงสิ่งที่ปรับเปลี่ยนเพื่อเข้าสู่ดิจิทัลมากขึ้น และพร้อมที่จะรีแบรนดิ้งในภาพลักษณ์ที่ดียิ่งขึ้น ทันสมัย และมีเรื่องราวแห่งความทรงจำที่ดี 

    สำหรับด้านการตลาดดีโน่บอกว่า ทางโรงแรมไม่ได้พึ่งพิงเอเจนต์เพียงอย่างเดียว ทีมการตลาดออนไลน์ก็ทำงานเชิงรุก เน้นเจาะตลาดในแต่ละภูมิภาคตามฤดูกาลของแต่ละพื้นที่ ซึ่งเขาอธิบายว่า ลูกค้าของโรงแรมมีหลากหลายประเทศ เช่น ช่วงนี้เป็นไฮซีซั่นจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติจากยุโรปหรืออเมริกา ส่วนในช่วงโลว์ซีซั่นจะเป็นกลุ่ม short haul ที่เดินทางระยะใกล้มาจากเอเชียด้วยกัน เช่น  สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง “Social media สำคัญมาก เป็นสื่อที่ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่าย ทำให้รู้ว่าต้องใช้โปรโมชั่นแบบไหนไปดึงประเทศไหน ประเทศนี้เขามี holiday ช่วงนี้ เราจะต้องไปดึงตลาดนี้เป็น advance marketing” เขาย้ำ


รวมอาณาจักรสุโกศล 

    ทายาทธุรกิจหนุ่มของบ้านสุโกศลเล่าว่า เขาเติบโตมาก็เห็นครอบครัวทำธุรกิจโรงแรมอยู่แล้ว จึงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างคุ้นเคย ดังนั้น การเข้ามาช่วยธุรกิจนี้จึงเป็นความชอบโดยส่วนตัว เพราะเติบโตและเห็นกิจการเหล่านี้มาตั้งแต่ยังเด็ก โดยเฉพาะโรงแรมหลัก The Sukosol เป็นโรงแรมใหญ่ที่สุดของครอบครัว มีจำนวนห้องพักกว่า 500 ห้อง และที่นี่ยังเป็นศูนย์กลางในการบริหาร โดยโรงแรมนี้เปิดมามากกว่า 30 ปี “โรงแรมนี้เปิดมาก่อนดีโน่เกิดเสียอีก แต่ที่ Siam Bayshore อันนั้นเปิดมา 50 ปีแล้ว ส่วน The Bayview ประมาณ 40 ปี” เขาไล่เรียงอาณาจักรโรงแรมของสุโกศล ด้วยความทรงจำและความคุ้นเคย  

    นอกจากโรงแรม 3 แห่งที่กล่าวถึงแล้ว ในเครือสุโกศลยังมีอีก 2 โรงแรมที่เปิดบริการแล้ว คือ โรงแรม Wave Hotel Pattaya และ The Siam ที่ริมน้ำเจ้าพระยาย่านสะพานกรุงธน ซึ่งเป็นเป็นโรงแรมระดับอัลตร้าลักชัวรี่ เปิดบริการภายใต้แบรนด์ The Siam Collection ซึ่งนอกจากที่กรุงเทพฯ แล้ว ล่าสุดทางกลุ่มได้เตรียมสร้างโรงแรมแห่งใหม่ภายใต้ The Siam Collection ขึ้นที่เชียงใหม่ เป็นอัลตร้าลักชัวรี่เช่นเดียวกัน มีกำหนดจะเปิดบริการรายปลายปี 2570 ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนออกแบบดำเนินการจัดเตรียมการก่อสร้าง 

    “ที่เชียงใหม่จะเป็นโรงแรมแห่งแรกที่ดีโน่ได้เห็นการทำงานตั้งแต่ต้น เริ่มจากงานดีไซน์ pre open  ก่อสร้าง ได้เห็นทั้งกระบวนการตั้งแต่เริ่มแรกเลย จะได้เรียนรู้อย่างเต็มที่” ดีโน่บอกว่า ที่ดินที่เชียงใหม่มีขนาดประมาณ 32 ไร่ จะสร้างเป็นพูลวิลล่า และออกแบบให้มีความเป็นส่วนตัวทั้งหมด มีความพิเศษที่การออกแบบและสไตล์ที่จะเป็น The Siam Collection แห่งที่ 2 ต่อจากกรุงเทพฯ  

    ทั้ง 6 แห่งคือโรงแรมที่เปิดดำเนินการต่อเนื่องมาจากผู้บริหารรุ่นแรกและรุ่น 2 ของบ้านสุโกศล ซึ่งในกลุ่มทายาทเจน 3 ที่ดีโน่เป็นตัวแทนนำร่องเข้ามาช่วยงานดูแลธุรกิจในเบื้องต้น เจนนี้มีด้วยกัน 8 คน เรียนจบแล้ว 4 คน เริ่มทำงานแล้วอยู่ที่ New York ส่วนอีก 4 คนยังเรียนอยู่ที่ต่างประเทศเหมือนกัน ทางครอบครัวมีแนวคิดอยากดึงกลับมาช่วยงาน ซึ่งเบื้องต้นได้คุยกันไว้ว่าเมื่อทุกคนกลับมาช่วยงานเต็มที่แล้ว อาจจะมีแพลนสร้างโรงแรมใหม่ เป็นไอเดียและธุรกิจของเจน 3 ขึ้นมาโดยเฉพาะ อาจเป็นแบรนด์ใหม่ของเจน 3 ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3-4 ปีกว่าจะเดินไปถึงจุดนั้น ตอนนี้สิ่งสำคัญคือ บริหารโรงแรมที่มีอยู่ให้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้น ประสบความสำเร็จมากขึ้นในแบบที่เป็นอยู่ 

    “ดีโน่มองว่าของมันดีอยู่แล้ว ทุกโรงแรมต่างมีจุดขายของตัวเอง และมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน” ดังนั้น สิ่งที่เขาจะทำในวันนี้จึงเป็นการรวมแบรนด์โรงแรมต่างๆ เข้ามาอยู่ในเว็บไซต์หลักของกลุ่มสุโกศล สร้างแบรนดิ้งให้แข็งแรงและมีอิมแพ็กต่อตลาดได้มากขึ้น 

    ภารกิจของดีโน่ในฐานะเจน 3 ของครอบครัว วันนี้เริ่มเข้ามาช่วยงาน สิ่งที่เขาได้รับมอบหมายให้ดูเป็นหลักมี 2 อย่างคือ บริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม และการก้าวสู่ดิจิทัลโดยเฉพาะดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ดีโน่มีประสบการณ์ค่อนข้างตรง เพราะเคยร่วมงานกับธุรกิจสตาร์ทอัพชื่อดังมาหลายแห่ง เช่น Lazada, Freshket และ Flash Coffee ซึ่งเติมเต็มประสบการณ์ และเสริมสร้างความเชี่ยวชาญให้กับเขา ทั้งด้านการดำเนินงาน การสร้างแบรนด์ และการตลาด ประสบการณ์เหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่ดีในการทำตลาดออนไลน์


เชื่อมต่อไอเดียบริหาร

    แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่ว่าดีโน่จะตัดสินใจเองทั้งหมด เพราะหลายอย่างที่เขาต้องการเปลี่ยนเกี่ยวกับออนไลน์หรือมาร์เก็ตติ้งจะต้องนำเสนอให้ครอบครัวเห็นด้วยว่าเหมาะสม เรียกว่ายังต้องช่วยกันพิจารณา เพราะดีโน่เพิ่งก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจโรงแรมยังไม่ถึง 2 ปี ดังนั้น การคิดหรือต้องการทำอะไรใหม่ๆ จึงต้องได้รับความเห็นด้วยจากครอบครัว โดยเฉพาะผู้บริหารหลักที่ดูการบริหารโดยภาพรวมของโรงแรมอย่าง มาริสา สุโกศล หนุนภักดี หรือคุณป้าที่ดีโน่บอกเสมอว่า เป็นผู้ที่ให้โอกาสเขาได้คิดและทำอย่างที่ตั้งใจ

    “ผมอยากได้ประสบการณ์จากครอบครัวก่อน เพราะตัวเองเพิ่งทำโรงแรมยังไม่ถึง 2 ปี ยังไม่มีความรู้มากขนาดนั้น” เขาออกตัวอีกครั้งว่ายังค่อนข้างใหม่ และการเข้ามาช่วยงานครอบครัวก็ยังเป็นช่วงของการเริ่มต้นเท่านั้น แต่ดูเหมือนเขาได้ปรับปรุงหลายอย่าง และขยายทีมงานรองรับแผนที่จะทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งมากขึ้นไว้ครบแล้ว กำลังเตรียมเดินหน้าทำการตลาดดิจิทัล และรอจังหวะในการเติบโตที่จะตามมา 

    อย่างที่หลายคนทราบดี ความสำเร็จของกลุ่มสุโกศลทุกวันนี้มาจากผู้ก่อตั้งและผู้บริหารรุ่น 1 และ 2 ที่สืบทอดกันมา แม้จะไม่ได้มีการวางตัวกำหนดเป้าหมายชัดเจนว่าใครต้องดูอะไร หลังจากที่ทุกคนได้ทำในสิ่งที่ตนรักอย่างเต็มที่ เมื่อครอบครัวต้องการคนสานต่อทุกคนก็พร้อมใจกันเข้ามาทำงาน ตามความสามารถและความถนัดที่ต่างกันไป “คุณป้ามาริสามาดูโรงแรม คุณอาน้อยก็ช่วยออกแบบ The Siam ส่วนคุณพ่อผมท่านชอบดนตรีก็ทำดนตรีทำคอนเสิร์ตไป การส่งต่อธุรกิจครอบครัวสุโกศลเป็นอะไรที่เรียบง่าย” ดีโน่เล่าอย่างรวบรัดถึงภารกิจที่เจน 2 ทำ และจังหวะของการส่งมอบรุ่นต่อรุ่นที่แทบไม่มีรอยต่อ 

    ในแง่ของการดำเนินงานดีโน่เล่าว่า ที่ผ่านมาผลประกอบการไปได้ดีแม้จะมีเรื่องท้าทายอย่างแผ่นดินไหว สแกมเมอร์ หรือแม้กระทั่งเรื่องสงคราม ที่อาจสร้างความไม่สบายใจแก่นักท่องเที่ยว แต่ถึงกระนั้นโรงแรม The Sukosol ก็มีผลประกอบการที่ดี มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยประมาณ 70% ถ้าเดินเข้ามาภายในโรงแรมจะเห็นว่ามีลูกค้าเข้ามาใช้บริการตลอด ด้วยทำเลที่สะดวกและบริการที่ครบครันทำให้การเข้าพักยังคงดีต่อเนื่อง แม้มีปัจจัยลบหลายอย่างเข้ามากระทบก็ตาม 


นำทัพ F&B 

    เมื่อถามว่า ดีโน่รับผิดชอบด้านไหนบ้างในงานบริหาร คำตอบที่ได้ชัดเจนคือ ดูแลด้านอาหารและเครื่องดื่มของโรงแรมทั้งหมดเป็นภาพรวม ไม่ใช่โรงแรมใดโรงแรมหนึ่ง ดูเทรนด์และแนวโน้มว่าจะไปอย่างไร ควรปรับและบริการอย่างไร และอีกอย่างที่เขาได้มีโอกาสดูแลคือ งานโปรเจกต์พิเศษต่างๆ “ทุกอย่างที่เกี่ยวกับมาร์เก็ตติ้ง F&B คุณป้าดึงดีโน่เข้า meeting ทุกครั้ง รวมถึง board meeting ซึ่งเกี่ยวกับการบริหารทุกอย่างรวมไปถึงงาน engineer” เขาเล่าอย่างตื่นเต้นและบอกว่า รู้สึกอินในการประชุมทุกครั้ง เหมือนเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับรู้เรื่องราวความเป็นไปและได้กำหนดแนวทาง มันทำให้เขารู้ทุกอย่างมากขึ้น เป็นทุกด้านของการบริหารโรงแรมเป็นการเรียนรู้ที่ดี ส่วนด้าน F&B และมาร์เก็ตติ้งเขาบอกว่า รู้ทุกอย่าง เพราะมีโอกาสได้ดูแลอย่างเต็มตัว 

    ในฐานะหลานชายคนโตของ กมลา สุโกศล ดีโน่เชื่อว่าสักวันต้องเข้ามาช่วยธุรกิจของครอบครัว เขามีความคิดนี้มาตั้งแต่ยังเด็ก แม้คุณพ่อเขาจะหันไปเอาดีด้านดนตรีและคอนเสิร์ตแต่ก็ไม่ได้ทิ้งครอบครัว ยังคงให้ความร่วมมือช่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนตัวของดีโน่เองเขาตั้งใจตั้งแต่ต้นว่าจะเข้ามาช่วยครอบครัวทำงาน และที่สำคัญเขาชอบธุรกิจโรงแรมอยู่แล้วเป็นทุนเดิม อาจเพราะความคุ้นเคยและประสบการณ์ที่ดีในวัยเด็ก ทำให้เขามีความสุขเมื่อได้มาทำงานที่เป็นความชอบส่วนตัว 

    ดีโน่บอกว่า ผลการดำเนินงานของโรงแรมและกลุ่มธุรกิจเป็นไปด้วยดี “ปีที่แล้ว 2024 ถือเป็นปีที่ดีที่สุดของเรา ผลประกอบการดีกว่าหลายปีที่ผ่านมา” เขากล่าวเพียงสั้นๆ โดยไม่ลงรายละเอียดตัวเลข แต่หากดูข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เมื่อรวมรายได้ของบริษัทในกลุ่มสุโกศลทั้งหมดที่มีอยู่ 4 บริษัท มียอดรวมกันกว่า 1 พันล้านบาท มาจากหลายธุรกิจ โรงแรม ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ และเครื่องมือแพทย์ แต่ธุรกิจโรงแรมมีความโดดเด่นมากที่สุด และนับเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มสุโกศล 


    ที่ผ่านมาโรงแรม The Sukosol มีการปรับตัวในช่วงสถานการณ์โควิดเพื่อประครองกิจการให้ดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดโรงแรมเป็นฮอสพิเทลรองรับผู้ป่วยโควิด และในช่วงนั้นมีการลดพนักงานจากที่เคยมี 450 คน เหลือ 250 คน ซึ่งพบว่า ยังสามารถให้บริการที่ดีได้ จึงเป็นโอกาสในการปรับตัวต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน “หลายอย่างที่เราเคยทำก่อนโควิดไม่ต้องทำแล้วหลายตำแหน่ง ก็เหมือนในวงการสตาร์ทอัพที่คนหนึ่งคนต้องทำได้หลายหน้าที่ มันเลยกลายเป็นได้ทำ restructure ไปด้วยในตัว” 

    ทายาทรุ่น 3 สุโกศลบอกเล่าอีกหลายเรื่องราวที่เป็นเกล็ดสาระและความสนใจส่วนตัวของเขา กับเป้าหมายที่วางไว้อยากพัฒนาโรงแรมให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ เข้าถึงและเข้าใจลูกค้ามากขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการตลาดได้ตรงใจ โดยแต่ละอย่างที่เขาบอกเล่าสะท้อนพลังงานแบบคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงโดยมีฐานความสำเร็จเดิมเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว ในอนาคตธุรกิจโรงแรมยังคงแข่งขันสูง แต่เขามั่นใจว่าในปี 2569 ผลประกอบการน่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา แม้จะมีตัวแปรหลายอย่างแต่ก็เชื่อว่าจะก้าวข้ามมันไปได้ 


ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์ 




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ณัฐพิสิษฐ์ ครุฑครองชัย นำทัพกรุงไทย-แอกซ่า วางแนวรับประกันโรคร้าย

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมกราคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine