อธิป ตันติวรวงศ์ INNOPOWER ผนึกพลังรักษ์โลก

อธิป ตันติวรวงศ์ INNOPOWER ผนึกพลังรักษ์โลก

การจับมือกันของยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของประเทศไทยที่มีหมุดหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดและพัฒนานวัตกรรมสร้างสรรค์โซลูชันเชิงพาณิชย์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยอย่างยั่งยืน


    การประกาศยกระดับเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้นจากปี 2608 เป็นปี 2593 และมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ CBAM ซึ่งสหภาพยุโรป (EU) กำหนดการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้นำเข้าสินค้าประเภทที่มีการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตสูง (carbon intensive products) ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับกระบวนvการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศ และสร้างความยั่งยืนให้กับโลก

    ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานของไทยเล็งเห็นความสำคัญในการผนึกกำลังกันก่อตั้งธุรกิจนวัตกรรมพลังงานและเทคโนโลยี ในปี 2564 วงเงินลงทุนรวมเกือบ 3 พันล้านบาท โดยมีผู้ถือหุ้นร่วม 3 ฝ่าย ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) และ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO)

    ด้วยความมุ่งมั่นในการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานไฟฟ้า รวมถึงสนับสนุนสตาร์ทอัพในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและพลังงาน พร้อมรองรับโอกาสธุรกิจจากดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในอนาคต ภายใต้การนำของ อธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด หรือ INNOPOWER

    “หลังเรียนจบผมทำงานที่ ปตท. ทันทีในปี 2552 ทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับพลังงานและมองเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากธุรกิจนี้ ซึ่งระหว่างนั้นได้รับทุนไปเรียนปริญญาโท 2 ใบ ได้แก่ MBA และรัฐประศาสนศาสตร์ที่อเมริกา โดยช่วงที่เรียนผมเลือกฝึกงานในบริษัทเทคที่สนใจ เช่น Amazon.com, Rakuten และบริษัทเกี่ยวกับ Venture Capital ที่จอร์แดน ซึ่งช่วยให้เข้าใจการก่อตั้งบริษัทเทค วัฒนธรรมองค์กร และแผนการลงทุน VC ก่อนจะกลับมา ปตท. ในปี 2558 และมีโอกาสทำงานที่หลากหลายตั้งแต่ PTT Trading การเทรดถ่านหิน การขยาย Café Amazon ในต่างประเทศ เรื่องไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียนของ GPSC และธุรกิจนวัตกรรมของ IRPC”

    อธิปกล่าวถึงประสบการณ์บนเส้นทางพลังงานกว่า 13 ปี หลังสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ จาก Carnegie Mellon University สหรัฐอเมริกาในปี 2552 และเริ่มต้นทำงานกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) โดยได้รับทุนการศึกษาปริญญาโท หลักสูตร 2 ปริญญา ได้แก่ บริหารรัฐกิจ Harvard University และบริหารธุรกิจ The Leland Stanford Junior University สหรัฐอเมริกา พร้อมสร้างผลงานที่โดดเด่นในช่วงเวลาที่ทำงานกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. เช่น การเจรจาและปิดการขาย master franchise แห่งแรกของ Café Amazon นอกกลุ่ม ปตท. ส่งผลให้เกิดสาขาแรกในตะวันออกกลาง และสร้างโอกาสทางกำไรมากกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    ขณะเดียวกันยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน (energy storage) ตั้งแต่เริ่มต้น จนเกิดเป็นบริการให้เช่าระบบกักเก็บพลังงานแห่งแรก สร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) มากกว่า 1 ล้านเหรียญภายในปีแรก

    และจัดตั้งฝ่าย Business Innovation ให้ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) สำหรับบ่มเพาะและขยายธุรกิจนวัตกรรมทั้งจากภายในองค์กร (corporate startup) และผ่านการลงทุนเชิงกลยุทธ์ รวมถึงขับเคลื่อนแนวคิด Smart Energy City ที่ VISTEC โดยผสานพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน พร้อมใช้ AI วิเคราะห์รูปแบบการใช้ไฟฟ้าและพยากรณ์อากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อออกแบบโซลูชันพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

    นอกจากนั้น อธิปยังประสบความสำเร็จจากการร่วมทำธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น Amazon.com ประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัท Rakuten ประเทศญี่ปุ่น iMENA Group ประเทศจอร์แดน HappyFarmers และ WEALTHI (เวลธ์ติ) ประเทศไทย เป็นต้น โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่จดจำจาก Obama Foundation และ The Future List

    “เราเชื่อว่าความสำเร็จของอินโนพาวเวอร์จะสร้าง impact ให้ประเทศไทยได้มาก และเป็นโอกาสที่เราจะได้พิสูจน์ตัวเองว่า เราสามารถทำได้อย่างที่เสนอวิสัยทัศน์กับทางบอร์ดหรือไม่ เราจึงตัดสินใจมาที่อินโนพาวเวอร์ ซึ่งทุกอย่างที่เคยมีประสบการณ์สามารถต่อจุดนำมาใช้ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเงิน กลยุทธ์ M&A การสร้างระบบบ่มเพาะนวัตกรรม

    “และการทำงานกับกลุ่ม ปตท. ยังทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานอย่างไร และหากต้องต่อยอดการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืนน่าจะมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ซึ่งพันธกิจของอินโนพาวเวอร์วันนั้นต้องการให้เราเข้ามาช่วยสร้างนวัตกรรมพลังงานเพื่อการเปลี่ยนผ่านของประเทศที่ยั่งยืน โดยที่เหลือเราต้องคราฟต์การให้บริการขึ้นมานำเสนอ เพราะเขาน่าจะต้องการ insights จากนอกกลุ่ม และเรื่องนวัตกรรมเป็นสิ่งหนึ่งที่เขาต้องการเห็น philosophy แตกต่างออกไป”


    อธิปกล่าวถึงการขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 3 หน่วยงานในการผลักดันนวัตกรรมพลังงานและเทคโนโลยีให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว ได้แก่ หน่วยงาน Venture Capital เน้นการลงทุนในกองทุนและสตาร์ทอัพด้านนวัตกรรมพลังงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ หน่วยงาน Venture Builder การบ่มเพาะนวัตกรรมร่วมกับผู้ถือหุ้นหรือหน่วยงานภายนอก เช่น มหาวิทยาลัย เพื่อทดลองและพัฒนานวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพ หน่วยงาน Strategic Partnership ความร่วมมือทางธุรกิจสร้างคุณค่าหรือประโยชน์ทางสังคม ซึ่งสุดท้ายจะได้รับผลตอบแทนกำไรกลับคืนสู่ธุรกิจ

    “เราสร้างระบบการบ่มเพาะนวัตกรรมขั้นแรกมีหน่วยงาน Venture Capital การลงทุนหรือเฟ้นหาเทคโนโลยีที่คิดว่าตอบโจทย์พันธกิจของเราด้านนวัตกรรมพลังงาน ต่อมาเป็นหน่วยงาน Venture Building โดยเครือข่ายจากผู้ถือหุ้นหรือมหาวิทยาลัยนำเทคโนโลยีมาบ่มเพาะลดความเสี่ยงให้มากที่สุดก่อนจะออกสู่ตลาด และหน่วยงาน Strategic Partnership นำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมสร้างให้เกิด value กับผู้ใช้ ซึ่งเราเชื่อว่าถ้าเราสร้างประโยชน์ได้ตัวเงินจะตามมาเอง”

    สำหรับในปัจจุบันบริษัทสามารถพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมเป็นโซลูชันเชิงพาณิชย์รวม 14 ธุรกิจ รวมถึงสนับสนุนผู้ถือหุ้นรวม 6 ธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่บริการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ บริการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าครบวงจร บริการยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการขนส่ง (EV fleet) ธุรกิจให้บริการซื้อขายใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC trading)

    ขณะเดียวกันโซลูชันของบริษัทยังมีส่วนช่วยสนับสนุนพันธมิตรในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 1.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2568 ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ที่ช่วยดูดซับคาร์บอนในระยะยาว 170 ล้านต้น หรือลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 8 พันล้านใบ พร้อมผลการดำเนินงานเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยรายได้รวม 274.2 ล้านบาท กำไรสุทธิเติบโต 7.5 เท่าจาก 3.4 ล้านบาทเป็น 25.4 ล้านบาทในปี 2568

    “ถ้าย้อนกลับไปช่วงแรกเราเน้นเรื่องการนำนวัตกรรมพลังงานช่วยแก้ไขปัญหา การใช้ชีวิตได้ดีขึ้น หรือการทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อลงลึกจะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ได้แก่ affordability stability และ sustainability ทำให้เราตั้งโจทย์ว่า นวัตกรรมพลังงานของเราต้องแก้ปัจจัยทั้ง 3 อย่างนี้พร้อมกัน เพื่อทำให้อุตสาหกรรมพลังงานยั่งยืน ซึ่งสิ่งสำคัญในการปรับตัวพร้อมเทรนด์โลก อย่างแรกต้องวางแผน ถ้า green 100% ตั้งแต่วันแรกลงทุนสูงมาก

    “ดังนั้น เราต้องวิเคราะห์ราคาและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับเวลาในการลงทุน เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ดีขึ้น โดยลูกค้าส่วนใหญ่มาหาเราในจุดที่เริ่มสายแล้ว หรือต้องเร่งปรับเปลี่ยนเหมือนคนไข้มาหาหมอ ซึ่ง REC หรือคาร์บอนเครดิตเหมือนยาที่ช่วยให้อยู่ในสภาพปกติ และเพิ่มการแก้ปัญหาทีหลัง”


ชู “พันธมิตรพิชิตคาร์บอน”

    ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจไทยต่อความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลเป็นสัดส่วนหลัก ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน และเป็นความท้าทายระดับโลกที่ประเทศไทยต้องร่วมรับผิดชอบ

    ดังนั้น ภาครัฐจึงให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ด้วยเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคการผลิตไฟฟ้าและภาคขนส่งอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวลและขยะ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System หรือ ESS) ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย เช่น Smart Grid, AI และ Big Data การพัฒนาวัสดุประสิทธิภาพสูงสำหรับแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่

    “เรื่อง sustainability มีความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เข้ามาทั้ง CBAM เรื่อง COP30 และล่าสุดปลายปีที่แล้วได้มีการปรับระยะเวลา Net Zero จากปี 2608 เป็นปี 2593 ซึ่งเป็นแรงกดดันให้ผู้ประกอบการปรับตัวเรื่อง green มากขึ้น เพราะธรรมชาติการทำธุรกิจต้องมีการใช้พลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจุดยืนของบริษัทเราคือการเป็น Decarbonization Partner เราต้องการช่วยให้องค์กรเป็นสีเขียวได้ง่ายที่สุดด้วยการให้บริการครบวงจร เพราะเรามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทำให้องค์กรต่างๆ สามารถก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงได้”

    อธิปกล่าวถึงความมุ่งมั่นในฐานะ Decarbonization Partner ซึ่งช่วยขับเคลื่อนพันธมิตรให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม โดยสะท้อนกลับยังตัวเลขรายได้และผลการดำเนินงานของบริษัท ด้วยนวัตกรรมและโซลูชันที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการลดคาร์บอนครอบคลุมทั้งกลุ่มเริ่มต้น หรือกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนเต็มรูปแบบ

    “สัดส่วนรายได้แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักเฉลี่ยใกล้เคียงกัน 30% มาจากธุรกิจเกี่ยวกับ energy solutions เช่น การติดโซลาร์ ESS การใช้ AI บริหารจัดการพลังงาน ส่วนอีก 30% มาจาก mobility โซลูชันเกี่ยวกับการเดินทางหรือการขนส่ง เช่น การให้บริการเปลี่ยนผ่านจากรถสันดาปเป็นยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเราให้บริการตั้งแต่ให้เช่ารถไฟฟ้าถึงการวางแผนติดตั้งเครื่องชาร์จรถไฟฟ้า และ EV bus fleet ปัจจุบันเรามีพาร์ตเนอร์นำเข้าเกือบ 100 คันแล้ว สุดท้ายธุรกิจ sustainability โดยมีตั้งแต่การตรวจวัดคาร์บอนขององค์กรที่เรียกว่า GHG Report (รายงานก๊าซเรือนกระจก) การแมตช์ Renewable Energy Certificate หรือ REC และคาร์บอนเครดิตให้กับองค์กรต่างๆ”


    สำหรับช่วงที่ผ่านมาอธิปสามารถสร้างผลงานโดดเด่นในการยกระดับธุรกิจจากผู้ให้บริการ REC trading รายใหญ่สู่การเป็น REC aggregator รายแรกของประเทศไทย โดย REC หรือ Renewable Energy Certificate คือใบรับรองพลังงานหมุนเวียนที่ออกให้กับการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ หรือชีวมวล ซึ่ง 1 REC เทียบเท่ากับการผลิตพลังงานหมุนเวียน 1 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) โดยสามารถนำไปซื้อขายในตลาดได้ ดังนั้น REC จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้พลังงานมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

    ส่วน REC aggregator ของบริษัทจะทำหน้าที่รวบรวมและบริหารจัดการ REC จากผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย เช่น บ้านที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและธุรกิจขนาดเล็ก (SME) สามารถนำพลังงานสะอาดที่ผลิตได้มาสร้างมูลค่าเพิ่ม และเข้าถึงตลาดซื้อขาย REC ได้ง่ายขึ้น พร้อมเชื่อมต่อกับความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    “เรานิยามตัวเองเหมือนผู้ช่วยให้บริษัท go green ซึ่งเริ่มตั้งแต่เข้าไปช่วยศึกษา ตรวจวัด ให้คำปรึกษาถึงนำไปใช้จริง ถ้าลูกค้าเข้ามาคุยกับอินโนพาวเวอร์แทบไม่ต้องไปที่อื่น เพราะเราให้บริการครบวงจรทั้ง energy solutions, mobility และ sustainability โดยการทำธุรกิจและการทำเพื่อสังคมเราต้องบาลานซ์เรื่องผลตอบแทน ซึ่ง REC เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เราต่อยอดเป็นบริษัทแรกๆ ที่ทำเรื่องนี้ โดยล่าสุดเรายังพัฒนาเทคโนโลยีให้ผู้ผลิตรายย่อยติดโซลาร์เซลล์บ้านสามารถขาย REC ได้ ซึ่งรองรับการสนับสนุนของภาครัฐเรื่องการติดโซลาร์ภาคครัวเรือนมากขึ้น”

    ขณะที่ในปีนี้บริษัทยังคงยึดมั่นในการเป็น Decarbonization Partner ครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาถึงการนำเสนอโซลูชันที่ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรควบคู่การลดคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เพิ่มภาระด้านต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ลูกค้าทั้งกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ ระดับนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มธุรกิจ SME เช่น การสนับสนุนผู้ประกอบการโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นการวัดผล การบริหารจัดการ และการชดเชยคาร์บอน เพื่อขับเคลื่อนภาคธุรกิจท่องเที่ยวสู่การเป็น Green Tourism ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    “ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาเราเน้นกลุ่มโรงงานค่อนข้างมาก เพราะได้รับแรงกดดันเป็นกลุ่มแรกๆ ในการ go green แต่ปีที่แล้วต่อเนื่องถึงปีนี้เราจะเน้นกลุ่ม EV ซึ่งหลายบริษัทมีแนวโน้มความต้องการเปลี่ยนเป็น EV และเซกเตอร์ที่น่าสนใจอย่าง data center ที่มีดีมานด์พลังงาน และจัดการอุณหภูมิภายใน โดยเราได้ลงทุนสตาร์ทอัพ Rebound Technologies ทำเกี่ยวกับ cold energy storage นำไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้ผลิตเป็นน้ำแข็งสำหรับควบคุมอุณหภูมิ data center

    “รวมถึงเราเริ่มเข้าไปในส่วนโรงแรม เนื่องจากเทรนด์ Ecotourism โดยเฉพาะบริษัททัวร์ยุโรปที่มีการตรวจวัด carbon footprint ต่อคน ซึ่งถ้าเกินจะโดนปรับจากทาง EU ทำให้เขาพยายามส่งนักท่องเที่ยวไปในที่ที่สามารถตรวจวัดหรือ green ได้ ดังนั้น ถ้าเราช่วยให้ธุรกิจโรงแรมปรับตัวได้จะหมายถึงนักท่องเที่ยวยุโรปที่มีการใช้จ่ายต่อคนค่อนข้างสูงเข้ามาไทยมากขึ้น”


    นอกจากการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพ Rebound Technologies อธิปยังเดินหน้าสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงานอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น Turntide Technologies สตาร์ทอัพประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีสมาร์ทมอเตอร์ประหยัดพลังงานที่ใช้แร่ทองแดงน้อยในกระบวนการผลิต AltoTech สตาร์ทอัพไทยที่ใช้ AI และ IoT ด้านการจัดการพลังงานอัจฉริยะ SHARGE สตาร์ทอัพสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย

    รวมถึงจับมือกับ TRIREC ซึ่งเป็นธุรกิจร่วมลงทุนจากสิงคโปร์จัดตั้งกองทุน Energy Ignition Ventures เพื่อร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพกลุ่มเทคโนโลยี decarbonization โดยมีสตาร์ทอัพที่สามารถเติบโตสู่ระดับยูนิคอร์นสำเร็จ

    “ปัจจุบันเราลงทุนไป 8-9 บริษัท ทั้งในประเทศไทย อเมริกา ยุโรป สิงคโปร์ และกองทุนที่สิงคโปร์โดยทั้งหมดเกี่ยวข้องกับพลังงานหรือ sustainability โดย VC ล่าสุดเกิดจากเราเล็งเห็นความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบกับหลายภาคธุรกิจ เช่น พายุ น้ำท่วม เราจึงลงทุนในบริษัท Arbol ของอเมริกา ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพเกี่ยวกับ climate insurance ช่วยลดความเสี่ยงผู้ประกอบการในอนาคต เช่น โซลาร์เซลล์โรงงานที่ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ เราสามารถการันตีให้ได้ถ้าผลิตน้อยกว่าที่คาดการณ์ก็ได้ผลตอบแทนคืน โดยขณะนี้บริษัททำตลาดแล้วที่อเมริกา แต่ประเทศไทยยังต้องรอการทดสอบและการขออนุญาตหรือร่วมมือกับผู้ที่มี license แล้ว ซึ่งเรายังอยู่ระหว่างการวางแผนต่อยอด”

    อธิปตอกย้ำความเชื่อมั่นในการเป็นธุรกิจนวัตกรรมที่ต้องเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีเป็นกุญแจสำคัญในการเติมเต็มโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศให้แข็งแกร่งและยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต ด้วยการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นและพันธมิตรที่เล็งเห็นความสำคัญในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจร่วมกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งบุคลากรในองค์กรเป็นกำลังขับเคลื่อนสู่เป้าหมายของบริษัทที่วางไว้ ทั้งผลการดำเนินงานสร้างรายได้ 450 ล้านบาท และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 1.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ในปีนี้ เพื่อช่วยให้ประเทศไทยสามารถเข้าใกล้การลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้สำเร็จรวดเร็วขึ้น

    “ผมเชื่อใน mindset ของทีมงาน ด้วยหลัก 3C ได้แก่ Collaborator ซึ่งผมชอบคำพูดของอดีตโค้ชลิเวอร์พูล Jürgen Klopp ที่บอกลูกทีมว่า คนที่เก่งที่สุดในสนามไม่ใช่คนยิงประตูหรือส่งให้เพื่อนมากที่สุด แต่เป็นคนที่อยู่ในตำแหน่งที่เพื่อนต้องการ โดย Collaborator ลักษณะนี้จะทำให้บรรยากาศการทำงานมีความสุข รวมถึง Creator ที่เราเฟ้นหาคนที่คิดแตกต่างและแชร์ไอเดียกัน สุดท้าย Contributor เราต้องการคนช่วยกันสร้างองค์กรให้เติบโต

    “ซึ่งหลักบริหารเรามองทีมงานเหมือน Avengers และผมเป็น Nick Fury รวบรวมคนที่มีความสามารถหลากหลายมาไว้ในทีเดียวกัน และนำ strength ออกมาให้มากที่สุด รวมถึงให้ความสำคัญกับ accountability ที่ทำให้งานต่างๆ สำเร็จตามเป้าหมายสโลแกนของเราคือ Decarbonization Partner พันธมิตรพิชิตคาร์บอน เราต้องการเป็นเพื่อนร่วมคิดช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่านได้ดีขึ้น”



ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์ และ INNOPOWER



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Evolt Technology สตาร์ทอัพขับเคลื่อน EV ไทย

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกรกฎาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine