ตามรอยเงินเศรษฐีพันล้าน แบบฉบับกองทุนของ Joe Bauernfreund

ตามรอยเงินเศรษฐีพันล้าน แบบฉบับกองทุนของ Joe Bauernfreund

FORBES THAILAND / ADMIN
23 Feb 2026 | 08:37 AM
READ 96

กองทุนของ Joe Bauernfreund ทำกำไรสวยๆ จากการเดินตามรอยมหาเศรษฐีอย่าง Rupert Murdoch และ Vincent Bolloré


    ณ City ศูนย์กลางทางการเงินของ London ที่นี่ทรัสต์เพื่อการลงทุนเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด Daniel Loeb นักลงทุนสาย “เคลื่อนไหว” ที่ต้องคอยเขย่าตัวปลุกฝ่ายบริหารจอมเฉื่อยของบริษัทต่างๆ พบว่า ตัวเขาเองก็ตกเป็นเป้าหมายของนักลงทุนสายเคลื่อนไหวอีกคน

    หลังการลงคะแนนเสียงของผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา Loeb ควบรวมทรัสต์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ London เข้ากับบริษัทประกันภัยต่างประเทศ (ที่เขามีอำนาจควบคุมเช่นกัน) ได้สำเร็จท่ามกลางเสียงคัดค้าน แต่ใช่ว่าเขาจะคว้าชัยชนะมาโดยไม่มีบาดแผลเสียที่ไหน Loeb จำต้องควักเงินจ่ายให้กับกลุ่มผู้ถือหุ้นที่ไม่เห็นด้วยมากกว่าที่ใจจริงอยากจะจ่าย

    ในบรรดาตัวหลักที่ไม่เห็นด้วยนั้นคือ Joe Bauernfreund ผู้จัดการกองทุนชาวอังกฤษเจ้าของน้ำเสียงอันนุ่มนวลและมีความสามารถพิเศษที่น่าสนใจ เขาจะคอยติดตามเหล่าเศรษฐีพันล้าน (เรียกให้ถูกคือ บริษัทโฮลดิ้งของเศรษฐีเหล่านั้นมากกว่า) ผ่านเครื่องมือ AVI Global Trust บริษัทลงทุนในสหราชอาณาจักรมูลค่า 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

    กองทุนปิดอันทรงเกียรตินี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1889 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเก็งกำไรในภูมิภาค Transvaal ที่อุดมไปด้วยเพชรแห่งทวีปแอฟริกา แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมากลับหันมาเน้นหุ้นคุณค่าแทน

    AVI จะเข้าซื้อหุ้นที่ซื้อขายกันในราคาต่ำกว่ามูลค่าชำระบัญชี โดยมากมักจะเป็นบริษัทลงทุนอื่นหรือบริษัทโฮลดิ้งที่อยู่ภายใต้ความควบคุมของครอบครัวเศรษฐี และบางส่วนเป็นบริษัทที่มีสินทรัพย์จำนวนมากและดำเนินกิจการของตนเอง ซึ่งพบได้ไม่ยากในญี่ปุ่น (อ่านประกอบเรื่อง “ทำอย่างละมุน” ในนิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2569)

    เป้าหมายของ Bauernfreund มีทั้งกิจการภายใต้ความควบคุมของตระกูล Agnelli ในอิตาลี (ทำรายได้จาก Fiat และ Ferrari) Leon Black (Apollo) ตระกูล D’Ieteren ในเบลเยียม (กระจกรถยนต์ Safelite) Vincent Bolloré (Vivendi) และ Bernard Arnault (LVMH) จากฝรั่งเศส ตระกูล Keswick จากสหราชอาณาจักร (Jardine Matheson) และตระกูล Murdoch (News Corporation)

    แม้คนส่วนใหญ่จะมองว่า News Corp เป็นบริษัทมีเดีย แต่ AVI จัดให้เป็นบริษัทโฮลดิ้ง โดยมีการถือหุ้นที่น่าสนใจมากที่สุดคือ Wall Street Journal รวมถึงหุ้น 61% ใน REA บริษัทอสังหาริมทรัพย์ออสเตรเลีย Bauernfreund บอกว่า เวลานี้ News Corp ซื้อขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าชำระบัญชีถึง 41%

    การตามล่าหาสินทรัพย์ราคาถูกสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจ ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีนับตั้งแต่ Asset Value Investors ผู้บริหารสินทรัพย์ได้รับมอบหมายให้บริหารกองทรัสต์ที่ในเวลานั้นมีชื่อว่า British Empire Trust กองทรัสต์ดังกล่าวสร้างผลตอบแทนต่อปีแบบทบต้นในสกุลเงินปอนด์ 11.8% สูงกว่าดัชนีหุ้นโลกอย่าง ACWI อยู่ 2.4 จุดเปอร์เซ็นต์

    ความหวังของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยฝากไว้กับคนวงในที่ถืออำนาจควบคุมบริษัทมหาชนว่าจะลงมือทำอะไรสักอย่าง (อาจต้องมีการกระตุ้นกันบ้าง) เพื่อลดช่องว่างของส่วนต่างมูลค่าดังกล่าว เช่น การซื้อหุ้นคืน การปรับลดความซับซ้อนของโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับส่วนที่นำออกจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป หรือชำระบัญชีให้รู้แล้วรู้รอดเพื่อล้างส่วนลดให้หมด

    “เราไม่สามารถบังคับให้ตระกูลเหล่านี้ทำในสิ่งที่พวกเขาไม่อยากทำได้” Bauernfreund กล่าว “กลุ่มที่น่าสนใจก็คือ กลุ่มที่ไม่เพียงแต่จะทำเพื่อประโยชน์ของตระกูลเท่านั้น แต่จะต้องไม่เอาเปรียบผู้ถือหุ้นส่วนน้อยด้วย”

    Bauernfreund วัย 53 ปี เคยทำงานเป็นคนวงใน เริ่มจากการวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์ให้กับครอบครัวเศรษฐีครอบครัวหนึ่งที่มีทรัพย์สินส่วนตัวสะสมไว้เป็นคอลเล็กชั่น และยังเป็นเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ในที่สุดตระกูลดังกล่าวก็ตัดสินใจกว้านซื้อหุ้นคืนจากประชาชนและแปลงเป็นบริษัทเอกชนอย่างสิ้นเชิง

    ในเวลาต่อมา Bauernfreund ไปเรียนต่อระดับปริญญาโทที่ London Business School โดยมีการทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการเฟ้นหา “สินทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในกิจการ” เขาร่วมงานกับ AVI ในปี 2002 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการลงทุนและเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด

    บริษัทโฮลดิ้งอาจมีความวุ่นวายไม่น้อยเนื่องจากเป็นการผสมผสานระหว่างหุ้นในกิจการเอกชนและมหาชนเข้าไว้ด้วยกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อาณาจักรของ Vincent Bolloré ประธานบริษัทวัย 73 ปี ซึ่งมีทั้งบริษัทและการถือหุ้นไขว้ซับซ้อนชวนงง โดยสรุปได้ดังนี้

    Bolloré SE เป็นกลุ่มบริษัทที่ประกอบไปด้วยธุรกิจสื่อ โลจิสติกส์ และสื่อสารโทรคมนาคม โดยเป็นผู้ถือหุ้นใน Universal Music Group ซึ่งเป็นตัวแทนนักแต่งเพลงรายใหญ่ที่สุด รวมถึงหุ้นของ Vivendi ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบริษัทน้ำประปา แต่หลังจากเข้าซื้อสินทรัพย์มาหลายต่อหลายปีพวกเขากลายเป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนไปโดยปริยาย โดย Vivendi เป็นผู้ถือหุ้น UMG รวมถึงหุ้นในบริษัทมหาชนอื่นๆ

    Bauernfreund บอกว่า ทั้ง Bolloré และ Vivendi ต่างซื้อขายด้วยราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าชำระบัญชีอยู่มาก และกองทรัสต์ AVI ก็มีหุ้นอยู่ทั้ง 2 บริษัท แต่คนอื่นจะมองไม่เห็นได้อย่างไร คำตอบของ Bauernfreund คือ “สำหรับนักลงทุนจำนวนมากแล้วบริษัทแบบนี้ไม่เพียงแต่จะไม่น่าลงทุน แต่อาจเป็นเพราะพวกเขาเกียจคร้าน หรือการลงทุนอาจจะซับซ้อนเกินไป หรือไม่เข้ากับการมองโลกของคนทั่วไป”

    เหตุใดธุรกิจจึงยอมอดทนกับบริษัทโฮลดิ้ง รวมถึงผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเจ้าปัญหาของบริษัทโฮลดิ้งเหล่านั้น “จริงๆ แล้วการถือหุ้นไขว้ระหว่างบริษัทโฮลดิ้งที่จดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทำให้พวกเขาสามารถควบคุมสินทรัพย์จำนวนมากขึ้นด้วยเงินทุนจำกัด” Bauernfreund อธิบาย “เป็นกลยุทธ์ที่หลายตระกูลในยุโรปใช้ขยายความมั่งคั่งกันมาหลายปี”

    แรงจูงใจอีกประการหนึ่งอาจเป็นการเลี่ยงภาษี การเข้าซื้อบริษัทโฮลดิ้งในราคาประหยัดอาจเป็นประโยชน์ในการยื่นภาษีมรดกหรือภาษีความมั่งคั่งก็เป็นได้

    หลายต่อหลายครั้งในกระบวนการสะสมอาณาจักรสินค้าหรูเพื่อก้าวสู่การเป็นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกนั้น Bernard Arnault จะยอมให้หุ้นของบริษัทโฮลดิ้งชื่อ Christian Dior อยู่ในมือของประชาชนทั่วไปได้เป็นจำนวน 2% Dior มีการซื้อขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิของตนเองอยู่ 18% พวกเขาประกอบธุรกิจเพียงอย่างเดียวคือ การถือหุ้นใน LVMH ซึ่งมีการกระจายการถือหุ้นในวงกว้าง สำหรับหุ้นส่วนเล็กๆ ของ Dior นี้บางส่วนอยู่ในมือกองทรัสต์ AVI นั่นเอง Bauernfreund กำลังเดิมพันว่า ส่วนที่ต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธินั้นจะสามารถลดช่องว่างลงได้ในที่สุด โดยอาจเป็นเพราะการล่มสลายของโครงสร้างบริษัทโฮลดิ้ง

    เมื่อสิ่งต่างๆ เริ่มเข้าที่เข้าทางผู้ถือหุ้นส่วนน้อยที่เลือกเดินตามรอยผู้ทรงอิทธิพลจะได้ประโยชน์ทั้ง 2 ทาง คือส่วนต่างมูลค่าที่ลดช่องว่างลง พร้อมๆ กับสินทรัพย์อ้างอิงที่กำลังสร้างผลตอบแทนอย่างดี การวางเดิมพันผลตอบแทนก็ดูเข้าท่า เพราะมหาเศรษฐีทั้งหลายไม่ได้มาอยู่ตรงจุดนี้ได้จากการลงทุนที่ผิดพลาดอย่างแน่นอน

    ขณะเดียวกัน Vincent Bolloré มีจุดเริ่มต้นที่ปลายทาง โดยในปี 1981 เขาได้รับมอบอำนาจจากธนาคารเจ้าหนี้ให้เข้าควบคุมกิจการครอบครัวแห่งหนึ่งที่มีปัญหาทางการเงิน แลกกับเงินเพียง 1 ฟรังก์และคำมั่นสัญญาว่าจะชำระคืนหนี้แทนกิจการดังกล่าว ปัจจุบัน Forbes ประเมินมูลค่าทรัพย์สินของตระกูลนี้ไว้ที่ 1.04 หมื่นล้านเหรียญ เท่ากับว่าเป็นผลงานเกรด A+ ของ Bolloré เลยทีเดียว แล้วเรื่องของส่วนต่างมูลค่าเป็นอย่างไร

    เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาหน่วยงานกำกับดูแลตลาดการเงินของฝรั่งเศส (Autorité des marchés financiers) มีคำชี้ขาดว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง Bolloré SE และ Vivendi มีความลึกซึ้งมาก ดังนั้น Bolloré SE จะต้องเสนอซื้อหุ้นมหาชนทั้งหมดของ Vivendi ในราคาที่ยุติธรรม (ยังไม่มีกำหนด) แม้ Bolloré จะอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ แต่คำสั่งดังกล่าวก็เพียงพอที่จะขับเคลื่อนราคาหุ้นของ Vivendi เพิ่มขึ้นถึง 14%

    ความบาดหมางกับ Loeb จบลงด้วยชัยชนะเล็กๆ ของนักลงทุนที่เป็นบุคคลภายนอก แม้ Loeb จะมีฐานการดำเนินกิจการที่ New York แต่เขาจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ London ขึ้นมาชื่อว่า Third Point Investors เพื่อใช้รวบรวมเงินทุน Third Point มีสินทรัพย์เพียงอย่างเดียวคือหุ้นในอีกกิจการหนึ่งของ Loeb ซึ่งเป็นกองทุนต่างประเทศ และแม้จะดำเนินงานในรูปแบบบริษัทเอกชน แต่กองทุนดังกล่าวมีการเปิดเผยรายชื่อหุ้นที่ถือครอง ล่าสุดคิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 7.6 พันล้านเหรียญ

    เมื่อกองทุน Third Point ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เริ่มเสื่อมความนิยม มูลค่ากองทุนก็ดิ่งลงต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิถึง 31% Loeb ตัดสินใจควบรวมเข้ากับกิจการใหม่คือ บริษัทประกันภัยต่อที่เขาจัดตั้งขึ้น (แน่นอนว่าอยู่ในต่างประเทศ!) แม้ว่าบริษัทแห่งใหม่นี้จะยังไม่ได้ลงมือทำอะไรมากนัก แต่พวกเขานำเสนอต่อผู้ลงทุนว่า มีแผนการอันยิ่งใหญ่ที่จะทำเงินด้วยการระดมทุนผ่านการขายประกันบำนาญที่มีการจ่ายเงินคืนอัตราคงที่ จากนั้นจะนำทุนดังกล่าวปล่อยให้กู้ยืมในตลาดสินเชื่อจำนองและตลาดตราสารหนี้ “Junk Bond” เพื่ออัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า

    การควบรวมกิจการในครั้งนี้จะช่วยให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนเป็นเงินสดส่วนหนึ่ง พร้อมกับโดนบังคับให้รับผลตอบแทนส่วนที่เหลือในรูปแบบหุ้นของบริษัทประกันภัยดังกล่าวตามที่เคยเสนอไว้

    AVI ซึ่งถือหุ้นในกองทุน Third Point แสดงความไม่พอใจอย่างเปิดเผย พวกเขาบอกว่า การเปลี่ยนจากกองทรัสต์เพื่อการลงทุนเป็นบริษัทประกันภัยเป็นเรื่องใหญ่มาก และผู้ถือหุ้นควรที่จะได้สิทธิเลือกขายหุ้นเป็นเงินสดเต็มมูลค่า นอกจากนี้ AVI ยังเรียกร้องให้ผู้ถือหุ้นคัดค้านการควบรวมกิจการ ท้ายที่สุดแม้ว่า AVI จะแพ้การลงคะแนนเสียง แต่ยังสามารถเรียกส่วนแบ่งเงินสดเพิ่มได้ถึง 81% (เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของ Loeb โต้ว่า คณะกรรมการอิสระได้ให้การรับรองธุรกรรมดังกล่าว)

    AVI Global ถือหุ้นในกองทุนปิด 9 กอง โดยเป็นกองที่ซื้อขายในราคาต่ำกว่าราคาสินทรัพย์สุทธิเช่นเดียวกับ Third Point และจะทำกำไรได้ทันทีหากมีการกดดันให้เข้าสู่การชำระบัญชี

    อย่างไรก็ตาม AVI Global เองเป็นกองทุนปิดที่ซื้อขายในราคาติดส่วนลดเช่นกัน เมื่อปี 2001 กองทุนเฮดจ์ฟันด์แห่งหนึ่งจาก New York ได้เข้ามาซื้อหุ้น 16% ของกองทุน พร้อมเรียกร้องตำแหน่งในคณะกรรมการ แม้ว่าคนวงในจะชนะการลงคะแนนเสียงของผู้ถือหุ้นไปอย่างฉิวเฉียด แต่ความเสี่ยงที่จะถูกบังคับชำระบัญชีไม่เคยหายไป

    เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการอิสระของกองทุน ซึ่งมีอำนาจปลด AVI และจ้างผู้บริหารสินทรัพย์รายใหม่ได้นั้น AVI Global จึงต้องซื้อคืนหุ้นของตนเองเป็นระยะๆ เพื่อคงส่วนต่างมูลค่าไว้ที่ 7% ในปัจจุบัน การซื้อคืนหุ้นดังกล่าวทำให้ฐานสินทรัพย์ที่ AVI เคยทำรายได้จากค่าธรรมเนียมรายปีได้ 0.7% นั้นมีขนาดเล็กลง แต่ก็ลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบที่รุนแรงยิ่งกว่าลงด้วย

    Bauernfreund กล่าวอย่างถ่อมตนว่า “ตราบใดที่ผู้ถือหุ้นยังมีความสุขกับ AVI คณะกรรมการก็คงรู้สึกว่าจะต้องต่ออายุสัญญาการบริหารสินทรัพย์ออกไปเรื่อยๆ” ใครจะรู้ดีไปกว่านักล่าว่า การตกเป็นเหยื่อนั้นง่ายดายเพียงใด



เรื่อง: William Baldwin เรียบเรียง: รัน-รัน
ภาพ: Sebastian Nevols



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Herriot Tabuteau ผสมความรู้แพทย์ + การเงิน ปั้นบริษัทไบโอเทค จนกลายเป็นเศรษฐีพันล้าน

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมกราคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine