เดินหน้า สุดพลัง ‘Shina Chung’ CEO แห่ง Kakao วางเดิมพันด้วยการจับมือกับ OpenAl

เดินหน้า สุดพลัง ‘Shina Chung’ CEO แห่ง Kakao วางเดิมพันด้วยการจับมือกับ OpenAl

FORBES THAILAND / ADMIN
27 Jan 2026 | 10:00 AM
READ 221

หลังรายได้ซบเซาติดต่อกัน 2 ปี Shina Chung, CEO แห่ง Kakao ตัดสินใจวางเดิมพันด้วยการจับมือกับ OpenAl เพื่อนำเทคโนโลยี AI ล่าสุดมาใช้ในการเร่งเครื่องฟื้นการเติบโตให้กับยักษ์ใหญ่ด้านอินเทอร์เน็ตในเกาหลีใต้ ทว่าผู้ช่วยอัจฉริยะยุคดิจิทัลเสมือนรุ่นใหม่จะตอบโจทย์หรือไม่?


    Shina ChungCEO ของ Kakao บริษัทอินเทอร์เน็ตรายใหญ่สัญชาติเกาหลีใต้ก้าวเดินอย่างมั่นใจบนเวทีท่ามกลางผู้สื่อข่าวที่เข้าร่วมงานอย่างแน่นขนัดในการแถลงข่าวที่จัดขึ้นที่ Seoul เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปทักทาย Sam Altman ผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAl

    หลังการเจรจายาวนานถึง 6 เดือน ในที่สุดบริษัททั้ง 2 แห่งได้ลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการ ภายใต้ข้อตกลงธุรกิจที่ Kakao (มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดราว 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) จะได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI อันทรงพลังของ OpenAl ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ บนเวทีงานแถลงข่าว Chung ประกาศว่า การจับมือเป็นพันธมิตรครั้งนี้อาจเปลี่ยน “บริการใน ยุค AI ทั้งหลายที่เรานึกฝันให้กลายเป็นจริง” และช่วยให้ Kakao มีโอกาสเร่งเครื่องทิ้งห่างคู่แข่งในสมรภูมิที่ดุเดือด

    ด้วยความร่วมมือจาก OpenAI บริษัท Kakao ตั้งเป้าที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการบริการที่ปรับแต่งให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล สำหรับผู้ใช้งาน 49 ล้านรายของ KakaoTalk แอปที่รวมบริการหลากหลายไว้ในแพลตฟอร์มเดียวที่ครอบคลุมกว่า 94% ของประชากรเกาหลีใต้ Chung วางแผนเปิดตัว Al agents หรือผู้ช่วยอัจฉริยะในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ โดยตั้งเป้ายกระดับผู้ช่วยเสมือนแห่งอนาคตจากระบบตอบคำถามพื้นฐานไปสู่ผู้ช่วยดิจิทัล ที่สามารถตัดสินใจและดำเนินการแทนผู้ใช้งาน

    “เราต้องการพันธมิตรที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่เป็นผู้นำในด้านประสิทธิภาพและนวัตกรรม” Chung กล่าวใน การให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Forbes Asia ณ สำนักงานใหญ่ของ Kakao ในย่าน Pangyo ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น Silicon Valley ของเกาหลีใต้ และอยู่ไม่ไกลจาก Seoul ไปทางตอนใต้ “เรามีปรัชญาทางธุรกิจที่สอดคล้องกัน”



    สำหรับ Kakao และ CEO หญิงคนแรกของบริษัทแล้ว การจับมือเป็นพันธมิตรกับ OpenAI อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญนับตั้งแต่รับบทบาท CEO ในเดือนมีนาคม ปี 2024 ความท้าทายครั้งใหญ่ของ Chung คือการพลิกฟื้นบริษัทจากภาวะรายได้ถดถอยที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ 15 ปีของ Kakao ทั้งนี้ Chung วัย 50 ปี ซึ่งติดทำเนียบนักธุรกิจหญิงผู้ทรงอิทธิพลของ Forbes Asia เมื่อปีที่ผ่านมาเลือกที่จะเติมพันครั้งใหญ่ด้วยการทุ่มทรัพยากรทั้งหมดให้กับ AI โดยเชื่อว่าเทคโนโลยีประดิษฐ์จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับการเติบโต “ตอนนี้เรากำลังเตรียมยกเครื่อง KakaoTalk ครั้งใหญ่ เพื่อนำ AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบริการต่างๆ บนแพลตฟอร์ม” เธอกล่าว

    ความร่วมมือนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่ให้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย สำหรับ OpenAI ถือเป็นโอกาสในการขยายเป้าหมายระดับโลกด้วยการเข้าถึงหนึ่งในตลาดเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดของโลก ซึ่งยังเป็นประเทศที่มีผู้จำนวนผู้ใช้งาน ChatGPT โปรแกรมสนทนาอัจฉริยะแบบเสียค่าบริการมากที่สุดนอกสหรัฐฯ “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้นำ AI ขั้นสูงมาสู่ผู้ใช้งานหลายล้านคนของ Kakao และร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของบริการต่างๆ ที่จะพลิกโฉมวิธีการสื่อสารและการเชื่อมต่อของผู้ใช้งาน Kakao ไปอย่างสิ้นเชิง” Kevin Weil ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ OpenAI กล่าวผ่านอีเมล

    เพียง 1 วันก่อนการขึ้นเวทีแถลงข่าวความร่วมมือกับ Chung อย่างเป็นทางการ Sam Altman ปรากฏตัวที่ Tokyo ร่วมกับ Masayoshi Son เศรษฐีพันล้านผู้ก่อตั้ง SoftBank เพื่อประกาศการจัดตั้งกิจการร่วมทุนแห่งใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายให้บริการ AI แก่ภาคธุรกิจในญี่ปุ่น SoftBank เพิ่งกลายเป็นผู้ลงทุนหลักของ OpenAl ผ่านการระดมทุนมูลค่า 4 หมื่นล้านเหรียญเมื่อไม่ นานมานี้ และบริษัททั้ง 2 แห่งยังเป็นพันธมิตรร่วมในโครงการ Stargate มูลค่า 5 แสนล้านเหรียญ เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ

    Kakao กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ บริษัทยังคงพึ่งพารายได้จากตลาดเกาหลีใต้เป็นหลัก แตกต่างจากยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Samsung และ Hyundai ที่มีรายได้ส่วนใหญ่จากการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งสถานการณ์ยิ่งท้าทายมากขึ้นเมื่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้เริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรง ตัวเลข GDP ของประเทศหดตัวลง 0.2% ในไตรมาสแรกของปี ท่ามกลางแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งความเสี่ยงจากสงครามการค้าโลก การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลง และความไม่สงบทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน


    ในปี 2024 บริษัทสามารถลดตัวเลขขาดทุนสุทธิเหลือ 1.62 แสนล้านวอน (ประมาณ 119.4 ล้านเหรียญ) จากระดับ 1.82 ล้านล้านวอนในปีก่อนหน้า ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น 4% มาอยู่ที่ 7.87 ล้านล้านวอน Kakao คาดการณ์ว่าความร่วมมือกับ OpenAl จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่จะช่วยพลิกรายได้ให้เติบโตในด้วยตัวเลข 2 หลักภายใน 2 ปี อันเป็นผลจากการปรับโครงสร้างของบริษัทให้เทคโนโลยี AI เป็นแกนกลางของการดำเนินธุรกิจและการให้บริการต่างๆ

    Chung ต้องเดินเกมอย่างฉับไวเพื่อผสานเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดเข้ากับบริการที่หลากหลายของ Kakao ที่ครอบคลุมการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่แอปรับส่งข้อความและธนาคารออนไลน์ ไปจนถึงการสตรีมเพลงหรือบริการเรียกรถแท็กซี่ หากต้องการชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข่งรายสำคัญอย่าง NAVER ยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ตที่มีรายได้สูงที่สุดในเกาหลีใต้ (รายได้ปี 2024 อยู่ที่ 10.73 ล้านล้านวอน) โดยเฉพาะเมื่อ NAVER ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ในเขต Seongnam ถูกมองว่านำหน้า Kakao ไป 1 ก้าวในสนาม AI ด้วยการเปิดตัว HyperCLOVA X โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ในปี 2023 ที่ออกแบบมาให้เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมเกาหลีโดยเฉพาะ นอกจากนี้คลื่นสตาร์ทอัพสาย AI ลูกใหม่ในประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็วก็กำลังไล่ตีตื้นขึ้นมา

    Chung ได้เริ่มลงมือวางรากฐานเพื่ออนาคตแล้ว เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Kakao ประกาศแผนลงทุนมูลค่า 6 แสนล้านวอนเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI ขนาด 92,000 ตารางเมตร ในเมือง Namyangju ซึ่งตั้งอยู่ห่างจาก Seoul ราว 25 กิโลเมตร โครงการดังกล่าวมีกำหนดเริ่มก่อสร้างในปี 2026 และคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ภายในปี 2029 นับเป็นศูนย์ข้อมูลแห่งที่ 2 ของบริษัทถัดจากแห่งแรกในเมือง Ansan ที่รองรับการประมวลผลข้อมูล 6 พันล้านกิกะไบต์ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา

    Kakao นำโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของ OpenAl ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง ChatGPT มาพัฒนาชุดบริการใหม่ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้อยู่บนแพลตฟอร์มนานขึ้นและใช้จ่ายเงินมากขึ้นระหว่างใช้งาน “เราเห็นสัญญาณของผลตอบแทนที่ถดถอยลงจากการพยายามแข่งขันด้านพลังประมวลผลของ โมเดล AI ดังนั้น เราจึงเลือกแนวทางใหม่ที่เน้นการนำไปใช้จริง ได้มากกว่าโดยมุ่งไปที่ประสิทธิภาพด้านต้นทุน” Chung กล่าว


    ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีจาก OpenAl มีศักยภาพในการวางแผนและดำเนินการภายในเครือข่ายบริการที่เชื่อมต่อกันของ Kakao ได้อย่างอัตโนมัติโดยแทบไม่ต้องพึ่งพาการควบคุมจากมนุษย์ เช่น การจองโต๊ะร้านอาหารผ่าน KakaoTalk การเพิ่มการแจ้งเตือนในปฏิทิน การเรียกรถแท็กซี่ หรือแม้แต่การชำระค่าอาหาร

    Chung เชื่อว่า หากสามารถดึงให้ผู้ใช้งานใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มนานขึ้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการโฆษณา ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของบริษัทให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้นผ่านแอปพลิเคชันรับส่งข้อความและช่องทางอื่นๆ “AI เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักของเรา โดยเฉพาะ ในด้านโฆษณาและการซื้อขายสินค้าออนไลน์” เธอกล่าว

    ในปี 2024 รายได้จากการโฆษณาคิดเป็น 15% ของรายได้รวมของกลุ่มบริษัท ขณะที่ธุรกิจการซื้อขายสินค้าออนไลน์มีสัดส่วนอยู่ที่ 11% Kakao ได้รับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมสูงสุด 8% ต่อธุรกรรมจากการซื้อและส่งของขวัญผ่าน KakaoTalk บริษัท กล่าวว่า ในแต่ละวันมีการส่งของขวัญเฉลี่ยราว 600,000 รายการ (ตั้งแต่ช็อกโกแลต วิตามิน เครื่องสำอาง ไปจนถึงเสื้อผ้า) ทั้งในรูปแบบคูปองดิจิทัลสำหรับนำไปแลกใช้ที่ร้านอาหารและร้านค้าที่ร่วมรายการ หรือเลือกสั่งซื้อโดยตรงผ่านร้านของขวัญในแอป


    “ธุรกิจโฆษณาซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันจะเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อเริ่มให้บริการที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์” Jingu Kim นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ Kiwoom Securities ใน Seoul กล่าว เขาคาดว่าแผนสมาชิกสำหรับลูกค้ารายบุคคล (B2C) ที่ ผสานรวมผู้ช่วยอัจฉริยะไว้ในบริการจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว “ในกระบวนการนี้เราคาดว่า Kakao จะสามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน พร้อมทั้งเพิ่มมูลค่าบริษัทผ่านความร่วมมือกับ OpenAl”

    จากการทดสอบเทคโนโลยีของ OpenAl เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Kakao ได้เริ่มเปิดให้ทดลองใช้ Kanana แอปรับส่งข้อความเวอร์ชั่นใหม่ในวงจำกัด ซึ่งมีผู้ช่วยอัจฉริยะชื่อ Kana และ Nana คอยให้บริการ ระบบดังกล่าวขับเคลื่อนด้วย GPT จาก OpenAI ผสานกับโมเดลภาษาขนาดเล็ก (SLM) ที่พัฒนาโดยบริษัทเอง

    ผู้ช่วยทั้งสองสามารถตอบคำถาม สรุปบทสนทนา จัดตารางนัดหมาย และรายงานความคืบหน้าได้ทั้งในห้องแชทส่วนตัวและกลุ่ม Kakao ไม่ได้เปิดเผยงบประมาณที่ใช้ในโครงการนี้ แต่ระบุว่าพนักงานราว 400 คน หรือประมาณ 10% ของพนักงานทั้งหมดมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการเทคโนโลยี AI ในขณะนี้

    “สำหรับการใช้งานทั่วไปเราไม่จำเป็นต้อง (ลงทุนกับ) โมเดลภาษาขนาดใหญ่” Chung กล่าว เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโมเดลเหล่านี้อาจสูงถึงหลายร้อยล้านเหรียญและใช้เวลานานหลายปี เธอยังชี้ว่าโมเดลภาษาขนาดเล็ก (SLM) มีต้นทุนในการฝึกป้อนข้อมูลและการประมวลผลต่ำกว่า อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการให้ค่าตอบผิดพลาดหรือที่เรียกกันว่าอาการหลอนน้อยกว่า และมีความปลอดภัยด้านข้อมูลมากกว่า เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับระบบคลาวด์ซึ่งอาจเปิดช่องโหว่ให้ถูกเจาะระบบได้


    Chung กล่าวว่า Kakao วางกลยุทธ์ใช้โมเดลภาษาขนาดเล็กของตนในการจัดการงานง่ายๆ ในขณะที่พึ่งพาโมเดลภาษาขนาดใหญ่อันทรงพลังของ OpenAl สำหรับแอปพลิเคชันที่เชื่อมโยงบริการดิจิทัลต่างๆ ของ Kakao ซึ่งมีความซับซ้อนและผ่านหลายชั้นตอน

    ทั้งนี้ กลยุทธ์นี้มีความคล้ายคลึงกับแนวทางของ Apple ที่คำถามทั่วไปจะถูกประมวลผลโดย Siri ซึ่งขับเคลื่อนด้วยโมเดล Apple Intelligence LLM ที่พัฒนาขึ้นเอง แต่สำหรับคำถามที่ซับซ้อนมากขึ้นจะถูกส่งต่อให้ ChatGPT “ทุกคนมัก เลือกใช้หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) เป็นค่าตั้งต้นสำหรับระบบ AI แต่คำถามคือ มันสมเหตุสมผลแค่ไหนที่จะใช้ชิปราคา สูงที่สุดในการประมวลผลคำสั่งขนาดเล็ก” Chung อธิบาย

    บริษัทคาดว่าจะเสร็จสิ้นการทดสอบ Kanana เวอร์ชั่นทดลองในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่วางแผนเปิดตัวผู้ช่วยอัจฉริยะที่เป็นความร่วมมือระหว่าง OpenAl และ Kakao “ผู้ช่วยเสมือนอัจฉริยะจะทำทุกอย่างแทนคุณโดยอัตโนมัติ ช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้นอย่างมาก แม้คุณจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า AI คืออะไร” Chung กล่าว “ปัจจุบันเราต้องคิดก่อนว่าจะใช้แอปไหน จากนั้นจึงเข้าใช้งานแล้วดำเนินการต่างๆ แต่ด้วยเทคโนโลยี Al agents ทุกอย่างจะเชื่อมโยงกันอย่างลื่นไหล”

    นอกเหนือจากการมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี Chung ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กร Kakao ให้มีความกระชับและคล่องตัวมากขึ้น บริษัทเผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้มีการยกเลิกหรือขายกิจการที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักออกไป ส่งผลให้จำนวนบริษัทในเครือลดลงจาก 147 แห่งเหลือ 115 แห่ง หรือราว 1 ใน 5

    นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะแยกกิจการ Daum ผู้ให้บริการเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลอันดับ 2 ของประเทศตามจำนวนผู้ใช้งานต่อวัน ออกมาเป็นบริษัทใหม่ หลังจากที่เข้าซื้อกิจการมาเมื่อปี 2014 การแยกกิจการครั้งนี้จะเปิดทางให้ Chung สามารถมุ่งเน้น ผลักดันธุรกิจอื่นๆ ของ Kakao ทั้งในประเทศและต่างประเทศให้เติบโต โดยเฉพาะกลุ่มบริการทางการเงิน ความบันเทิง และ เทคโนโลยีด้านสุขภาพ

    เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาบริษัทร่วมทุนระหว่าง Kakao Bank ธุรกิจธนาคารออนไลน์ของเกาหลีใต้ และ SCBX กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินสัญชาติไทย ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของธนาคารไทยพาณิชย์ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลไทยในการจัดตั้งธนาคารดิจิทัลในประเทศไทย นับเป็นธนาคารสัญชาติเกาหลีแห่งแรกในรอบ 25 ปีที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา Kakao Entertainment ได้เปิดตัวแอป Berriz แพลตฟอร์มออนไลน์ที่รวบรวมศิลปินและแฟนคลับไว้ในที่เดียว ขณะที่ Kakao Healthcare ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ Caring สตาร์ทอัพด้านการดูแลผู้สูงอายุจาก Seoul พร้อมขยายธุรกิจสู่ตลาดประเทศญี่ปุ่น

    รายได้ของ Kakao เริ่มชะลอตัวลงหลังจากแตะระดับสูงสุดที่ 2 ล้านล้านวอนในไตรมาสที่ 3 ของปี 2023 ท่ามกลางแรงกดดันในการเพิ่มรายได้และกำไรสุทธิ Kim Beom-si ผู้ก่อตั้ง Kakao ซึ่งถือหุ้นอยู่ 24% และมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิราว 5.1 พันล้านเหรียญจึงเดินเกมรุกเพื่อขยายพอร์ตธุรกิจบันเทิงอย่างจริงจัง Kim ตัดสินใจก้าวเข้าสู่สมรภูมิแย่งชิงการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน SM Entertainment ค่ายเพลง K-Pop ขั้นนำโดยแข่งขันกับ HYBE บริษัทของเศรษฐีพันล้าน Bang Si-hyuk และเป็นต้นสังกัดของวง BTS

    แม้ท้ายที่สุด Kakao จะคว้าชัยได้สำเร็จจากการเข้าซื้อหุ้น 35% ใน SM Entertainment ด้วยมูลค่า 1.3 ล้านล้านวอนเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2023 แต่ Kim ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิก USM วงการอินเทอร์เน็ตของเกาหลีใต้กลับถูกตั้งข้อกล่าวหาจากอัยการว่าบิดเบือนราคาหุ้น SM เพื่อขัดขวางการเข้าซื้อของ HYBE ทั้งนี้ Kim ซึ่งปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดถูกจับกุมในเดือนกรกฎาคม ปี 2024 ก่อนจะได้รับการประกันตัวระหว่างรอพิจารณาคดี ในถ้อยแถลงต่อพนักงาน Kakao เขากล่าวว่า “ข้อกล่าวหาไม่เป็น ความจริง ผมไม่เคยสั่งการหรือให้การสนับสนุนการกระทำที่ผิดกฎหมายใดๆ”

    ในช่วงศึกการเข้าซื้อกิจการ SM ขณะนั้น Chung กำลังบริหาร Kakao Ventures หน่วยงานด้านธุรกิจเงินร่วมลงทุน (VC) พร้อมทั้งเป็นกรรมการของ Kakao เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักลงทุน VC ที่ประสบความสำเร็จด้วยผลงานการลงทุนที่ ผลักดันสตาร์ทอัพให้กลายเป็นบริษัทยูนิคอร์นมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญถึง 4 แห่ง เพื่อประดับประคององค์กรในช่วงวิกฤต คณะกรรมการ Kakao จึงแต่งตั้ง Chung ขึ้นรับหน้าที่ CEO ในปี 2024 “ฉันมองว่าช่วงเวลานั้นคือจุดเปลี่ยนสำคัญของ Kakao” เธอกล่าวถึงอดีตพร้อมเสริมว่า วิกฤต “อาจกลายเป็นโอกาสสำหรับการเริ่มต้นใหม่”

    แนวทางการบริหารแบบมองการณ์ไกลของ Chung ได้รับการหล่อหลอมขึ้นจากประสบการณ์กว่า 25 ปีในสายอาชีพ ซึ่งรวมถึงบทบาทสำคัญใน Boston Consulting Group, eBay และคู่แข่งหลักของ Kakao อย่าง NAVER เธอสำเร็จการศึกษาด้านวรรณคดีฝรั่งเศสจาก Yonsei University ใน Seoul (เธอให้เหตุผลว่าไม่ได้ชอบวรรณคดีฝรั่งเศสเป็นพิเศษ แต่ในช่วงเวลานั้นสาขาดังกล่าวเป็น “วิชายอดนิยม” ในหมู่นักศึกษาหญิงที่เรียนเก่ง) ก่อนจะศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน และคว้าใบปริญญาโทสาขา M.B.A. จาก University of Michigan

    ในปี 2014 เธอเข้าร่วม Kakao Ventures ในฐานะหุ้นส่วนและได้รับการแต่งตั้งเป็น CEO ในอีก 4 ปีต่อมา ประสบการณ์กว่า 10 ปีในหน่วยงานธุรกิจร่วมลงทุนหล่อหลอมให้เธอมี “จินตนาการควบคู่ไปกับความใฝ่รู้” ตามคำบอกเล่าของ Chung “ตัวอย่างเช่น ในอดีตยังไม่มีตลาดสำหรับการลงทุนในระยะเริ่มต้นมากนัก ดังนั้น ฉันจึงต้องวาดภาพตลาดนั้นขึ้นมาในหัว” และเธอได้นำแนวคิดไปปฏิบัติจริงด้วยการสนับสนุนเงินทุนใน Rebellons บริษัทผู้ผลิตชิป AI ของเกาหลีได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นผ่าน Kakao Ventures โดยควักเงินลงทุนไป 2 พันล้านวอนจากมูลค่าการระดมทุนรอบแรกที่ 5.5 พันล้านวอนในปี 2020 เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา Rebellions กลายเป็นผู้ผลิตชิป AI ระดับยูนิคอร์นรายแรกของประเทศด้วยมูลค่าประเมินอยู่ที่ 1.3 ล้านล้านวอน หรือเทียบเท่ากับ 1 พันล้านเหรียญในขณะนั้น หลังจากควบรวมกับบริษัทคู่แข่งที่มี SK Group ของเศรษฐีพันล้าน Chey Tae-won เป็นเจ้าของ (Kakao ยังคงถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว)


    การทุ่มเดิมพันครั้งใหญ่ของ Chung ในเทคโนโลยีใหม่ยังไม่มีสิ่งใดรับประกันได้ว่าจะประสบความสำเร็จอุตสาหกรรมยังเต็มไปด้วยความกังวลว่าเทคโนโลยี Al agents อาจเป็นเพียงกระแสมากกว่าจะกลายเป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริง และการเจาะตลาดเข้าถึงผู้ใช้งานอาจเป็นความท้าทายสำคัญไม่ต่างจากกรณี metaverse ของ Facebook ที่แม้ยักษ์ใหญ่สื่อสังคมออนไลน์จะปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ด้วยการเปลี่ยนชื่อเป็น Meta และทุ่มงบหลายหมื่นล้านเหรียญในโครงการโลกเสมือนจริง ทว่าจนปัจจุบันก็ยังไม่สามารถสร้างผลงานที่จับต้องได้อย่างชัดเจน ในทำนองเดียวกับ OpenAI บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Google Anthropic และ Salesforce ได้ทยอยเปิดตัว Al agents สำหรับทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ แต่เทคโนโลยีเหล่านี้ยังห่างไกลจากการได้รับการยอมรับในวงกว้าง

    OpenAi ยังถูกจำกัดสิทธิ์ในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลจากผู้ช่วยอัจฉริยะ Kanana ภายหลังจากการพิจารณาของภาครัฐซึ่ง Kakao ยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบเนื่องจากประเด็นความกังวลเกี่ยวกับการแบ่งปันข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขบัญชีธนาคารและรายละเอียดบัตรเครดิต คณะกรรมการ Personal Information Protection Commission มีมติให้จัดเก็บข้อมูลการสนทนาทั้งหมดไว้ในฐานข้อมูลที่ควบคุมโดย Kakoo แต่เพียงผู้เดียว และ OpenAi ไม่ได้รับอนุญาตให้นำข้อมูลดังกล่าวไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์

    ณ ปัจจุบันคำมั่นของ Lee Jae-myung ประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนใหม่ที่ประกาศการลงทุน 100 ล้านล้านวอนในเทคโนโลยี AI และออกมาตรการสนับสนุนบริษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ของประเทศส่งผลให้ราคาหุ้นของ Kakao ที่เคยตกต่ำพุ่งขึ้นกว่า 85% ภายในช่วงเวลา 2 เดือน นอกจากนี้อีกแรงหนุนมาจาก กระแสร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่เตรียมเปิดทางให้บริษัทในเกาหลีใต้สามารถออก stablecoin ที่อิงกับค่าเงินวอน ซึ่ง Kakao Pay แพลตฟอร์มด้านการชำระเงินภายใต้กลุ่ม Kokoo ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ถูกจับตามองว่าเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์หลัก ราคาหุ้น Kakao Pay ทะยานขึ้นแรงในช่วงแรก ก่อนจะปรับตัว ลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อหน่วยงานกำกับดูแลออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของ stablecoin

    Chung แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ในการนำพาบริษัทฝ่าปัญหาท้าทายโดยมี “จินตนาการ” เป็นอาวุธลับในมือ “เทคโนโลยีนี้มีแนวโน้มเติบโตได้เมื่อโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่” เธอกล่าว




เรื่ิอง : JOHN KANG เรียบเรียง : นวตา สันติวัฒนา

ภาพ : JAEHYUN KIM



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ มุ่งมั่น-แบ่งปัน “ทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์”

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนธันวาคม 2568 ในรูปแบบ e-magazine

TAGGED ON