Sanae Takaichi นายกฯ ญี่ปุ่นผู้คว้าชัยเหนือความคาดหมาย

Sanae Takaichi นายกฯ ญี่ปุ่นผู้คว้าชัยเหนือความคาดหมาย

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเมื่อไม่นานมานี้นำมาซึ่งคำถามสำคัญว่า เธอจะสามารถนำพาประเทศให้พ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังสหรัฐฯ และโลกเสรีได้หรือไม่?


    Sanae Takaichi ที่เข้ารับตำแหน่งไม่นานมานี้ มีความชื่นชมในตัว Margaret Thatcher เป็นอย่างยิ่ง ในช่วงปี 1979-1990 รวมแล้ว 11 ปี อดีตผู้นำของสหราชอาณาจักรหรือ “สตรีเหล็ก” ผู้นี้ได้พลิกฟื้นประเทศของเธอจากฉายา “คนป่วยแห่งยุโรป” อันเต็มไปด้วยภาวะเงินเฟ้อ ภาระภาษีที่สูงเกินไป และเศรษฐกิจย่ำแย่ให้กลับมาผงาดเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก โดย Thatcher ทำการปรับลดภาษี ควบคุมภาวะเงินเฟ้อ และดำเนินนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าว

    ในทำนองเดียวกัน Takaichi มีจุดยืนที่แข็งกร้าวด้านความมั่นคงโดยผลักดันการเพิ่มงบประมาณกลาโหมครั้งใหญ่เพื่อรับมือภัยคุกคามจากจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น เธอมุ่งกระชับความสัมพันธ์ทางทหารและเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ ให้แนบแน่นกว่าเดิม อย่างไรก็ตามนโยบายเศรษฐกิจของเธอซึ่งแทบไม่ต่างจากแนวทางเดิมจะยังไม่สามารถดึงประเทศให้หลุดพ้นจากหลุมดำทางเศรษฐกิจที่อันตราย

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นดำเนินนโยบายใช้จ่ายภาครัฐในระดับมหาศาลควบคู่ไปกับการเก็บภาษีอัตราสูง ส่งผลให้อัตราหนี้สาธารณะต่อ GDP ของญี่ปุ่นสูงกว่าสหรัฐฯ เกือบ 2 เท่า ตั้งแต่ปี 1999-2024 ธนาคารกลางญี่ปุ่นดำเนินนโยบายดอกเบี้ย 0% ที่สร้างผลเสียรุนแรง รัฐบาลบีบให้สถาบันการเงินเพิ่มสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันพันธบัตรเหล่านั้นมีมูลค่าตลาดต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีอย่างน่าตกใจ

    ญี่ปุ่นกำลังกำลังประสบปัญหาภาระภาษีที่สูงเกินไป อัตราภาษีเงินเดือนอยู่ที่ระดับสูงกว่า 32% เทียบกับ 15.3% ในสหรัฐฯ โดยไม่มีการกำหนดเพดานรายได้ที่ใช้ในการคำนวณภาษีสำหรับประกันสังคม ขณะที่ในสหรัฐฯ จำกัดรายได้ที่ต้องเสียภาษีดังกล่าวไว้ที่ 176,100 เหรียญ ในขณะที่ภาษีนิติบุคคลของญี่ปุ่นอาจสูงเกือบ 35% ขึ้นอยู่กับขนาดของบริษัท ส่วนอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดอยู่ที่ 45% ยิ่งไปกว่านั้นค่าเงินเยนยังคงอ่อนอย่างต่อเนื่อง

    การลดภาษีขนานใหญ่แบบ Thatcher ก็ดูจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากการปรับเปลี่ยนด้านภาษีที่เสนอนั้นเล็กน้อยมากและคาดว่าญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มที่จะจัดเก็บภาษีธุรกิจเพิ่มขึ้นอีกในปี 2026 Takaichi จำเป็นต้องหันมาใช้นโยบายทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและเด็ดขาดเช่นเดียวกับ Thatcher

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นติดหล่มมานานกว่า 30 ปี ดังนั้น นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องทำความเข้าใจถึงต้นตอที่แท้จริงของปัญหา จากนั้นเธอต้องใช้ทักษะทางการเมืองผลักดันการปฏิรูปในแบบ Thatcher ให้เกิดขึ้นจริง โดยเริ่มจากการลดอัตราภาษีอย่างมีนัยสำคัญ

    การติดหล่มความซบเซาทางเศรษฐกิจอย่างยาวนานของญี่ปุ่นแตกต่างจากเส้นทางแห่งความรุ่งเรืองยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงปลายทศวรรษ 1940-1980 แบบหน้ามือเป็นหลังมือ ในช่วงนั้นญี่ปุ่นดำเนินนโยบายลดภาษีอย่างเป็นระบบ ควบคุมการใช้จ่ายของภาครัฐอย่างเข้มงวด และรักษาเสถียรภาพค่าเงิน ปัจจัยทั้งหมดนี้เคยผลักดันให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตอย่างก้าวกระโดด

    ทว่าหลังจากนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นกลับเริ่มเบี่ยงเบนออกจากเส้นทางแห่งความสำเร็จเดิม โดยละทิ้งวินัยที่เคยยึดถือ นำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเงินและการคลังที่เรื้อรังมาถึงปัจจุบัน

    หากไม่เร่งแก้ไขการถดถอยทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงไปทั่วโลก วิกฤตค่าเงินเยนจะสั่นคลอนเสถียรภาพของสกุลเงินหลักอื่นๆ ซึ่งในเวลานี้ต่างกำลังเผชิญความเปราะบางอยู่แล้ว ในขณะที่ตลาดพันธบัตรจะเกิดความปั่นป่วน และบีบให้รัฐบาลทั่วโลกต้องกดดันธนาคารกลางให้เข้าอุ้มตลาดด้วยการซื้อพันธบัตรที่ไร้สภาพคล่อง ซึ่งแน่นอนเลยว่าจะเป็นการจุดชนวนภาวะเงินเฟ้อระลอกใหญ่ ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์จากวิกฤตดังกล่าวจะกลายเป็นแต้มต่อให้กับรัสเซีย จีน เกาหลีเหนือ และอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอื่นๆ ที่สร้างปัญหาในเวทีโลก

    ด้วยเหตุนี้ความสำเร็จของนายกรัฐมนตรี Takaichi จึงไม่ได้มีความหมายเพียงแค่เพื่อญี่ปุ่น แต่หมายถึงชัยชนะของประเทศในโลกเสรีทั้งมวล



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เปิดตัวอย่าง ‘12 สตรีทรงอิทธิพล’ ในทำเนียบ Forbes Power Women ปี 2025 ผู้กำหนดทิศทางโลกในทศวรรษหน้า

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมกราคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine