Mistral บริษัทสตาร์ทอัพผู้สร้าง AI และเครือข่ายจากฝรั่งเศส

Mistral บริษัทสตาร์ทอัพผู้สร้าง AI และเครือข่ายจากฝรั่งเศส

FORBES THAILAND / ADMIN
10 Jul 2026 | 09:01 AM
READ 138

ครั้งหนึ่ง Mistral ซึ่งมีฐานอยู่ในกรุง Paris เคยต้องการพัฒนาโมเดล AI ระดับแนวหน้าเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับ OpenAI และ Anthropic แม้ว่าจะไม่สำเร็จ แต่หลายคนก็ไม่ได้สนใจว่า AI จากที่นี่จะล้ำสมัยที่สุดหรือไม่ ขอแค่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐฯ หรือจีนก็เป็นพอ


    ณ งาน AI Action Summit ใจกลางเมือง New Delhi ประเทศอินเดียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Arthur Mensch ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Mistral บริษัท AI ชั้นนำจากฝรั่งเศสปรากฏตัวบนเวที แต่ก็ดึงความสนใจเพียงแค่ผู้ชมกลุ่มเล็กๆ เพราะที่นั่นเกือบทุกคนกำลังรอฟังคำบรรยายของ Sam Altman จาก OpenAI และ Dario Amodei จาก Anthropic เกี่ยวกับคำสัญญา และความเสี่ยงของ AI ในระดับอัจฉริยะขั้นสูง

    แต่ทั้งนี้ ผู้บริหารและนักวิจัยจำนวนหนึ่งในกลุ่มผู้ฟังของ Mensch สามารถจับใจความที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เขาบอกว่า นี่ไม่ใช่ Silicon Valley แต่เป็นโลกทั้งใบที่ควรมีอำนาจควบคุมชะตากรรม AI ของตนเอง และ Mensch สามารถช่วยได้ "AI ควรเป็นเครื่องมือส่งเสริมศักยภาพ ไม่ใช่เพื่อยึดครอง"

    วิสัยทัศน์ของ Mensch ที่มีต่อ Mistral และ AI สรุปได้ใน 1 คำคือ "อิสรภาพ" ในขณะที่โมเดล AI คู่แข่งจาก silicon valley เป็นระบบปิด (black-box) แต่โมเดลส่วนใหญ่ของ Mistral เป็นสิ่งที่คน IT เรียกกันว่า “open-weight" ซึ่งเป็นโมเดลโอเพนซอร์สที่อนุญาตให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงโครงสร้างภายใน พร้อมกับปรับแต่ง AI ด้วยข้อมูลของตนเอง หรือดาวน์โหลดเพื่อการใช้งานแบบออฟไลน์หรือเก็บไว้ในเครื่องของตนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

    แนวคิดนี้ได้รับการตอบรับท่ามกลางความหวาดผวาของผู้บริหารรุ่นเก่าเมื่อ OpenAI และ Anthropic ป่าวประกาศว่า พวกเขาจะครองโลก รวมถึงภัยคุกคามใหม่ๆ จากบริษัท AI ของจีน แต่ข้อความของ Mensch ว่าด้วยอำนาจควบคุมและอธิปไตยนั้นกลับสร้างความผ่อนคลาย เช่นเดียวกับข้อเสนอของเขาที่จะส่งวิศวกรไปติดตั้งและเปิดการใช้งานให้ถึงที่ อย่าว่าแต่การส่งข้อมูลข้ามประเทศเลย ข้อมูลของลูกค้ายังไม่ต้องออกจากออฟฟิศด้วยซ้ำ

    "เราเป็นบริษัทเดียวจริงๆ ที่อนุญาตให้สร้างระบบอัตโนมัติสำหรับธุรกิจหลัก รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อยอดจากโครงสร้างแบบเปิด ซึ่งเป็นคุณค่าที่แท้จริงทุกที่ทั่วโลก" Mensch วัย 33 ปี กล่าวจากสำนักงานของ Mistral ซึ่งตั้งอยู่ในเขต 10 อันทันสมัยของ Paris ขณะที่เด็กๆ กำลังเตะฟุตบอลอยู่บริเวณลานด้านหลัง

    บริษัทต่างๆ ในยุโรปให้ความสนใจ Mistral เป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลระดับรัฐแห่งหนึ่งของเยอรมนีกำลังยกเลิกการใช้ Microsoft Office ในงานราชการ ในขณะที่ฝรั่งเศสอยู่ระหว่างพัฒนาเครื่องมือทางเลือกนอกเหนือไปจาก Zoom สำหรับการประชุมวิดีโอ สถานการณ์นี้เปิดโอกาสให้ Mensch เข้ามานำเสนอจุดขายของ AI ที่มีความปลอดภัย และถูกพัฒนาโดยยุโรปเองอย่างภาคภูมิ 

    ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า คำขู่ผนวกกรีนแลนด์ และคำสัญญาว่าจะปกป้องบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ จากการกำกับดูแลทั้งหลาย ล้วนต่างจุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับการพึ่งพาแต่เฉพาะผลิตภัณฑ์ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ซอฟต์แวร์จนถึงศูนย์ข้อมูล และมาจนถึง AI ในปัจจุบัน "อิสรภาพที่เรามอบให้กับลูกค้ามีความสำคัญต่อผลิตภัณฑ์ของเรามาก" Mensch กล่าว

    Mistral จำเป็นต้องมีจุดแข็งเหนือกว่าใครๆ ทุกทางเท่าที่มี Mensch และผู้ร่วมก่อตั้งคือ Guillaume Lample และ Timothée Lacroix คือบุคลากรสายเทคนิคระดับหัวกะทิของฝรั่งเศส พวกเขาคือผลผลิตจากห้องปฏิบัติการ AI ชั้นนำของสหรัฐฯ ที่มีสาขาใน Paris แต่ Mistral กลับทำอันดับร่วงลงไปตามหลังกลุ่มผู้นำในการจัดอันดับสมรรถนะ AI แย่ถึงขนาดที่ว่า หากวัดกันตามเกณฑ์มาตรฐานยอดนิยมแล้ว แม้กระทั่งโมเดลที่ดีที่สุดของ Mistral ยังน่าจะแพ้ให้กับ Claude เวอร์ชันที่เปิดตัวออกมาก่อนหน้านี้ถึง 9 เดือน ซ้ำร้ายกว่านั้นพวกเขายังสู้โมเดล open-weight รุ่นใหม่ของสตาร์ทอัพจีนอย่าง DeepSeek หรือแม้กระทั่ง Alibaba ยักษ์ใหญ่สายเทคโนโลยีไม่ได้ด้วยซ้ำ

    นั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ บรรดาคู่แข่งจากสหรัฐฯ ของ Mistral มีเงินทุนมหาศาล ในแต่ละปีพวกเขาพร้อมจ่ายเงินกว่า 3.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ Mistral ระดมทุน (รวมถึงทุนจากสถาบันต่างๆ ในฝรั่งเศส เช่น BNP Paribas และ Bpifrance) ที่บริษัทได้รับมาจนถึงตอนนี้ ขณะที่บรรดาคู่แข่งจากจีนอ้างว่า พวกเขาสามารถฝึกโมเดล AI ได้ในราคาที่ถูกกว่า แม้จะถูกตั้งข้อสงสัยอย่างกว้างขวางว่ามีการ "กลั่นกรอง" ความลับจากธุรกิจ AI ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ด้วยการป้อนคำสั่งให้ Claude และ ChatGPT นับล้านๆ ครั้งเพื่อใช้ฝึกโมเดลของตนเอง

    ในอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะน่าจะทำให้ Mistral ตกเป็นม้านอกสายตา แต่ Mensch เดิมพันว่า โมเดลที่ผลิตในยุโรปซึ่งมีขนาดเล็กกว่าและราคาถูกกว่า เหมาะกับรัฐบาลและบริษัทต่างๆ ทั่วโลกมากกว่าโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) แบบปิดของสหรัฐฯ ที่มีพลังประมวลผลสูงกว่ามาก 

    นอกจากนี้ Jeannette zu Fürstenberg จากกองทุนร่วมลงทุน General Catalyst ซึ่งเป็นผู้ลงทุนใน Mistral ยังบอกด้วยว่า การที่บริษัทตะวันตกขนาดใหญ่ต้องพึ่งพาโมเดลของจีนนั้นมีความเสี่ยงมากเกินไป กลยุทธ์ดังกล่าวได้ผลเป็นอย่างดีจนสามารถสร้างได้ราย 200 ล้านเหรียญในปี 2025 Mensch บอกว่า ไม่เกินเดือนธันวาคมนี้ Mistral เริ่มทำรายได้ราวเดือนละ 80 ล้านเหรียญ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่สามารถทำไรได้เพราะค่าใช้จ่ายด้านข้อมูลและการประมวลผลยังอยู่ในระดับสูง

    "คำถามคือ หากเป็นการจัดอันดับผู้นำโดยองค์กรอิสระ Mistral จะได้ครองอันดับ 1 หรือไม่" Anjney Midha ผู้นำการลงทุนของ Andreessen Horowitz ให้กับ Mistral กล่าวในรอบการระดมทุน 415 ล้านเหรียญเมื่อปี 2023 ปัจจุบันเขาบริหารบริษัทการลงทุนด้าน AI ของตนเองที่มีชื่อว่า AMP

    Mistral มีสัญญาอยู่กับ HSBC จาก London (ธนาคารขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของยุโรป ด้วยมูลค่าสินทรัพย์กว่า 3 ล้านล้านเหรียญ) Tesco (ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของสหราชอาณาจักรซึ่งทำรายได้กว่า 7 หมื่นล้านเหรียญในปี 2025) และ CMA บริษัทขนส่งที่มีขีดความสามารถสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก (ยอดขาย 5.4 หมื่นล้านเหรียญในปี 2025) ด้านประธานาธิบดีฝรั่งเศส Emmanuel Macron ที่เคยเรียก Mistral ว่าเป็นตัวอย่างของ "อัจฉริยะชาวฝรั่งเศส" ได้จัดเตรียมสัญญาไว้หลายฉบับเพื่อติดตั้ง AI ของบริษัทให้กับหน่วยงานรัฐบาลต่างๆ ตั้งแต่กองทัพไปจนถึงสำนักงานจัดหางาน 

    นอกจากนี้ Mistral ยังทำงานร่วมกับกองทัพสิงคโปร์ รวมถึงรัฐบาล กรีซและลักเซมเบิร์ก "หาก Mistral กลายเป็นบริษัทมูลค่าแสนล้านเหรียญไม่ได้ก็ต้องโทษตัวเองเท่านั้น" Fürstenberg กล่าว

    คนที่ silicon valley อาจค่อนแคะว่า สตาร์ทอัพอย่าง Mistral แทบจะไม่ต่างอะไรจากผู้บูรณาการระบบ โดยมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากสัญญาให้บริการคำปรึกษาในรูปแบบเดียวกับ Palantir มากกว่า AI อันล้ำสมัย แต่จะสำคัญอะไรในเมื่อกลยุทธ์นี้กำลังได้ผล เวลานี้ Mistral ได้รับการสนับสนุนจาก ASML บริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงสุดในยุโรป (มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 5.6 แสนล้านเหรียญ) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ที่แทบทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลกต้องพึ่งพา สำหรับใช้แกะสลักวงจรลงบนชิปซิลิคอนด้วยแสงอัลตราไวโอเลต 

    บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เนเธอร์แลนด์แห่งนี้คือผู้นำรอบการระดมทุนมูลค่า 2 พันล้านเหรียญให้กับ Mistral เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา และยังตกลงที่จะใช้ AI ของ Mistral ในผลิตภัณฑ์และการวิจัยของบริษัท ในการระดมทุนรอบนี้มีการประเมินมูลค่า Mistral ไว้ที่ 1.4 หมื่นล้านเหรียญ ส่งผลให้ผู้ร่วมก่อตั้งทั้ง 3 คนกลายเป็นเศรษฐีระดับพันล้านทันที โดยแต่ละคนถือหุ้น 13% คิดเป็นมูลค่า 1.8 พันล้านเหรียญ

    หากต้องการเติบโตอย่างต่อเนื่อง Mistral จะต้องใช้ประโยชน์จากตลาดเฉพาะกลุ่มของตนเองอย่างเต็มที่ในฐานะพื้นที่ปลอดภัยจากมหาอำนาจ AI ในสหรัฐฯ และจีน และแน่นอนว่า Mistral จะล้มเลิกการพัฒนาโมเดลของตนเองไปอย่างสิ้นเชิงไม่ได้ เมื่อถึงจุดหนึ่งโมเดลของ OpenAI และ Anthropic อาจพัฒนาได้ดีมากเสียจนกระทั่งลูกค้ารายใหญ่บางรายอาจยอมแลกความปลอดภัยและอธิปไตย เพื่อให้ได้มาซึ่งสมรรถนะการทำงานของ AI แต่เพียงอย่างเดียวก็เป็นได้

    Mensch เกิดในย่านชานกรุง Paris คุณแม่เป็นครูสอนฟิสิกส์ ขณะที่คุณพ่อเปิดบริษัทเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์เล็กๆ Mensch เป็นนักวิทยาศาสตร์รุ่นที่ 3 ของครอบครัว (คุณปู่ของเขาทำงานเกี่ยวกับระบบข้อมูลสุขภาพ) 

    Mensch ได้พบกับ Lample วัย 35 ปี ที่ École Polytechnique สถาบันชั้นนำของ Paris ขณะที่ Lample กำลังศึกษาระดับปริญญาเอกด้าน AI ณ Pierre and Marie Curie University (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Sorbonne) ในปี 2016 เขาทำงานในส่วนงานวิจัย AI ที่ Meta ร่วมกับ Lacroix วัย 34 ปี ส่วน Mensch นั้นหลังจากจบปริญญาเอกจาก University of Paris-Saclay เขาทำงานวิจัยหลังปริญญาเอกเป็นเวลา 2 ปี ก่อนเข้ารับหน้าที่ในส่วนงาน DeepMind ณ สำนักงาน Google ที่ Paris ในปี 2020

    ที่แห่งนี้เอง Mensch ได้จัดทำรายงานการค้นพบครั้งสำคัญซึ่งแสดงให้เห็นว่า การสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าที่เคยคิดกันไว้มาก Lacroix และ Lample นำแนวคิดดังกล่าวไปใช้ช่วยสร้างโมเดลแบบ open-weight ต้นทุนต่ำ ณ ห้องปฏิบัติการ Fundamental AI Research ของ Meta เมื่อมีการเปิดตัวโครงการชื่อ Llama ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2023 ก็ได้รับความนิยมโดยทันทีด้วยขนาดกะทัดรัด ราคาย่อมเยา ทว่าทรงพลัง เหมาะสำหรับนักวิจัยทางวิชาการและสตาร์ทอัพที่มีงบประมาณจำกัดอย่างลงตัว ไม่นานนักทั้ง 3 คนก็ลาออก "เราเริ่มคิดกันแล้วว่าจะทำอะไรกันได้บ้างที่ฝรั่งเศสนี้" Mensch กล่าว

    เวลาผ่านไปนับสิบๆ ปี ผ่านความรุ่งเรืองของยุคดอตคอม กระแสสื่อสังคมออนไลน์ และการแจ้งเกิดของคลาวด์ แต่บนถนนสายเทคโนโลยีนั้นยุโรปยังคงติดแหง็ก บรรดาผู้ร่วมก่อตั้ง Mistral เชื่อว่า ทวีปแห่งนี้จำเป็นต้องมีโมเดล AI เป็นของตนเอง และรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิการสังคมและยักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรมจะยอมจ่ายเงินเอง พวกเขาตั้งชื่อบริษัทตามกระแสลมที่พัดถล่มทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในฤดูหนาว โดยมี Lightspeed บริษัทร่วมลงทุนใน Silicon Valley เป็นผู้นำการระดมทุนได้ 115 ล้านเหรียญในปี 2023 นับเป็นมูลค่าสูงสุดของยุโรปในเวลานั้น

    ต่อมาในปีเดียวกัน Mistral เปิดตัวโมเดลชุดแรกซึ่งสร้างความฮือฮาไม่น้อย Mensch ทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้ว่า AI ที่ดีจะต้องสามารถสร้างและใช้งานได้ด้วยต้นทุนเพียงเสี้ยวเดียวของ OpenAI และ ChatGPT เท่านั้น ในเวลาต่อมาบริษัทได้เปิดตัวแอปพลิเคชันสไตล์เดียวกับ ChatGPT โดยมีชื่อเรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Le Chat ทั้งนี้ข้อมูลจาก Appfigures ระบุว่า Le Chat มียอดดาวน์โหลด 1 ล้านครั้งใน 7 สัปดาห์แรก ส่วนมากแล้วอยู่ในฝรั่งเศส

    แต่เพียงไม่นาน Mistral ก็ถูกทิ้งห่าง ทั้งในด้านความเร็วและเงินทุน ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา OpenAI และ Anthropic ระดมทุนได้มากกว่า 2 แสนล้านเหรียญ และมีการประเมินมูลค่าบริษัทไว้ที่ 8.4 แสนล้านเหรียญ และ 3.8 แสนล้านเหรียญ ตามลำดับ เมื่อปีที่แล้ว OpenAI มีรายได้ประมาณ 1.3 หมื่นล้านเหรียญ ขณะที่ Anthropic ทำได้ราว 4.5 พันล้านเหรียญ จากการสำรวจผู้บริหารธุรกิจในองค์กรขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ จำนวน 500 คนของ Menlo Ventures พบว่า Anthropic ครองส่วนแบ่งตลาด 40% และ OpenAI 27% ในขณะที่ Mistral มีส่วนแบ่ง 2% (แต่ทั้งนี้ Menlo Ventures เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของ Anthropic)

    ยังไม่ทันพ้นปี 2024 ก็ดูเหมือนว่าลมส่ง Mistral จะเริ่มอ่อนกำลัง นักวิจารณ์พูดกันว่า บริษัทเริ่มโดนทิ้งห่างออกไปทุกที นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า พวกเขาทำรายได้ในปีนั้นไม่ใกล้เคียง 50 ล้านเหรียญด้วยซ้ำ Mensch ยอมรับว่าทีมงานของเขาต้องอาศัย "การเรียนรู้ไปพร้อมกับการทำงาน" หลังจากมัวแต่ง่วนอยู่กับการทำงานในห้องวิจัยจนแทบไม่ได้สนใจเรื่องการหาเงิน อย่างไรก็ตามเมื่อบริษัทบรรลุข้อตกลงฉบับสำคัญๆ หลังการเจรจาอันที่ดำเนินไปอย่างช้าๆ รายได้ก็เริ่มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    ในความพยายามที่จะคว้าลูกค้ารายใหญ่ Mistral หยิบยืมแนวคิดมาจาก Palantir นั่นคือการมี "วิศวกรหน้างาน" Mensch ไม่ได้ขายเฉพาะโมเดล AI แต่ยังส่งพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญสูงไปแก้ไขปัญหาธุรกิจ วิศวกรของ Mistral จะทำงานร่วมกับโมเดล AI แบบ open- weight ใดก็ได้ (ไม่ใช่แค่โมเดลของตนเอง) แต่แน่นอน Mensch บอกว่า ลูกค้ามักจะชอบของ Mistral มากกว่าเพราะ "พวกเขามั่นใจในวิธีการทำงานและรู้ว่ามัน (ระบบ) อาจมีความลำเอียงในลักษณะใดบ้าง"

    ปัจจุบัน Mistral มีทีมงานประจำสำนักงานต่างๆ ของ HSBC ใน London ซึ่ง Stuart Riley ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศของ HSBC บอกว่า เพื่อช่วยสร้างเครื่องมือ AI ที่จะช่วยให้พนักงาน 200,000 คนสามารถปฏิบัติงานซ้ำๆ ได้โดยอัตโนมัติ เช่น การตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมาย Riley บอกด้วยว่า HSBC ใช้โมเดล AI หลายตัวด้วยกัน แต่ Mistral เข้ามาเติมเต็มในส่วนสำคัญคือ กระบวนการทำงานที่ประกอบไปด้วยข้อมูลที่มีความอ่อนไหว "เห็นได้ชัดว่าเราต้องมั่นใจได้ว่าโมเดลเหล่านี้ รวมถึงข้อมูลนั้นจัดเก็บไว้ในที่ที่ถูกต้องอย่างเคร่งครัด"

    พนักงาน 700 คนของ Mistral มักจะแซวกันว่า อนาคตของบริษัทฝากไว้กับการก้าวขึ้นมาแข่งขันกับ Palantir ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดทะยานแตะ 3.3 แสนล้านเหรียญไปแล้ว โปสเตอร์ที่ติดอยู่ทั่วสำนักงานเป็นการล้อเล่นชื่อ Palantir และคำว่า Poulet ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ไก่ โปสเตอร์แผ่นหนึ่งดูเหมือนจะเป็นภาพของ Alex Karp เศรษฐีพันล้าน CEO ของ Palantir ที่มีหัวเป็นไก่โต้ง ส่วนอีกแผ่นเป็น "Poulantir" ที่เข้าจดทะเบียนใน NYSE

    แม้ Mensch จะยอมรับว่า Mistral และ Palantir มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ทับซ้อนกันอยู่ แต่เขามั่นใจในแต้มต่อของตนเอง ในยุโรป Palantir เริ่มตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นนับตั้งแต่ Karp เริ่มแสดงจุดยืนคล้าย Trump อีกทั้งยังคว้าสัญญาขนาดใหญ่กับรัฐบาลกลางได้เป็นจำนวนมาก เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม Mensch ยังคงต้องเผชิญหน้ากับ OpenAI และ Anthropic ที่อยู่ระหว่างการจัดตั้งทีมวิศวกรหน้างานของตนเองขึ้นมาเช่นกัน

    ข้อได้เปรียบหนึ่งที่ทั้ง OpenAI และ Anthropic ไม่สามารถเลียนแบบได้คือ สิ่งที่ Mensch เรียกว่า "ความเป็นหนึ่งเดียวกันในชุมชน" ร่วมกับ Macron และผู้นำชาติอื่นๆ ในยุโรป เขารู้ดีว่าชะตากรรมของ Mistral มีความผูกพันกับชะตากรรมของทวีปยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ "ถ้าเราประสบความสำเร็จ ยุโรปก็จะประสบความสำเร็จ"

    ไม่เพียงแต่ในยุโรปเท่านั้น แต่ Mensch บอกว่า รายได้ของ Mistral ราว 40% มาจากลูกค้าในสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ นอกยุโรป ซึ่งจุดขายไม่ได้อยู่ที่ความรักชาติ แต่เป็นเรื่องของอำนาจควบคุมและต้นทุนเสียมากกว่า บรรดาผู้บริหารในสหรัฐฯ มีเหตุผลให้ต้องกังวลเกี่ยวกับความทะเยอทะยานของบริษัท AI ยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย "หากมองว่าเป็นการแข่งขันระหว่างยุโรปกับสหรัฐฯ ผมคิดว่าไม่ใช่" Mensch กล่าว "ที่จริงแล้วมันเป็นการแข่งขันระหว่าโมเดลแบบเปิดกับแบบปิดมากกว่า"

    ภายในสำนักงานของ Mistral ที่ Paris นั้น Mensch ตื่นเต้นไม่น้อยที่จะได้บอกเล่าโครงการใหม่คือ การพัฒนา AI ที่สามารถควบคุมแขนของหุ่นยนต์ได้ นับเป็นความพยายามหนึ่งของ Mistral ที่จะช่วยให้ยักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรมในยุโรปได้กลับมาสู่เกมอีกครั้ง ในขณะที่จีนและสหรัฐฯ กำลังพัฒนาหุ่นยนต์รุดหน้าไปไกล 

    นอกจากนี้ Mistral ยังเปิดตัวโมเดล AI ขนาดเล็กที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง โดยรวมถึงโมเดลหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อการถอดความเสียงด้วยความเร็วสูง ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์

    จนถึงจุดนี้ต้องยอมรับว่า CEO หนุ่มของ Mistral สามารถรับมือสถานการณ์ลำบากได้เป็นอย่างดี ในการสร้าง AI นั้นแม้จะเป็นบริษัทที่มีทรัพยากรมากมายมหาศาลอย่าง Microsoft, Amazon, Apple และแม้กระทั่ง xAI ของ Elon Musk ล้วนเสียกระบวนกันไปหมด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการท้าทายจาก OpenAI และ Anthropic ขณะที่ Meta ทุ่มเงินลงทุนพัฒนา AI ไปมากถึง 7 หมื่นเหรียญเมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ต้องเลื่อนกำหนดการเปิดตัวโมเดลใหม่ออกไป เช่นเดียวกับ xAI ซึ่งจ่ายเงินนับพันๆ ล้านเหรียญ แต่แชทบอท Grok ของพวกเขาก็ยังสู่คู่แข่งไม่ได้ อีกทั้งยังมีปัญหากับหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก

    สำหรับตอนนี้นับว่า Mistral แทบจะมีสถานะผูกขาดในตลาดโมเดลแบบ open-weight ที่พัฒนาในยุโรป ในขณะที่ Meta ดูจะยังคงลังเลที่จะสร้างโมเดลแบบเปิดต่อจาก Llama ส่วนข้อมูลจากคลังโมเดล AI อย่าง Hugging Face ระบุว่า โมเดล open-weight รุ่นปี 2025 ของ OpenAI ที่ออกมาเคียงข้างกับ GPT-5 นั้นยังไม่ได้รับความนิยมเท่าไรนัก อย่างไรก็ตามช่องว่างดังกล่าวอาจอยู่ได้ไม่นาน เวลานี้ NVIDIA ผู้สนับสนุนรายหนึ่งของ Mistral ลงมือผลักดันโมเดล open-weight ของตนเองและยังทุ่มเงินนับพันๆ ล้านเหรียญเพื่อการพัฒนาด้วย

    ความเสี่ยงสำคัญที่สุดสำหรับทั้ง Mistral และบริษัทเทคโนโลยีเก่าแก่ของสหรัฐฯ คือ Anthropic, OpenAI และ Google ในฐานะผู้นำการเขียนโค้ดด้วย AI จะยิ่งทำให้พวกเขาสามารถเร่งพัฒนาโมเดลใหม่ๆ ที่สามารถปรับปรุงตัวเองได้โดยอัตโนมัติ แม้กระทั่งเวลานี้ยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 มี AI ที่สามารถเขียนโค้ดได้เร็วกว่านักพัฒนาอยู่แล้ว และยังมีข้อผิดพลาดน้อยจนน่าตกใจ ขณะที่โมเดลรุ่นต่อๆ ไปอาจจะแซงหน้ากลุ่มพนักงานออฟฟิศอื่นๆ เป็นจำนวนมาก

    Mensch โต้กลับด้วยการมอบอิสรภาพเพิ่มขึ้นทวีคูณ "ลูกค้าของเราหลายรายบอกว่า เราช่วยสร้าง AI ที่ไม่ได้ทำงานในระบบของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft, Google และ Amazon ได้ไหม" Mistral จึงอยู่ระหว่างการพัฒนาศูนย์ข้อมูลของตนเอง เริ่มจากศูนย์ข้อมูลแห่งหนึ่งนอก Paris ซึ่ง Mensch คาดว่าจะมีกำลังการผลิตได้ถึง 200 เมกะวัตต์ภายในสิ้นปี 2027 อย่างไรก็ตามการก่อสร้างอาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 5 พันล้านเหรียญ แม้ว่าจะได้ประโยชน์จากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ของรัฐบาลฝรั่งเศสมาช่วยก็ตาม Mensch ขอความช่วยเหลือจากเมือง Abu Dhabi อันอุดมไปด้วยน้ำมัน และมีรายงานว่า พวกเขาเตรียมกู้ยืมเงินสำหรับชำระค่าใช้จ่ายอีกด้วย

    การเป็นความหวังของประเทศมาพร้อมกับภาระผูกพันมากมาย หน่วยงานกำกับดูแลการผูกขาดของฝรั่งเศสและยุโรปไม่น่าจะอนุมัติการขาย Mistral ให้กับบริษัทต่างชาติ ท่ามกลางข่าวลือเมื่อปีที่ผ่านมาว่า Apple มีแผนที่จะยื่นข้อเสนอ "เราได้รับการติดต่อเข้ามา แต่เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่า Mistral อยู่บนเส้นทางสู่การเติบโตเป็นบริษัทขนาดใหญ่และเสรี" Mensch กล่าว เขาบอกด้วยว่า ลูกค้าของเขากำลังต้องการแยกตัวจากผู้ให้บริการรายเดิมๆ แต่นั่นเป็นเพียงการเดิมพันของ Mistral เท่านั้น บริษัทไม่ได้ต้องการทุ่มเงินลงทุนมากกว่าคู่แข่งใน San Francisco แต่เมื่อพวกเขามีอำนาจมากขึ้น โอกาสของ Mensch ก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย


เรื่อง: Iain Martin เรียบเรียง: รัน-รัน ภาพ: Levon Biss




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ดาต้าเซ็นเตอร์ จะใช้พลังงานไฟฟ้าพุ่ง 2 เท่าใน 5 ปี

​อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมิถุนายน 2569 ในรูปแบบ e-magazine


TAGGED ON