ดาบสองคมในมือ OpenAI เมื่อปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะเกินไปจนอาจเป็นภัยต่อมนุษย์ - Forbes Thailand

ดาบสองคมในมือ OpenAI เมื่อปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะเกินไปจนอาจเป็นภัยต่อมนุษย์

OpenAI กลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังการเปิดตัวแชทบอต GPT-4o ซึ่งมีเสียงใกล้เคียงกับนักแสดงสาว Scarlett Johansson จนเธอออกมาแสดงความไม่พอใจและเข้าปรึกษากับทนายในเรื่องนี้ ขณะที่ผู้ลงทุนรายหลักและพันธมิตรวงในของ OpenAI อย่าง Microsoft ได์แสดงความคิดเห็นที่ดูจะขัดแย้งกับกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทรงอิทธิพลในปัจจุบัน


    เมื่อช่วงกลางเดือน ที่ผ่านมา OpenAI สตาร์ทอัพ ด้าน AI ต้องเผชิญดราม่าอีกครั้ง หลังการเปิดตัว GPT-4o แชทบอตอัจฉริยะที่ก้าวหน้ากว่า GPT-4 รุ่นก่อนหน้า ไม่ว่าจะด้านความรวดเร็ว การรองรับกว่า 50 ภาษา และความสามารถตอบโต้บทสนทนาแบบเรียลไทม์ด้วยเสียงแบบมนุษย์

    แต่เสียงนี้เองที่กลายเป็นดราม่าครั้งใหม่


Scarlett Johansson vs. Sky บังเอิญหรือจงใจ?

    ในการเปิดตัว GPT-4o มีเสียงให้เลือกทั้งหมด 5 เสียง ได้แก่ Breeze, Cover, Ember, Juniper และ Sky ซึ่งเสียง Sky ดันไปใกล้เคียงกับเสียงของ Scarlett Johansson โดยนักแสดงสาวชื่อดังยังออกมาเล่าว่า Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI เคยติดต่อมาขอเธอให้ช่วยลงเสียงให้กับระบบ ChatGPT 4.0 ในเดือนกันยายนปี 2023 แต่เธอได้ปฏิเสธไป

    “เก้าเดือนต่อมา เพื่อนๆ ครอบครัว และสาธารณชนต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าระบบใหม่ของ OpenAI ที่ชื่อว่า Sky มีเสียงเหมือนฉัน” Scarlett Johansson กล่าว


Scarlett Johansson และ Sam Altman


    ฝั่ง OpenAI ออกมาแถลงการณ์ปฏิเสธผ่านทางบล็อกของบริษัทว่า ไม่ได้เลียนเลียงของ Johansson แต่มีการคัดเลือกผู้ให้เสียงมากมาย พร้อมอธิบายขั้นตอนการทำงานเบื้องหลังอย่างละเอียด แต่ท้ายที่สุด Sam Altman ยังกล่าวขอโทษนักแสดงสาวและประกาศหยุดใช้เสียง Sky แล้ว

    อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า OpenAI มีเจตนาที่จะใช้เสียงคล้ายกับนักแสดงสาวหรือไม่ เพราะ Johansson เคยให้เสียง AI ในภาพยนตร์เรื่อง her (2013) และ Sam Altman เคยโพสต์ข้อความว่า “her” บนแพลตฟอร์ม X หลังการเปิดตัว GPT-4o และไม่กี่วันก่อนหน้านั้น เขายังติดต่อไปที่ Johansson เพื่อขอให้ทบทวนข้อเสนออีกครั้ง แต่เธอไม่ทันได้ปฏิเสธกลับมีการเปิดตัว GPT- 4o สู่สาธารณะเสียก่อน


เมื่อ AI เข้าใกล้มนุษย์มากเกินไป

    อีกประเด็นหนึ่งที่ตามมาคือ ความกังวลที่ AI ของ OpenAI กำลังเข้าใกล้มนุษย์มากขึ้นจน ‘น่ากลัว’ หรือไม่ โดย GPT-4o มีเสียงพูดที่ฟังดูเป็นธรรมชาติ เสมือนมีอารมณ์ความรู็สึก ทั้งยังตอบโต้แบบเรียลไทม์ ชวนให้นึกถึงการนำใช้ปัญญาประดิษฐ์ในทางมิชอบ กรณีที่พบได้บ่อยขึ้นจนหลายฝ่ายกังวลกัน เช่น เทคโนโลยี Deepfake ที่มิจฉาชีพนำมาหลอกลวงเหยื่อ

    Deepfake คือ เทคโนโลยี AI ที่สังเคราะห์ทั้งภาพ เสียง และภาพเคลื่อนไหว ซึ่งถูกพัฒนาจนสมจริงมากขึ้นเรื่อยๆ และยังมีคนฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Deepfake ตั้งแต่การสร้างและเผยแพร่ข้อมูลเท็จที่ทำให้บุคคลเสื่อมเสีย ไปจนถึงการสวมรอยเป็นคนอื่นเพื่อหลอกลวงทรัพย์สิน

    กระทั่ง Warren Buffett ยังเคยกล่าวเตือนถึงอันตรายของ AI ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของ Berkshire Hathaway เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2024 ที่ผ่านมา โดยชี้ว่า AI อาจถูกใช้เพื่อยกระดับการต้มตุ๋นหลอกลวง และบอกว่าเขาไม่สนใจจะร่วมวงกระแส AI ในเวลานี้

    “ชัดเจนครับว่า AI มีศักยภาพในการทำสิ่งดีๆ เช่นกัน แต่...ผมคิดนะครับ ในฐานะคนที่ไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับมันเลย ว่ามันมีศักยภาพอย่างยิ่งใหญ่ทั้งในการทำเรื่องดีและเรื่องเลวร้าย และผมก็ไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร” Buffett กล่าว


Warren Buffett และ Satya Nadella


    ด้าน Satya Nadella ซีอีโอแห่ง Microsoft ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญของ OpenAI ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านทาง Bloomberg Television หลังมีข่าวเรื่อง Scarlett Johansson ว่า “ผมไม่ชอบ AI ที่เหมือนมนุษย์มากเกินไป ผมเชื่อว่ามันยังคงเป็นเครื่องมือครับ”

    “AI มีปัญญา หากคุณอยากเรียกมันอย่างนั้นจริงๆ แต่ไม่ใช่ปัญญาแบบเดียวกับที่ผมมี” Nadella กล่าวถึงทัศนคติของเขาต่อ AI “ผมคิดว่าหนึ่งในชื่อเรียกที่แย่ที่สุดคือ ‘ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)’ เพราะว่าเราน่าจะเรียกมันว่า ‘ปัญญาที่แตกต่าง (Different Intelligence)’ เพราะผมมีปัญญาในแบบของผม และผมไม่ต้องการปัญญาประดิษฐ์”

    แม้การให้สัมภาษณ์ของ Nadella ไม่อาจสรุปถึงสถานการณ์ระหว่าง Microsoft และ OpenAI ได้ แต่เนื้อหาที่เขากล่าวไว้อาจสะท้อนข้อถกเถียงในหมู่นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกร Machine Learning ของทั้งสองบริษัทถึงกรณีการพัฒนาความสามารถของ AI


ในวันที่ความปลอดภัยถูกละเลย

    จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ชวนคนย้อนคิดไปถึงกรณีของ Sam Altman หลังจากที่เขาถูกปลดจากการเป็นซีอีโอของ OpenAI แบบฟ้าผ่าเมื่อปลายปี 2023 ที่ผ่านมา แต่ท้ายที่สุดแล้วเขากลับมาดำรงตำแหน่งเดิม ทว่าสมาชิกบอร์ดบริหารที่เคยสนับสนุนการปลด Altman กลับต้องบอกลาจากบริษัทฯ เสียเอง

    หนึ่งในผู้ที่ออกเสียงเห็นด้วยกับการปลด Altman คือ Ilya Sutskever อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI โดยเขากล่าวหาว่า Altman ทรยศเจตจำนงดั้งเดิมในการพัฒนา AI เพื่อมนุษยชาติ มาเป็นการแสวงหาผลกำไร และชี้ว่าควรชะลอการพัฒนา AI ออกไปก่อน แต่ความเห็นนี้สวนทางกับ Altman ที่ยืนกรานจะพัฒนาเทคโนโลยีนี้ต่อไป

    ล่าสุด Sutskever ได้บอกลา OpenAI อย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับ Jan Leike อีกหนึ่งกำลังสำคัญเบื้องหลัง ChatGPT ที่ประกาศแยกทางกับ OpenAI ซึ่งเปิดเผยผ่านบัญชี X ของตนเองว่า บริษัทที่เขาเคยมีส่วนร่วมสร้างจนเติบโตในทุกวันนี้กำลังมองข้ามประเด็นความปลอดภัยไป


Sam Altman และ Ilya Sutskever


    “การสร้างระบบจักรกลที่ฉลาดกว่ามนุษย์ย่อมเป็นสิ่งที่อันตรายอยู่แล้ว OpenAI กำลังแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่เพื่อมวลมนุษยชาติ” Leike กล่าว “แต่ตลอดหลายปีมานี้ แนวคิดและกระบวนการด้านการรักษาความปลอดภัยกลับไม่ได้รับความสำคัญเท่ากับการผลักดันผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด”

    โดยทั้ง Sutskever และ Leike ต่างเป็นผู้นำทีมดูแลด้านความปลอดภัยของปัญญาประดิษฐ์ของ OpenAI กันทั้งคู่ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีรายงานว่า ตั้งแต่ต้นปีนี้พบว่าพนักงานหลายคนพากันลาออกจากบริษัท

    Daniel Kokotajlo อดีตนักวิจัยด้านความปลอดภัยของ OpenAI เปิดเผยกับสำนักข่าว Vox ว่า “เขาค่อยๆ สูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจใน OpenAI ทั้งด้านความเป็นผู้นำ และความสามารถในการรับผิดชอบต่อ AGI” ซึ่ง AGI หรือ Artificial General Intelligence คือปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงที่มีความใกล้เคียงกับมนุษย์


ความน่าเชื่อถือสั่นคลอน

    นอกจากนี้เมื่อวันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา Vox ยังเผยแพร่ข่าวพาดหัวว่า ‘ChatGPT พูดได้ แต่พนักงาน OpenAI กลับพูดไม่ได้’ ซึ่งเนื้อหาของข่าว มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมภายในบริษัทฯ ถึงกรณีการลาออกของ Sutsekever และ Leike รวมถึงพนักงานคนอื่นๆ ของบริษัทฯ

    Kelsey Piper นักข่าวจาก Vox ได้เปิดเผย เงื่อนไขภายในของ OpenAI โดยในเอกสารลาออกที่บังคับให้พนักงานลงนามนั้น ระบุว่า ห้ามเปิดเผยความลับขององค์กร ดังนั้นอดีตพนักงานจะวิพากษ์วิจารณ์บริษัทฯ ไม่ได้ชั่วชีวิต ซึ่งหากใครไม่ยินยอมลงชื่อในสัญญาลาออกนี้ จะสูญเสียหุ้นของบริษัทที่สะสมมาตลอดระยะเวลาการทำงาน ซึ่งอาจมีมูลค่าหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ


เปิดตัว GPT-4o

    โฆษกของ OpenAI ได้มีแถลงการณ์ว่า ในสัญญาไม่มีเงื่อนไข ยึดคืนหุ้นที่บริษัทจัดสรรให้กับพนักงาน และจะไม่ยึดหุ้นคืนแม้พนักงานที่ลาออกจะไม่ได้เซ็นยอมรับข้อห้ามการวิพากษ์วิจารณ์บริษัท ฝั่ง Altman ยังได้โพสต์ข้อความทาง X ในทำนองเดียวกันว่า หลายเดือนที่ผ่านมา ทางทีมงานได้ดำเนินการแก้ไขกฎระเบียบในเอกสารลาออก และหากอดีตพนักงานคนใดที่กังวลเรื่องข้อตกลงฉบับเก่าสามารถติดต่อหาเขาได้

    ทว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดคำถามต่อความโปร่งใสของ OpenAI ซึ่งไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือบุคคลกับบริษัท แต่ตราบเท่าที่ Altman รวมถึง OpenAI ยังมีส่วนร่วมและอิทธิพลในวงการ AI ทั้งหมดนี้ย่อมสร้างผลกระทบต่อการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เช่นกัน


แหล่งที่มา

Scarlett Johansson Says She Was ‘Shocked’ and ‘Angered’ Over OpenAI’s Use of a Voice That Was ‘Eerily Similar to Mine

MICROSOFT CEO BASHES HUMAN-LIKE AI AFTER OPENAI'S SCARLETT JOHANSSON SCANDAL

Warren Buffett says AI scamming will be the next big ‘growth industry’

More OpenAI chaos puts Sam Altman on the back foot

Leaked OpenAI documents reveal aggressive tactics toward former employees


เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Sam Altman อีกด้านของอัจฉริยะ เมื่อความกังขาในภาวะผู้นำสะเทือน OpenAI

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine