ณัฐพิสิษฐ์ ครุฑครองชัย นำทัพกรุงไทย-แอกซ่า วางแนวรับประกันโรคร้าย

ณัฐพิสิษฐ์ ครุฑครองชัย นำทัพกรุงไทย-แอกซ่า วางแนวรับประกันโรคร้าย

การเตรียมพร้อมรับความเสี่ยงล่วงหน้าคือหัวใจของธุรกิจประกัน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากโรคร้ายภัยใกล้ตัวที่ไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อไร ณัฐพิสิษฐ์ ครุฑครองชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดประเด็นการให้สัมภาษณ์ Forbes Thailand ถึงที่มาของโปรดักต์ประกันที่กำลังมาแรงของกรุงไทย-แอกซ่า “CI 123” คู่มือรับความเสี่ยงโรคร้ายที่มาอย่างไม่ทันตั้งตัว


    “ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพจากโรคร้ายแรง โดย 3 โรคร้ายแรงที่คนไทยเป็นมากสุดคือ โรคมะเร็งและเนื้องอก โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง” CEO คนไทยคนแรกของกรุงไทย-แอกซ่า เผยข้อมูลที่หลายคนทราบดีอยู่แล้ว แต่อาจยังไม่มีแผนรองรับที่ดีพอ


ภัยโรคร้ายวาระแห่งชาติ

    หากดูข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่คาดการณ์ว่า จำนวนผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 77% ภายใน 25 ปีข้างหน้า ในขณะที่ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติของไทยระบุว่า แต่ละปีมีคนไทยป่วยเป็นมะเร็งรายใหม่ราว 140,000 คน เสียชีวิตประมาณ 83,000 คน คิดเป็น 60% หรือ 227 คน/วัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง

    “คนเสียชีวิตจากโควิด-19 ต่อปีประมาณ 20,000 คน ช่วงที่เรากลัวที่สุด แต่ผมกําลังจะบอกว่า ภัยจากโรคร้ายแรงเสียชีวิตมากกว่าโควิด 20 เท่า คือ 400,000 คน แต่คนไทยกลับไม่ตื่นตระหนก” เขากล่าวและว่า โรคร้ายแรงที่ทางการแพทย์เรียกว่ากลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable Diseases) คือ โรคร้ายแรงที่ไม่ติดต่อมีอยู่ 5 กลุ่มด้วยกัน อันดับ 1 ที่คนไทยเสียชีวิตมากสุดคือ โรคมะเร็ง อันดับ 2 คือ กลุ่มโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือด ซึ่งคนไทยเสียชีวิตสูงมากจากโรคหลอดเลือดสมอง หรืออาจไม่เสียชีวิตแต่สูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป บางคนนอนติดเตียง

    กลุ่มที่ 3 คือ โรคเบาหวาน กลุ่มที่ 4 คือโรคทางเดินหายใจ และกลุ่มที่ 5 โรคเกี่ยวกับสมอง เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน 5 กลุ่มโรคนี้ถ้าไม่ทําให้เสียชีวิตก็ทําให้การดํารงชีวิตไม่เหมือนเดิม ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ ค่ารักษาพยาบาลสูงมาก

    จากสถิติ lifespan (ช่วงอายุร่างกายที่คนจะมีชีวิตอยู่) เฉลี่ยของคนไทยในปี 2568 อยู่ที่ 78 ปี (macrotrends) แต่ health span (ช่วงอายุสุขภาพหรือช่วงวัยที่คนยังมีสุขภาพดี) อยู่ที่ 65-70 ปี หมายความว่า คนไทยอาจจะต้องเผชิญโรคร้ายแรงหลายปีในช่วงท้ายของชีวิต

    เมื่อเปรียบเทียบกับทั่วโลกอายุขัยเฉลี่ยของผู้ชายอยู่ที่ 71 ปี และผู้หญิง 76 ปี (ข้อมูลจาก World Bank 2025) และเนื่องจากอัตราการเกิดใหม่น้อยลง ประเทศไทยจึงเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็ว มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก เป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมโรคร้ายแรงจึงเป็นวาระแห่งชาติ

    CEO กรุงไทย-แอกซ่าย้ำว่า โรคร้ายแรงไม่ได้กระทบแค่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่กระทบเศรษฐกิจโดยรวม เมื่อคนป่วยมากขึ้น ผลผลิตทางเศรษฐกิจก็ลดลง รายได้รัฐจากภาษีลดลงเพราะคนวัยทำงานน้อยลง คนเกษียณเพิ่มขึ้น และงบสาธารณสุขมีจำกัด

    ในวันนี้เงินเฟ้อทางการแพทย์ (medical inflation) ราคายาและการรักษาพยาบาลพุ่งสูงขึ้น อนาคตอาจจะพุ่งขึ้นอีก 2 เท่า และใน 10 ปีข้างหน้าวิวัฒนาการการแพทย์มีการพัฒนาขึ้น ค่ารักษาก็จะปรับตัวตามเทคโนโลยี รวมถึงอัตราการเกิดไทยลดลง อยู่ที่ 1.3 คนต่อหญิง 1 คน (ต่ำกว่า replacement rate ที่ 2.1) เข้าสู่สังคมสูงวัย และในปี 2583 คนอายุ 60+ จะเกิน 30% และจะเกิดผลกระทบต่อมาอีกหลายอย่าง

    อันดับแรกคือ คิวรอในโรงพยาบาลรัฐจะยาวขึ้น ค่ารักษาพุ่งขึ้นทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งคาดการณ์ว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้าค่ารักษาอาจจะแตะถึง 8 หลัก การเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัวหมายถึง 1 คนวัยทำงานอาจจะต้องดูแลคนสูงวัย 2-3 คน

    ในสังคมสูงวัย คาดว่าประเทศไทยจะสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 9-10% ของ GDP นอกจากนี้ การเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรส่งผลต่อการผลิตและแรงงาน ทำให้เศรษฐกิจของประเทศสูญเสียศักยภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัญหานี้เป็นวาระแห่งชาติที่หลายหน่วยงานจะต้องร่วมกันวางแผนรับมือ

    “ผมพูดกับทุกคนเสมอว่า ความสุขต้องประกอบด้วย 3 ส่วน สุขแรกคือ สุขภาพร่างกาย physical health ต้องมีสุขภาพแข็งแรง สุขที่ 2 ต้องมีตังค์ด้วย และ 3 คือ สุขใจ ต้องมี mental health” แม่ทัพกรุงไทย-แอกซ่าย้ำว่า ความสุขทั้ง 3 อย่างนี้ต้องไปด้วยกัน การวางแผนรองรับจึงต้องทำให้มีได้ทั้ง 3 สุขที่กล่าวถึง


ต้องวางแผนรับมือ

    “ปัจจุบันคนไทยอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 78 ปี แต่ health span อยู่ราว 65-70 ปี หมายความว่าอายุสุขภาพสั้นกว่าอายุขัย ประมาณ 10 ปี” เขาบอกว่า 10 ปีหลังเป็นช่วงที่จะอยู่อย่างมีโรคภัย คนที่อายุน้อยคงยังไม่คิดมาก แต่คนที่อายุมากหากในช่วงระยะเวลา 10 ปีของ health span ยังคงดีก็ถือว่าดีไป แต่ถ้าไม่ใช่อาจต้องหันมามองการวางแผนสุขภาพตัวเองว่าต้องดูแลวางแผนอย่างไรให้ health span ยังคงดีได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากเกินไปหากมีการวางแผนล่วงหน้า

    แนวทางในการรับมือแน่นอนคือ ต้องดูแลสุขภาพให้ดี อาหารการกิน การออกกำลังกาย แต่ที่ต้องมีมากกว่านั้นคือ การวางแผนสุขภาพการเงิน ซึ่งควรมีการเรียนและการสอนเรื่องการวางแผนการเงิน เพราะเป็นทักษะสำคัญที่ทุกคนต้องมี “ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่มาจากสังคมหรือชนชั้นไหนย่อมสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดํารงชีวิตเพื่อให้มีอายุสุขภาพที่ยืนยาวขึ้นได้ เพราะส่วนใหญ่อยู่ที่นิสัยและวินัย” ในที่นี้เขาหมายถึงนิสัยและวินัยในการดูแลสุขภาพและวางแผนการเงิน

    “สุดท้ายแล้วสุขภาพดีต้องมาพร้อมสภาพคล่องทางการเงิน การวางแผน health span จึงสำคัญมาก เพราะช่วยให้เราลดความเสี่ยงโรคร้ายแรง เตรียมพร้อมด้านการเงินเพื่อใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ” เขาย้ำและว่า health span ดี lifespan ก็จะดีตามไปด้วย เหมือนคำพูดที่ว่า “กายสุข ใจเราก็สุข เมื่อเรามีทั้งสองอย่างเราจะใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่าและยั่งยืน”

    เขาเปรียบเทียบการใช้ชีวิต การวางแผนรับความเสี่ยง และการวางแผนการเงินกับเกมการเล่นฟุตบอลว่า กองหน้าเปรียบได้กับการลงทุนที่มีความเสี่ยงและมีรายได้สูง กองกลางเป็นพวกเงินออมหรือการลงทุนที่มีผลตอบแทนต่ำและความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรและเงินฝาก ส่วนกองหลังคือการทำประกัน

    ณัฐพิสิษฐ์กล่าวว่า ธุรกิจประกันชีวิตสามารถช่วยลดความเสี่ยงและภาระจากโรคร้ายแรงได้ กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ให้ความสำคัญตั้งแต่การป้องกัน โดยมีคาราวานตรวจสุขภาพให้ประชาชนทั่วประเทศเพื่อการสนับสนุนตรวจคัดกรอง และการให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพ รวมทั้งยังมีกิจกรรมต่างๆ ที่ร่วมส่งเสริมให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจตลอดทั้งปี ที่สำคัญมีการออกผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพครอบคลุมโรคร้ายแรงที่หลากหลายมากขึ้น


ประกันวางแนวป้องกัน

    ผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพที่กล่าวถึง เช่น “CI 123” ซึ่ง CI มาจาก Critical Illness หมายถึงกลุ่มโรคร้ายแรงที่บริษัทประกันทั่วโลกกำหนดไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งจะจ่ายเงินก้อนให้ผู้เอาประกันภัยเมื่อตรวจพบว่า ป่วยด้วยโรคร้ายแรงตามเงื่อนไข ซึ่ง CI 123 ของกรุงไทย-แอกซ่าครอบคลุมโรคร้ายแรงมากถึง 123 โรค หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงการเริ่มต้นวางแผนรับมือกับความเสี่ยงจากโรคร้ายแรง

    ที่จริงประกันโรคร้ายแรงไม่ใช่เรื่องใหม่ มีในตลาดมานานแล้ว แต่โปรดักต์ของกรุงไทย-แอกซ่าล่าสุดคุ้มครองโรคร้ายมากที่สุดในอุตสาหกรรม และที่สำคัญยังมาพร้อมแนวทางการป้องกันการเกิดโรคคือ preventive ซึ่งเป็นยุคที่ 3 ของการออกแบบประกันโรคร้าย จากสมัยก่อนความคุ้มครองไม่รองรับ early CI หรือการเริ่มต้นเป็นโรคร้าย ต้องให้เป็นโรคร้ายถึงระดับหนึ่งก่อนประกันจึงจะคุ้มครอง

    มายุคที่ 2 คุ้มครองตั้งแต่ตรวจพบครั้งแรก หรือตั้งแต่ early CI พอมายุคที่ 3 มากไปกว่านั้นคือ วางแนวทางป้องกันการเกิดโรคด้วยวิธีการต่างๆ ในการส่งเสริมเรื่องการดูแลสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรงจ่ายเป็นเงินก้อนให้กับผู้เอาประกันหากเกิดโรคดังกล่าว ซึ่ง CI 123 ครอบคลุมโรคร้ายมากที่สุดในอุตสาหกรรม รวมถึงโรคอุบัติใหม่ และโรคร้ายแรงที่ติดต่อได้ด้วย

    “ไม่ว่าจ่ายทั้งก้อนหรือทยอยจ่าย หรืออะไรก็แล้วแต่ ดีที่สุดคือการไม่ป่วย ซื้อแล้วเราก็ต้องภาวนาว่าไม่ต้องใช้ รอปลายทางอย่างเดียว ดีที่สุดคืออย่าได้ใช้” เขาอธิบายติดตลกเล็กน้อย แต่เรื่องโรคร้ายสำหรับคนทั่วไปแล้วไม่ตลกเลย

    แม่ทัพกรุงไทย-แอกซ่าเผยว่า โปรดักต์ใหม่นี้เพิ่งเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ได้การตอบรับค่อนข้างดีทั้งจากลูกค้าและตัวแทนประกัน เพราะตอบโจทย์ความต้องการตลาด ครอบคลุมและคุ้มครองได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับโปรดักต์ประกันโรคร้ายแรงด้วยกัน



ธุรกิจประกันอยู่คู่คนไทยมายาวนาน

    ทุกวันนี้คนเข้าใจและยอมรับธุรกิจประกันมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มากพอ “คนไทยจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตประมาณ 3.3-3.4% ของ GDP ขณะที่ประเทศอื่นอย่างสิงคโปร์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน มากกว่าเราประมาณ 2 เท่าเมื่อเทียบกับ GDP เพราะฉะนั้นตลาดประกันไทยยังมีศักยภาพ” แม่ทัพกรุงไทย-แอกซ่ากล่าวสรุป แน่นอนว่าในอนาคตโปรดักต์ใหม่ๆ ของประกันจะออกมาตอบโจทย์ความต้องการและคุ้มครองตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปมากขึ้น




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ก้องกิต โกกนุทาภรณ์ TEBP ผู้นำพลังงานชีวภาพ

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมกราคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine