ณ วันที่ 24 เมษายน Kam Ghaffarian เศรษฐีพันล้านจากธุรกิจอวกาศและพลังงานสั่นระฆังเปิดตลาด Nasdaq เนื่องในโอกาสการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของ X-Energy บริษัทผู้ผลิตเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กที่ได้รับการสนับสนุนจาก Amazon ซึ่งเขาก่อตั้งขึ้นในรัฐ Maryland เมื่อปี 2009 นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ผู้ประกอบการเชื้อสายอิหร่านวัย 68 ปีรายนี้นำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากการเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัทสำรวจอวกาศ Intuitive Machines เมื่อปี 2023
ภาพความสำเร็จในเช้าวันนั้นเป็นอีกหนึ่งจุดสูงสุดในหน้าประวัติศาสตร์ความฝันแบบอเมริกันของ Ghaffarian ที่ดำเนินมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่วิศวกรไฟฟ้ารายนี้ตกหลุมรักสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกขณะอายุ 11 ปี ระหว่างนั่งเบียดเสียดอยู่หน้าจอโทรทัศน์ขาวดำของเพื่อนบ้านเพื่อเฝ้าดูวินาทีประวัติศาสตร์ที่มนุษย์นำยานอวกาศลงจอดบนดวงจันทร์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ปี 1969
“เป็นช่วงเวลาที่ผมตื้นตันใจอย่างยิ่ง” เขากล่าวถึงเช้าวันสำคัญที่ Nasdaq “สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกที่คุณสามารถเริ่มต้นชีวิตในฐานะผู้อพยพ สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยความมุ่งมั่น และสานความฝันจนประสบความสำเร็จ”
Ghaffarian ออกเดินทางสู่สหรัฐฯ ด้วยวีซ่านักเรียนเพื่อเข้าศึกษาต่อที่ Catholic University ในกรุง Washington D.C. เมื่อปี 1976 ก่อนจะได้รับสัญชาติอเมริกันในปี 1983 และเริ่มต้นอาชีพในอุตสาหกรรมอวกาศกับยักษ์ใหญ่อย่าง Lockheed ในปีเดียวกัน แม้จะไม่ได้เป็นนักบินอวกาศตามความฝันวัยเยาว์ แต่ในเวลาต่อมาเขาได้ก่อตั้งบริษัทถึง 6 แห่ง ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานรวมกันมากกว่า
3,500 คน
นอกจากนี้ เขายังมีส่วนร่วมในโครงการอวกาศของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจครั้งยิ่งใหญ่ให้กับเขาในวัยเด็ก ในปี 2024 Intuitive Machines พาสหรัฐฯ กลับสู่ดวงจันทร์อีกครั้งนับตั้งแต่ปี 1972 ด้วยการส่งยานอวกาศไร้คนขับลงจอดบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ได้สำเร็จ ขณะที่ Axiom Space อีกหนึ่งบริษัทของเขากำลังพัฒนาโครงการที่อาจกลายเป็นสถานีอวกาศเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลก “ผมคิดว่าไม่มีประเทศใดในโลกที่จะมอบโอกาสให้ผมสร้างความสำเร็จเท่ากับสหรัฐฯ” Ghaffarian กล่าว
สำหรับผู้คนทุกช่วงวัยสหรัฐฯ ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลก Amjad Masad เศรษฐีพันล้านจากธุรกิจ AI จากประเทศจอร์แดนย้ายมาตั้งรกรากในสหรัฐฯ เมื่อปี 2012 ขณะอายุ 24 ปี หลังจากนั้น 4 ปี เขาและ Haya Odeh ภรรยาร่วมกันก่อตั้งสตาร์ทอัพชั้นนำด้านการเขียนโค้ด Replit ขึ้นในรัฐ California
โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาบริษัทมีมูลค่าประเมินอยู่ที่ 9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ “ตอนแรกเราอยากสร้าง Replit ในจอร์แดนแต่ไม่สามารถทำได้” Odeh เล่าถึงอดีต ทางด้าน Masad เสริมว่า “ผมไม่เคยจะย้ายไปยุโรปหรือประเทศอื่นเลย อเมริกาคือดินแดนที่ตอบโจทย์ที่สุด โดยเฉพาะที่ Silicon Valley”
ตลอดระยะเวลา 250 ปีที่ผ่านมาผู้อพยพอย่าง Ghaffarian, Masad และอีกหลายล้านชีวิตมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผลักดันความก้าวหน้าทางวิชาการและนวัตกรรม และแต่งแต้มความหลากหลายทางวัฒนธรรมให้แก่ประเทศ ปัจจุบันชาวอเมริกันราว 50 ล้านคน หรือราว 15% ของประชากรทั้งหมดเป็นผู้ที่เกิดในต่างแดน ตั้งแต่รัฐบาลเริ่มจัดเก็บสถิติในปี 1820 จำนวนผู้อพยพ
ที่เดินทางมาปักหลักสร้างชีวิตใหม่ในอเมริการวมแล้วอยู่ที่ราว 90 ล้านคน นับจากยุคของ Andrew Carnegie (อพยพสู่สหรัฐฯปี 1848) มาจนถึง Elon Musk (ปี 1992)
ผู้อพยพเหล่านี้ได้สร้างอาณาจักรธุรกิจ จ้างงานหลายล้านตำแหน่ง และผลักดันนวัตกรรมมากมาย ครอบคลุมตั้งแต่กางเกงยีนส์และฮอตดอก ไปจนถึงโทรศัพท์และวัคซีน mRNA เพื่อเชิดชูความสำเร็จของพวกเขา และร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีแห่งการก่อตั้งสหรัฐฯ Forbes จึงทำทำเนียบ 250 สุดยอดผู้อพยพที่ยังมีชีวิตอยู่ (และ 250 บุคคลสำคัญผู้ล่วงลับ) โดยสามารถติดตามทั้งหมดได้ที่ forbes.com/forbes-250
แม้สหรัฐฯ จะเผชิญกระแสต่อต้านผู้อพยพและชาวต่างชาติอย่างรุนแรงเป็นระยะๆ ตั้งแต่การประกาศใช้พระราชบัญญัติกีดกันชาวจีน (Chinese Exclusion Act) ในปี 1882, การจำกัดคนเข้าเมืองด้วยระบบโควตาตามสัญชาติในทศวรรษ 1920, การกักกันชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึงการกวาดล้างจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมายของหน่วยงาน ICE ณ ปัจจุบัน ทว่าผู้คนจากทั่วโลกก็ยังคงหลั่งไหลเข้ามาเพื่อไขว่คว้าหาชีวิตที่ดีกว่า
“นี่คือประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และหากยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้นั่นแปลว่า คุณยังเดินทางไปเห็นโลกไม่มากพอ” Shahid Khan เศรษฐีพันล้านที่เกิดในปากีสถานและย้ายมายังสหรัฐฯ เมื่อเกือบ 60 ปีก่อนกล่าว เขาเริ่มต้นสร้างความมั่งคั่งจากการผลิตกันชนแบบชิ้นเดียวสำหรับรถยนต์และรถบรรทุก “ไม่ว่าจะลองพูดคุยกับคนขับรถแท็กซี่ในเมือง Barcelona กรุง Paris หรือกรุง London พวกเขาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากส่งลูกๆ ของตนไปสร้างชีวิตที่อเมริกา”
หากปราศจากผู้ย้ายถิ่นฐานสหรัฐฯ คงไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มั่งคั่งและรุ่งเรืองได้อย่างทุกวันนี้ ข้อมูลจาก Citi Research ระบุว่า ระหว่างปี 1990-2016 ซึ่งครอบคลุมทั้งยุคเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (Great Recession) อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ น่าจะต่ำกว่าที่เกิดขึ้นจริงราว 15 จุดเปอร์เซ็นต์หากปราศจากแรงงานต่างชาติ
ขณะที่รายงานจาก Cato Institute เผยว่า ระหว่างปี 1994-2023 ประชากรอพยพในสหรัฐฯ ได้สร้างมูลค่าเกินดุลการคลังสะสมรวมกัน 1.45 ล้านล้านเหรียญ (ตามมูลค่าเหรียญที่แท้จริงปี 2024) ซึ่งหมายความว่า พวกเขาจ่ายภาษีมากกว่ามูลค่าสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากภาครัฐ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม โดยผลการศึกษาจาก Deloitte Insights พบว่า 1 ใน 4 ของสิทธิบัตรทั้งหมดในสหรัฐฯ ถือครองโดยผู้ที่ย้ายถิ่นฐานมาจากต่างประเทศ
“สิทธิบัตรคือหัวใจสำคัญในการปกป้องและส่งเสริมนวัตกรรม” Noubar Afeyan เศรษฐีพันล้านนักลงทุนและผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งถือครองสิทธิบัตรมากกว่า 100 ฉบับกล่าว เขาเกิดที่ประเทศเลบานอนในครอบครัวชาวอาร์เมเนีย ก่อนลี้ภัยจากสงครามกลางเมืองเลบานอนไปยังแคนาดาในปี 1975 และเดินทางไปยังสหรัฐฯ ในปี 1983 เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก
จากนั้นได้ร่วมก่อตั้ง Moderna ผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 ในรัฐ Massachusetts เมื่อปี 2010 “การระบุว่า 1 ใน 4 ของสิทธิบัตรในสหรัฐฯ เป็นผลงานของผู้ย้ายถิ่นฐานเป็นเพียงแง่มุมหนึ่ง” เขากล่าว “ทว่าคำถามสำคัญคือ จะมีสิทธิบัตรอีกกี่ฉบับที่อาจไม่เกิดขึ้นเลยหากขาดการมีส่วนร่วมจากผู้อพยพ ผมเชื่อว่าตัวเลขน่าจะสูงกว่านั้นมาก เพราะความสำเร็จเหล่านี้ล้วนเกิดจากการทำงานร่วมกันเป็นทีม”
ผู้อพยพยังมีบทบาทในการก่อตั้งหรือเป็นกำลังสำคัญในการสร้างบริษัทที่ใหญ่ที่สุดและมีมูลค่าสูงที่สุดหลายแห่งในสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึง NVIDIA, Google, Microsoft, Broadcom และ Tesla นอกจากนี้ หลายคนยังสามารถสร้างความมั่งคั่งได้อย่างมหาศาล ปัจจุบันสหรัฐฯ มีเศรษฐีระดับพันล้านที่เกิดในต่างประเทศ 189 ราย ครอบครองมูลค่าทรัพย์สินรวมกัน 2.4 ล้านล้านเหรียญ
บริษัทที่พวกเขาก่อตั้งหรือนั่งแท่นบริหารมีการจ้างงานรวมกันมากกว่า 1 ล้านตำแหน่ง มหาเศรษฐีส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้หรือจำนวน 141 รายได้รับสัญชาติอเมริกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 16 ราย และเติบโตขึ้น 53% เมื่อเทียบกับปี 2022 มหาเศรษฐีผู้อพยพ 3 รายที่ก้าวขึ้นไปติดทำเนียบ 10 มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดของโลก ได้แก่ Elon Musk ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Tesla และ SpaceX, Sergey Brin ผู้ร่วมก่อตั้ง Google และ Jensen Huang แห่ง NVIDIA
อย่างไรก็ตามเส้นทางสู่ความสำเร็จในสหรัฐฯ ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป Eric Yuan ผู้ก่อตั้ง Zoom เคยถูกปฏิเสธวีซ่าเข้าสหรัฐฯ ถึง 8 ครั้ง ก่อนจะได้รับอนุมัติในความพยายามครั้งที่ 9 ขณะที่ Aravind Srinivas เดินทางมาศึกษาต่อระดับปริญญาเอกด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ UC Berkeley ในปี 2017 และเคยทำงานในตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์วิจัยให้กับ OpenAI, DeepMind และ Google ก่อนแยกตัวออกมาก่อตั้ง Perplexity AI ในปี 2022 แม้ปัจจุบันบริษัทของเขาจะมีมูลค่าราว 2.1 พันล้านเหรียญ และมีพนักงานประมาณ 250 คน ทว่าในช่วงต้นปี 2025 Srinivas ยังคงไม่ได้รับสถานะผู้พำนักถาวรหรือกรีนการ์ด ทั้งนี้เขาปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นว่าในท้ายที่สุดได้รับการอนุมัติแล้วหรือไม่
นอกจากตัวผู้อพยพแล้ว บรรดาลูกหลานของพวกเขาก็มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสหรัฐฯ เช่นกัน ผลการศึกษาของ Leah Boustan นักเศรษฐศาสตร์จาก Yale และ Ran Abramitzky เพื่อนร่วมงานจาก Stanford ระบุว่า ตลอดช่วง 130 ปีที่ผ่านมาผู้อพยพรุ่นที่ 2 มีรายได้ทัดเทียมหรือสูงกว่าชาวอเมริกันที่เกิดในประเทศมาโดยตลอด ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพเทคโนโลยีที่ก้าวขึ้นเป็นเศรษฐีพันล้านตั้งแต่อายุยังน้อยหลายรายก็เป็นลูกหลานของผู้อพยพรุ่นที่ 2
ไม่ว่าจะเป็น Adarsh Hiremath และ Surya Midha วัย 23 ปี ผู้ร่วมก่อตั้ง Mercor บริษัทด้านการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับ AI หรือ Aman Sanger วัย 25 ปี ผู้ก่อตั้ง Cursor เครื่องมือเขียนและแก้ไขโค้ดด้วย AI ที่กำลังได้รับความนิยม ตลอดจน Baiju Bhatt ผู้ร่วมก่อตั้ง Robinhood และ Alexis Ohanian ผู้ร่วมก่อตั้ง Reddit
“ลูกหลานของผู้อพยพมีศักยภาพในการยกระดับสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะผู้ที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจน” Abramitzky กล่าว “และแนวโน้มดังกล่าวปรากฏให้เห็นในผู้อพยพแทบทุกเชื้อชาติและทุกภูมิหลัง ไม่ว่าจะในปัจจุบันหรือเมื่อ 100 ปีก่อน”
แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่ได้เปิดประตูต้อนรับผู้อพยพอย่างอบอุ่นเสมอไป แต่ดินแดนแห่งนี้ได้มอบโอกาสล้ำค่าที่หาไม่ได้จากที่ไหนบนโลกให้แก่ผู้อพยพหน้าใหม่มาช้านาน นั่นคือสิทธิ์ในการเป็นชาวอเมริกันอย่างเต็มภาคภูมิ เพราะรากฐานและจิตวิญญาณของอเมริกาคือ การเปิดกว้างให้ทุกคนที่เข้ามาร่วมชายคามีสิทธิ์ที่จะเป็นพลเมืองอเมริกันโดยไม่ถูกจำกัดด้วยถิ่นกำเนิด
Ratmir Timashev วัย 59 ปี เหยียบแผ่นดินสหรัฐฯ ครั้งแรกในปี 1992 เพื่อศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาที่ Ohio State University หลังสำเร็จการศึกษาปริญญาโทด้านฟิสิกส์จาก Moscow Institute of Physics and Technology หนึ่งในสถาบันชั้นนำของรัสเซีย “ตอนนั้นผมเพียงต้องการเดินทางมาเรียนรู้พื้นฐานของการเป็นผู้ประกอบการและระบบทุนนิยม จะเป็นเมือง Boston เมือง New York เมือง San Francisco หรือเมือง Columbus ก็ไม่สำคัญ เพราะสำหรับผมไม่ว่าจะที่ไหนก็คืออเมริกา” เขากล่าว
โดยท้ายสุดเขาลงหลักปักฐานที่รัฐ Ohio และก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ที่ประสบความสำเร็จถึง 2 แห่งในเมือง Columbus เริ่มต้นจาก Aelita Software ที่เขาและ Andrei Baronov หุ้นส่วนทางธุรกิจร่วมกันปลุกปั้น และขายไปในราคา 115 ล้านเหรียญในปี 2004 และ Veeam ซึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเงินร่วมลงทุน (VC) อย่าง Insight Partners เข้าซื้อกิจการในราคา 5 พันล้านเหรียญในปี 2020
ในปี 2005 Timashev ตัดสินใจย้ายกลับไปใช้ชีวิตที่รัสเซียอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ไม่นานก็รู้สึกผิดหวัง “ผมรู้ตัวได้ทันทีว่าผมไม่ชอบประเทศในแบบที่ [Vladimir] Putin กำลังสร้างขึ้น หลังจากนั้นพวกเราจึงย้ายไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์” เขากล่าว อย่างไรก็ตามเขาเห็นชัดว่าตนเองไม่อาจกลืนไปกับสังคมสวิส “ผมพบความจริงว่าพวกเราเป็นได้แค่คนนอก และไม่มีวันหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมสวิส”
ด้วยเหตุนี้เขาจึงเลือกย้ายกลับไปยังสหรัฐฯ อีกครั้งในปี 2014 และได้รับสัญชาติอเมริกันในปี 2025 ซึ่งเป็นเวลา 1 ปีหลังสละสัญชาติรัสเซียภายหลังการรุกรานยูเครนเมื่อปี 2022 “คุณอาจย้ายไปเยอรมนีหรือสหราชอาณาจักรเพื่อสร้างธุรกิจของตนเอง แต่ไม่มีวันจะได้เป็นชาวเยอรมันหรือชาวอังกฤษ ขณะที่คุณสามารถเป็นคนอเมริกันได้หากยึดถือหลักการและคุณค่าเดียวกัน ประเทศนี้คือชาติของผู้อพยพ”
เรื่อง: Giacomo Tognini และ Luisa Kroll เรียบเรียง: นวตา สันติวัฒนา
ภาพ: Robert Severi
ออกแบบ: ชัยกานต์ มณีจักร์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Caryn Seidman Becker เศรษฐีพันล้านเหรียญเจ้าของ Clear เร่งหาธุรกิจนอกเลน



