ม.ล. เพ็ทรา ศักดิเดช ภาณุพันธ์ ความท้าทายของรุ่น 3 มณียา

ม.ล. เพ็ทรา ศักดิเดช ภาณุพันธ์ ความท้าทายของรุ่น 3 มณียา

หากดูจากสถิติเกี่ยวกับการสืบทอดธุรกิจครอบครัวจะมีตัวเลขหนึ่งที่บอกว่า ความท้าทายของธุรกิจครอบครัวคือการส่งมอบธุรกิจสู่รุ่นที่ 3 แต่นั่นเป็นเพียงข้อมูลในอดีต ปัจจุบันมีตัวแปรที่ต่างออกไป


    แม้จะไม่ใช่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ “มณียา กรุ๊ป” ก็เป็นธุรกิจครอบครัวเก่าแก่รายหนึ่งที่สืบทอดกันมาจากรุ่นบุกเบิกสู่รุ่นที่ 2 และปัจจุบันส่งต่อถึงมือรุ่นที่ 3 โดยมี ม.ล. เพ็ทรา ศักดิเดช ภาณุพันธ์ มานั่งตำแหน่ง Executive Director มณียา กรุ๊ป ม.ล. เพ็ทรา วัย 31 ปี เป็นบุตรสาวคนเล็กของ ม.ร.ว. ทินศักดิ์ ศักดิเดชภาณุพันธ์ และ ศิริกาญจน์ ศักดิเดชภาณุพันธ์ ณ อยุธยา 

    ปัจจุบัน ม.ล. เพ็ทรา รับหน้าที่งานบริหารในภาพรวม คือดูแลทุกด้านในมณียา กรุ๊ป ซึ่งมีธุรกิจหลักคือ มณียา เซ็นเตอร์ บิลดิ้ง และโรงแรม Renaissance Bangkok Ratchaprasong ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลใจกลางย่านธุรกิจการค้าสำคัญของกรุงเทพฯ คือย่านราชประสงค์ ซึ่งที่นี่เป็นทั้งโรงแรมและ เรสซิเดนซ์ที่อยู่คู่ทำเลมายาวนานเกินกว่า 20 ปี 


ประสบการณ์ “แบรนดิ้ง”

    “ทำงานกับที่บ้านมาประมาณ 3 ปีได้แล้วค่ะ ก่อนหน้านั้นอยู่ AIS มา 3 ปี ก่อนที่จะมาช่วยที่บ้าน ตอนอยู่ AIS ทำแผนก Branding ดูด้านสื่อสารแบรนด์” ม.ล. เพ็ทรา เริ่มต้นบอกเล่าความเป็นมาของเธอในสายของการทำงาน ซึ่งก่อนหน้านั้นเธอเรียนจบจาก USC (University of Southern California) จบปริญญาตรีและปริญญาโทด้านการสื่อสาร (Communication) “จบที่เดียวกันเลยเพราะไม่อยากสอบเลขใหม่ จบโทด้าน Commu-nication Management จะคล้ายกับปริญญาตรี แต่เป็น business มากกว่า” ม.ล. เพ็ทราเล่าประวัติเพียงสั้นๆ ในเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาของเธอในต่างประเทศ 

    หลังจากจบการศึกษา ม.ล. เพ็ทราเลือกที่จะทำงานภายนอกก่อน นั่นคือการร่วมงานกับ AIS ซึ่งเธอเล่าว่า งานหนักพอสมควร ต้องอยู่โปรดักชั่นเฮ้าส์ดึกบ้าง ด้วยความที่เป็น Branding บางทีก็อยู่ถึงตี 2 ตี 3 ก็มี เป็นงานที่ค่อนข้างท้าทาย แต่ก็รู้สึกว่าได้อะไรมาเยอะมากนำกลับมาใช้กับงานของครอบครัว ประสบการณ์ที่นั่นทำให้รู้วิธีการทำงานของหลายๆ แผนก เพราะว่าอยู่ Branding ก็ต้องประสานงานกับหลายแผนกรวมถึงแผนก IT และด้วยความเป็นบริษัทใหญ่ก็มีหลายแผนก ทั้งวิศวะ จัดซื้อ มาร์เก็ตติ้ง และอื่นๆ เรียกว่าได้มีโอกาสคุยงานกับทุกแผนก 

    “ทำงานกับทุกแผนกก็เหมือนทำให้เราเข้าใจองค์กรในแบบ overall มากขึ้น แต่พอมาทำที่นี่ก็เป็นอะไรที่ใหม่ เพราะเรามาจาก Branding พอหันมาทำอสังหาฯ ก็ต้องเรียนรู้อีกมาก” ม.ล. เพ็ทราบอกเล่าอย่างเป็นกันเอง บุคลิกที่โดดเด่นของเธออย่างหนึ่งคือ การให้ความรู้สึกเป็นกันเอง เวลาพูดคุยมีความเป็นธรรมชาติ แม้จะเป็นผู้บริหารระดับสูงแต่เธอก็บอกเล่าที่มาที่ไปอย่างเรียบง่าย 

    อยู่ที่นี่รับผิดชอบด้านไหน เป็นคำถามพื้นๆ ที่เชื่อว่าทุกคนคงถามเธอเสมอ ซึ่งเธอก็ตอบในทันทีเช่นเดียวกันว่า รับผิดชอบภาพรวมทั้งหมดในหน้าที่ของ Executive Director ภารกิจหลักคือต้องดูภาพรวมของบริษัท แต่ด้วยความถนัดเธอย้ำว่า ก็เน้นไปที่มาร์เก็ตติ้ง แบรนด์ดิ้ง ภาพลักษณ์ขององค์กร 

    “3 ปีที่ผ่านมาเป็นการเรียนรู้เป็นส่วนใหญ่ เราเชื่อในการ learn from experience จริงๆ หมายถึงว่า เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ย่อมดีกว่าการอ่านหรือเรียนพิเศษ สุดท้ายแล้วการลงมือทำสำคัญที่สุด” เธอเล่าประสบการณ์ 3 ปีในองค์กรที่เป็นธุรกิจครอบครัวที่ต้องเรียนรู้เพราะแต่ละแผนก แต่ละหน่วยงานก็จะมีรายละเอียดที่ค่อนข้างลึก เพราะฉะนั้นถ้าไม่ลงไปทำงานจริงจังก็จะไม่ค่อยรู้เรื่อง หรือรู้ก็แค่ผิวเผิน 

    ม.ล. เพ็ทราเล่าว่า เมื่อลงมือทำสิ่งต่างๆ ก็ได้สัมผัสความจริง พลาดจริง ผิดจริง ก็จะทำให้จดจำและพยายามไม่ทำผิดซ้ำสอง การลงมือทำจริงยังทำให้เธอเข้าใจพนักงานแต่ละคนว่าทำงานกันอย่างไร เนื่องด้วยมณียา กรุ๊ป อยู่มายาวนาน เธอเข้ามาเป็นผู้บริหารรุ่นที่ 3 ก็หมายความว่า มีพนักงานอยู่กันมาหลายรุ่นแล้ว มีคนเก่าที่อยู่มานานและมีคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามา 



ผสานทุกเจเนอเรชั่น

    “การบริหารต้องบาลานซ์ให้ดีในระหว่าง generation ว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนรู้สึกดี และรับฟังความเห็นของทุกๆ คนเท่ากัน” ผู้บริหารเจน 3 มณียา กรุ๊ป ย้ำและว่า ธุรกิจของมณียา กรุ๊ป ปักหลักที่โซนราชประสงค์แห่งนี้มีอาคารสำนักงานให้เช่า 2 อาคาร มีมณียาเซ็นเตอร์และมณียา เซ็นเตอร์ นอร์ธ และโรงแรม Renaissance ราชประสงค์ ซึ่งเป็นทั้งโรงแรมและเรสซิเดนซ์หรือที่พักอาศัย โดยพื้นที่ตั้งแต่ชั้น 29-33 จะเป็นเรสซิเดนซ์อยู่ภายในอาคารเดียวกัน ส่วนชั้น 1-28 จะเป็นส่วนของโรงแรม 

    “ทำงานตรงนี้สนุกค่ะ แต่สิ่งที่ยากที่สุดในการเข้ามาบริหารงานในฐานะเจน 3 คือเนื่องจากเพ็ทเป็นคนแบบมี passion และมี drive ค่อนข้างสูงในตัวอยู่แล้ว ยังต้องมี direction ที่ชัดเจนด้วย” เธอเล่าว่า การเป็นคนมีเป้าหมายนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมีทิศทางที่ชัดเจนด้วย อันนี้เป็นความยากส่วนหนึ่ง เพราะหากทิศทางไม่ชัดเจนเหมือนเราสูญเสียพลังงานไปไม่คุ้มค่า พอเรามีทิศทางแล้วก็จะเดินตามแผนงานได้ 

    แพสชั่นของเพ็ทราคือ วิชวลดีไซน์ ชอบภาพที่สวยงามในความเป็นจริง “ชอบ visual design ไม่ได้หมายถึง designer แต่คือชอบภาพ เป็นคนชอบแบบภาพ ภาพที่สวยงามและใช้ได้ในชีวิตจริง” ม.ล. เพ็ทราอธิบายต่อไปว่า ความยากคือธุรกิจอสังหาฯ ที่มีอยู่แล้วไม่สามารถนำแพสชั่นของเธอเข้ามาผสมผสานได้ ตัดเรื่องความสวยงามออกไป ต้องมองหลายๆ มุม จะทำอย่างไรให้แพสชั่นนั้นออกมาเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน 

    ความยากอีกอย่างคือ การเป็นเจน 3 เวลาจะนำเสนอโครงการอะไรต้องมีแบ็กอัพที่ดีและมีเหตุผลที่ดีมากพอให้กรรมการทุกท่านเห็นด้วยว่าสิ่งนี้จะนำไปสู่การพัฒนาอะไรในอนาคต ถ้าไม่มีแบ็กอัพไม่มีเสียงสนับสนุนก็เหมือนพูดไปลอยๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร ดังนั้น ทุกอย่างที่ริเริ่มหรือคิดที่จะทำต้องมีเสียงสนับสนุนในเบื้องต้นจึงค่อยนำเสนอบอร์ดในที่สุด

    “สิ่งสำคัญเราต้องทำการบ้านให้ดี ต้องมีข้อมูลที่ดี ต้องมี data มี insight ที่ดี ซึ่ง data insight ทั้งออฟฟิศทั้งโรงแรมล้วนมาจากลูกค้ากับทีมงาน เราก็นำตรงนั้นมาปรับใช้ให้ทุกอย่างมันดูร่วมสมัย” นั่นคือแนวทางที่เธอใช้ในการบริหารงาน เธอบอกว่าทุกอย่างที่คิดหรือพัฒนามักจะคงคุณค่าความดั้งเดิม keep heritage ไว้ “เพ็ทก็ไม่ได้อยากทิ้งความเป็น heritage ของคุณย่าที่สร้างตึกขึ้นมา แต่เราก็ต้องเข้าใจว่าพฤติกรรมคนสมัยนี้เปลี่ยนไปอย่างไรก็ต้องพยายามตามให้ทัน แบบไม่เร็วไป ไม่ช้าไป และต้อง timeless” เธอหมายถึงความร่วมสมัย เป็นทิศทางที่ยั่งยืนที่สุด ใช้เป็นหลักบริหารในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ให้ดีที่สุด คงคุณค่าแห่งอดีตแต่ร่วมสมัยกับยุคปัจจุบัน 

    ม.ล. เพ็ทราบอกว่า งานที่ทำอยู่ทุกวันนี้เป็นการบริหารโดยภาพรวม ซึ่งดูแลจากทุกหน่วยงาน แต่ส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาระดับปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ไม่ได้มีโครงการลงทุนใหม่ หรือโครงการที่ใช้เม็ดเงินก้อนใหญ่เพื่อการพัฒนา และที่ดินด้านหน้าโรงแรมซึ่งเป็นแปลงใหญ่พอสมควรยังไม่มีโครงการจะนำมาพัฒนาในขณะนี้ เพราะไม่ต้องรีบร้อนอะไร เธอเล่าว่า ที่ผ่านมามีคนมาติดต่ออยากนำที่ดินไปพัฒนาเหมือนกัน บางคนก็เสนอให้เป็นร่วมลงทุนบ้างก็มี แต่ทางครอบครัวยังไม่มีโครงการที่จะทำในเร็วๆ นี้

    “ที่จริงเรามี plan เรื่อยๆ นะคะ แต่ยังไม่ได้มี plan ที่ลงตัวมากกว่า ก็มีคนมาติดต่ออยากมา joint venture แต่ก็ติดขัดนั่นนี่ ก็เลยยังไม่ได้ทำ และจริงๆ ก็คือไม่ได้รีบ” ม.ล. เพ็ทรากล่าวและว่า เข้าใจดีเรื่อง ทำเล ที่ดินที่ว่างอยู่ตรงสถานีรถไฟฟ้าชิดลม หากพัฒนาขึ้นมาก็จะเป็นการเพิ่มมูลค่าที่ดีแน่นอน แต่ก็อย่างที่บอกคือไม่ได้รีบร้อนอะไร ค่อยๆ ดู ค่อยๆ ทำไปตามเวลาที่เหมาะสมดีกว่า 

    เมื่อถามว่า การเข้ามาช่วยครอบครัวบริหารครั้งนี้อยากทำอะไรบ้าง เธอตอบว่าอยากรักษาความเป็นมณียาที่รุ่นคุณย่าทำมา ที่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ทำมา แต่ก็อยากจะผลักดันสิ่งใหม่ให้ไปในทางที่ไม่ใช่คำว่า
ทันสมัย แต่อย่างร่วมสมัยมากกว่า “หมายถึงว่าไม่ได้มี plan จะทำอะไรเพิ่ม แค่อยากรักษาทำให้เพิ่มคุณค่าขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการ renovate ซึ่งก็มีทำไปแล้ว renovation project ใหญ่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว” เธอเล่าถึงความเคลื่อนไหวในช่วงที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ จนถึงวันนี้ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง 

        “โลกมันเปลี่ยนแปลงไปจริง อย่างผู้เช่าพื้นที่ของเราวันนี้ก็เริ่มเด็กลง เราก็ต้องปรับตัวให้แมตช์กับพวกเขา เนื่องด้วย location ก็ค่อนข้างเป็นจุดศูนย์กลางมากๆ เป็น prime area ซึ่งข้างๆ เราทุกคนต่างพัฒนากันหมด เราเองก็ต้องอัปเดตเรื่อยๆ อยากจะพัฒนาให้เข้ากับทำเลและการเปลี่ยนแปลง และเข้าถึงลูกค้าในกลุ่มอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ”

    ม.ล. เพ็ทราบอกเล่าเรื่องราวในการทำงานของเธออย่างเรียบง่าย แม้บางช่วงจะแตะเรื่องทีมงานบ้างแต่ก็ไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก เธอบอกว่า ถึงแม้ตัวเองอายุยังน้อยแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน แต่ก็ยอมรับว่ามีช่องว่างอยู่บ้างกับพนักงานรุ่นใหญ่ที่เคยเห็นเธอตั้งแต่ยังเด็กวิ่งเล่นอยู่แถวนี้ มาวันนี้เธอเป็นผู้บริหารหลายท่านก็อาจยังติดภาพวัยเด็กของเธออยู่บ้าง อันนี้เป็นสิ่งที่เธอบอกว่า ต้องปรับตัวให้ดูภูมิฐานน่าเชื่อถือมากขึ้น “ในฐานะผู้บริหารอยากให้พวกเขาเห็นว่าเรามีวิสัยทัศน์ในทุกอย่างที่ทํา อยากให้เห็นว่าเราจะเติบโตไปอย่างไร แม้มันจะไม่ได้เติบโตแบบหวือหวา แต่ก็ค่อยๆ เติบโตได้โดยไม่ต้องรีบ” เป็นความในใจของผู้บริหารน้องใหม่ไฟแรงในวัย 30’s ที่ชีวิตและการทำงานเพิ่งเริ่มต้น

    สิ่งต่างๆ ของมณียา กรุ๊ปดีอยู่แล้ว สิ่งที่ ม.ล. เพ็ทราต้องทำคือ รักษาความดีไว้อย่างต่อเนื่อง และเพิ่มพูนความใหม่เข้าไปทำให้มีทิศทางการเติบโตที่ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่โจทย์ง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไป เพราะธุรกิจต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ดี ออฟฟิศมีผู้เช่าในสัดส่วนที่ถือว่าดี อัตราการเข้าพักประมาณ 80% ถือว่าดี ส่วนโรงแรมขึ้น-ลงตามฤดูกาลท่องเที่ยว ช่วงไฮซีซั่นก็เกือบเต็ม แต่ในช่วงโลว์ซีซั่นก็น้อยหน่อย แล้วแต่จังหวะของธุรกิจและการท่องเที่ยว โรงแรมนี้มีทั้งหมด 333 ห้องพัก และมีเรสซิเดนซ์อีกไม่มากนัก 



    เมื่อถามว่า ผู้บริหารเจน 2 ได้ฝากฝังเรื่องอะไรไว้เป็นพิเศษหรือไม่ เธอตอบว่า ไม่มี บิดาและมารดาของเธอไม่ได้มีโจทย์อะไรที่ชัดเจน ท่านแค่อยากให้เธอมาทําและทำในแบบของตัวเอง เหมือนนําสิ่งที่เธอเคยทํา คู่ไปกับท่านมาใช้ในทุกๆ วัน “หลายอย่าง เราก็หยิบจับที่คุณแม่ทํางานอย่างไรเอามา ทําอย่างนั้น เป็นการสอนแบบนั้นมากกว่า และปัจจุบันคุณแม่ก็ยังทํางานอยู่ ท่านเป็นที่ปรึกษา” ซึ่งเธอมองว่าทั้งสองท่านเชื่อใจ จึงให้เธอเข้ามาบริหาร เพราะเชื่อว่าจะนำพาธุรกิจให้เติบโตไปข้างหน้าได้    

    “ทุกวันนี้ branding สําคัญมาก มันก็เหมือน positioning ถ้าเราทำ branding ผิดไปนิดหนึ่งคือภาพที่คนมองเข้ามาจากลูกค้าก็อาจจะบิดเบี้ยวไป อาจทำให้ target ลูกค้าเปลี่ยนไป” เธออธิบายว่า หากแบรนดิ้งไม่ชัดอาจได้ผลลัพธ์ที่ไม่ชัดเช่นกัน เพราะฉะนั้นการวางตำแหน่งแบรนด์หรือจุดยืนจึงสําคัญมากๆ ที่สำคัญต้องได้ price point ที่ดีด้วย ภาพลักษณ์ที่ดี เข้าได้กับทุกยุค ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นเฉพาะคนรุ่นใหม่หรือรุ่นไหน แต่ต้องเข้าได้กับทุกรุ่น และเหมาะสําหรับทุกคน เหมือนภาพลักษณ์ของโรงแรม Renaissance ที่พอเข้ามาโรงแรมก็รู้สึกได้ว่าเป็นมิตรได้กับทุกเจน ซึ่ง ก็ตรงตามความต้องการของเธอที่อยากให้โรงแรมเหมาะสำหรับคนทุกเพศวัยมาใช้บริการได้อย่างลงตัว 

    ความที่เป็นคนรุ่นใหม่ทำให้ภาพของ ม.ล. เพ็ทราดูเป็นคนคิดเร็วทำเร็วแบบคนรุ่นใหม่ แต่เจ้าตัวบอกว่า ไม่ใช่เลย ออกจะเป็นคนอินโทรเวิร์ตด้วยซ้ำไป เพราะชอบอยู่คนเดียว ไม่ค่อยพูดคุยกับใครบ่อยนัก

    ชอบมีเวลาให้ตัวเองอยู่กับความคิด ทบทวนเรื่องราวต่างๆ ด้วยตัวเอง “Socialize ได้ ไปเรื่องงานเรื่อง event หรืออะไรใดๆ เจอเพื่อนอะไรอย่างนี้ก็ได้ แต่หลังจากนั้นจะต้องมี 1 วันที่กลับมาแล้วอยู่กับตัวเองจริงๆ ชอบอยู่คนเดียว ชอบอยู่กับตัวเอง มีโลกส่วนตัวสูงนิดหนึ่ง” เธอออกตัวถึงนิสัยที่คนนอกอาจไม่รู้ แต่เธอรู้ตัวเองดีว่าชอบแบบไหน 

    การอยู่คนเดียวของ ม.ล. เพ็ทราก็คือการได้ใช้สมาธิทบทวนเรื่องต่างๆ เธออธิบายว่า เหมือนได้ใช้เวลาในการย่อยหรือแยกแยะหลายอย่างในชีวิต ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เมื่อไปเจออะไรมา ไปมีประสบการณ์อะไรมา

    เธอจะต้องการอีกวันหนึ่งเพื่อคิดไตร่ตรองทุกอย่างก่อนที่จะไปต่อ ต้องยอมรับว่าตอนนี้ทุกอย่าง fast-paced มาก ทุกอย่างไปเร็วมาก หลายคนคิดอะไรก็อยากทําจริง เราก็มีความคิดแบบนั้นเหมือนกันแต่เบรกตัวเองไว้ ขอเวลาทบทวนก่อน เพราะมองว่าการที่คิดอะไรแล้วทําออกไปเลยบางทีผลเสียมันมากกว่าผลดี ขาดความรอบคอบ แม้ว่าใจอยากทําแค่ไหนก็ต้องหยุดก่อนแล้ว อาจต้อง discuss กับทีม ฟังความเห็นของทุกคนว่า โอเคมองอันนี้เป็นอย่างไร 

    “เราไม่ได้นำไอเดียของเราเป็นหลัก ใช่เรามีความความคิดที่อยากทำนู่นทำนี่ แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามันถูกหรือมันควรทำ เราต้องฟังคนอื่นด้วย เปิดกว้างรับฟัง ชอบถาม เป็น introvert ที่ชอบถาม” เธอเล่าพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ ก่อนจะบอกว่า มาทำงานทุกวัน เป็นออฟฟิศแบบ nine to five อาจจะไม่ได้แบบเป๊ะแต่ก็เป็นในรูปแบบออฟฟิศทั่วไป แต่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตแบบ work-life balance เวลาว่างไปออกกำลังกายและวันหยุดก็พักผ่อนและอยู่กับตัวเอง เป็นวิถีการใช้ชีวิตแบบชิลๆ สไตล์คนรุ่นใหม่

    ก่อนจบการพูดคุยในวันนั้น ม.ล. เพ็ทราฝากแนวคิดส่วนตัวไว้อย่างน่าสนใจว่า “การที่เรามี passion เป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ทำให้ drive งานต่อไปได้ แต่การมี passion แล้วไม่มี direction ก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นเราต้องมีทั้ง passion และ direction ไปพร้อมๆ กัน”




ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : บรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล เถ้าแก่โรงสีผู้ก่อตั้งโรงไฟฟ้า

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ในรูปแบบ e-magazine