10 อันดับธุรกิจครอบครัวมูลค่าสูงสุดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

10 อันดับธุรกิจครอบครัวมูลค่าสูงสุดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

Forbes จัดอันดับธุรกิจครอบครัวที่มีมูลค่าสูงสุดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยักษ์ค้าปลีก “Walmart” ครองอันดับ 1 ด้วยมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านเหรียญ


    เป็นครั้งแรกที่ Forbes จัดอันดับ “ธุรกิจครอบครัวที่มีมูลค่าสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา” (America’s Most Valuable Public Family Businesses 2026) โดยมีกว่า 25 บริษัทอยู่ในลิสต์นี้ ซึ่งครอบคลุมธุรกิจหลากหลายประเภท และผู้บริโภคต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี

    การนิยามว่าบริษัทใดควรจัดเป็น “ธุรกิจครอบครัว” ไม่ใช่เรื่องง่าย Forbes จึงปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจครอบครัว เพื่อกำหนดเกณฑ์การจัดอันดับ โดยพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ เช่น สัดส่วนการถือหุ้นของครอบครัวในธุรกิจต้องไม่น้อยกว่า 10% เว้นแต่ครอบครัวนั้นจะมีอำนาจออกเสียงเกิน 33% รวมถึงบทบาทของสมาชิกครอบครัวในคณะผู้บริหารและคณะกรรมการบริษัท

    ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด สูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ Walmart ถือเป็นบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าสูงที่สุดอันดับ 10 ของสหรัฐฯ ตามหลังบริษัทอย่าง Nvidia, Microsoft และ Berkshire Hathaway

    อย่างไรก็ตาม Walmart เป็นเพียงบริษัทเดียวในกลุ่มบริษัทระดับล้านล้านเหรียญ ที่ Forbes จัดให้เป็นธุรกิจครอบครัว เนื่องจากทายาทของ Sam Walton ยังคงถือหุ้นรวมกันอยู่ 44% และดำรงตำแหน่งประธานบริษัทอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ผู้ก่อตั้งเสียชีวิตในปี 1992 ส่งผลให้ Walmart ครองอันดับ 1 ในการจัดอันดับครั้งใหม่นี้ โดยมีมูลค่าทิ้งห่างบริษัทอันดับถัดไปเกือบ 10 เท่า

    ส่วนบริษัทที่เก่าแก่ที่สุดใน 25 อันดับ คือ First Citizens BancShares ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1898 และรับช่วงต่อโดย Robert Powell Holding ในปี 1935 ซึ่งเป็นคุณปู่ของ Frank Holding Jr. ประธานและซีอีโอคนปัจจุบัน

    นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจตั้งแต่คลังเก็บของส่วนบุคคลอย่าง Public Storage คาสิโนอย่าง Las Vegas Sands ไปจนถึงร้านจำหน่ายอุปกรณ์กีฬาชั้นนำอย่าง Dick’s Sporting Goods และผู้ผลิตสินค้ายอดนิยมหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ของ Ford รวมไปถึงเครื่องสำอาง Estee Lauder เป็นต้น โดย 10 ธุรกิจครอบครัวที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ประกอบด้วย


อันดับ 1 Walmart 
ตระกูล Walton | มูลค่า 1 ล้านล้านเหรียญ


เครดิตภาพ AFP


    อันดับ 1 ได้แก่ Walmart ภายใต้ตระกูล Walton ซึ่งมีมูลค่าตลาดกว่า 1 ล้านล้านเหรียญ โดย Sam Walton ได้เปลี่ยนโฉมวงการค้าปลีกไปตลอดกาล เมื่อเปิดร้าน Walmart สาขาแรกขึ้นที่เมือง Rogers รัฐ Arkansas ในปี 1962

    โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เครือค้าปลีกรายนี้มีสาขามากกว่า 11,000 แห่งทั่วโลก ขึ้นแท่นเป็นผู้ค้าปลีกแบบหน้าร้านรายแรกที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญ

    ปัจจุบันทายาทของ Walton ยังคงถือหุ้นอยู่ 44% ของบริษัทที่มีรายได้ 713,000 ล้านเหรียญ โดย Rob Walton รับตำแหน่งประธานบริษัทต่อจากพ่อของเขาในปี 1992 ก่อนส่งต่อให้ Greg Penner ที่เป็นลูกเขยในปี 2015


อันดับ 2 Comcast
ตระกูล Roberts | มูลค่า 97,100 ล้านเหรียญ


เครดิตภาพ Comcast


    อันดับ 2 คือ Comcast ของตระกูล Roberts ที่แม้จะถูก Walmart ทิ้งห่างไปไกล แต่ก็มีมูลค่าตลาดถึง 97,100 ล้านเหรียญ โดยบริษัทมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Philadelphia รัฐ Pennsylvania

    Ralph Roberts ซื้อกิจการระบบเคเบิลทีวีขนาดเล็กในรัฐ Mississippi เมื่อปี 1963 ก่อนขยายจนกลายเป็นอาณาจักรเคเบิลยักษ์ใหญ่ ต่อมา Brian Roberts ลูกชายของเขาได้เข้ารับตำแหน่งประธานและซีอีโอในช่วงต้นทศวรรษ 2000 และเดินหน้าเข้าซื้อกิจการสำคัญ เช่น AT&T Broadband, NBCUniversal และ Sky ผู้ให้บริการสื่อจากสหราชอาณาจักร

    โดยปัจจุบัน Comcast มีรายได้ 124,000 ล้านเหรียญ ถึงแม้ว่าครอบครัว Roberts จะถือหุ้นเพียง 1% แต่ก็มีสิทธิออกเสียงถึง 33%


อันดับ 3 HCA Healthcare
ตระกูล Frist | มูลค่า 96,100 ล้านเหรียญ


เครดิตภาพ Tennessee Health Care Hall of Fame


    อันดับ 3 ทิ้งกันไม่ห่างมากนัก นั่นคือ HCA Healthcare ของตระกูล Frist ที่มีมูลค่าตลาด 96,100 ล้านเหรียญ โดย Thomas Frist Sr. ได้ร่วมก่อตั้ง Hospital Corporation of America หรือ HCA Healthcare ในปัจจุบัน ร่วมกับลูกชายของเขา Thomas Frist Jr. เมื่อปี 1968

    ปัจจุบันบริษัทเป็นเจ้าของโรงพยาบาลเกือบ 190 แห่งในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร โดย Thomas Frist Jr. ในวัย 87 ปี และครอบครัวถือหุ้นรวม 32% ของบริษัทที่มีรายได้ 75,600 ล้านเหรียญ ขณะที่ลูกชายทั้งสอง ได้แก่ Thomas Frist III และ William Frist ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท


อันดับ 4 Marriott International 
ตระกูล Marriott | มูลค่า 94,000 ล้านเหรียญ


เครดิตภาพ Marriott


    อันดับ 4 มากันที่ธุรกิจโรงแรมอย่าง Marriott International ของตระกูล Marriott ที่มีมูลค่าตลาด 94,000 ล้านเหรียญ ซึ่งทั้งเครือมีโรงแรมกว่า 9,700 แห่งใน 143 ประเทศ

    ย้อนกลับไป Marriott เริ่มต้นจากร้านรูทเบียร์ขนาดเล็กที่มีเพียง 9 ที่นั่งในกรุง Washington D.C. ซึ่ง J. Willard Marriott และ Alice Marriott เปิดกิจการในปี 1927 ก่อนเข้าสู่ธุรกิจโรงแรมในปี 1957

    ปัจจุบันทายาทยังถือหุ้น 17% ของบริษัทที่มีรายได้ 26,200 ล้านเหรียญ โดย David Marriott หลานชายของ Bill Marriott ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการตั้งแต่ปี 2022


อันดับ 5 Enterprise Products Partners
ตระกูล Duncan | มูลค่า 82,200 ล้านเหรียญ

เครดิตภาพ wikimedia commons


    อันดับ 5 Enterprise Products Partners ของตระกูล Duncan มีมูลค่าตลาด 82,200 ล้านเหรียญ โดย Dan Duncan ก่อตั้งบริษัทในปี 1968 ในฐานะผู้ค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว และปัจจุบันบริษัทมีเครือข่ายท่อส่งพลังงานยาวกว่า 50,000 ไมล์ ครอบคลุม 27 รัฐ

    ลูกทั้งสี่คนของ Duncan ได้รับมรดกหุ้นในสัดส่วนเท่ากัน และรวมกันถือหุ้น 32% ของบริษัทที่มีรายได้ 52,600 ล้านเหรียญ โดยมี Randa Duncan Williams ผู้เป็นลูกสาว ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริษัท


อันดับ 6 Cintas
ตระกูล Farmer | มูลค่า 67,900 ล้านเหรียญ

เครดิตภาพ Cintas


    อันดับ 6 มีมูลค่าตลาด 67,900 ล้านเหรียญ และมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง Cincinnati รัฐ Ohio นั่นคือ Cintas ของตระกูล Farmer

    Doc Farmer และ Amelia Farmer อดีตนักแสดงละครสัตว์ที่ถูกเลิกจ้างในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) เริ่มต้นธุรกิจด้วยการซักและจำหน่ายผ้าเช็ดทำความสะอาดมือสอง

    ต่อมา Dick Farmer ผู้เป็นหลานชายได้เข้ามารับช่วงกิจการในปี 1959 โดยใช้เวลากว่า 4 ทศวรรษสร้าง Cintas ให้กลายเป็นผู้นำด้านบริการเช่าเครื่องแบบพนักงานและบริการทำความสะอาดเชิงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันมีรายได้ 10,300 ล้านเหรียญ

    ขณะที่ Scott Farmer ลูกชายของ Dick เกษียณจากตำแหน่งซีอีโอในปี 2021 หลังดำรงตำแหน่งมา 18 ปี แต่ยังคงดำรงตำแหน่งประธานบริษัท โดยที่ครอบครัว Farmer ถือหุ้น 14%


อันดับ 7 Public Storage
ตระกูล Hughes | มูลค่า 52,900 ล้านเหรียญ

เครดิตภาพ University of Southern California


    อันดับ 7 คือ Public Storage ของตระกูล Hughes มีมูลค่าตลาด 52,900 ล้านเหรียญ โดย B. Wayne Hughes Sr. เปิดสาขาแรกของ Public Storage ในปี 1972 และสร้างบริษัทให้กลายเป็นเจ้าของพื้นที่จัดเก็บทรัพย์สินรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งปัจจุบันมีสาขามากกว่า 3,000 แห่ง

    Hughes เกษียณจากตำแหน่งซีอีโอในปี 2002 และตำแหน่งประธานในปี 2011 ปัจจุบัน Tamara Gustavson และ B. Wayne Hughes Jr. ลูกทั้งสองคนถือหุ้นรวมกัน 10% ของบริษัทที่มีรายได้ 4,800 ล้านเหรียญ และ Gustavson ยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทอยู่


อันดับ 8 Ford Motor
ตระกูล Ford | มูลค่า 47,400 ล้านเหรียญ

เครดิตภาพ Ford

    อันดับ 8 มีมูลค่าตลาด 47,400 ล้านเหรียญ และเป็นธุรกิจที่ทุกคนรู้จักกันดี นั่นคือ Ford Motor ของตระกูล Ford ซึ่งเกือบ 120 ปีแล้วนับตั้งแต่ Henry Ford ปฏิวัติวงการยานยนต์ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ Model T ในปี 1908

    แม้ปัจจุบันทายาทของ Ford จะถือหุ้นเพียง 2% ของบริษัทที่มีรายได้ 187,000 ล้านเหรียญ แต่ยังคงควบคุมสิทธิออกเสียงถึง 40% โดย William Clay Ford Jr. เหลนของผู้ก่อตั้ง ดำรงตำแหน่ง Executive Chairman มาตั้งแต่ปี 1999


อันดับ 9 Old Dominion Freight Line
ตระกูล Congdon | มูลค่า 43,900 ล้านเหรียญ

เครดิตภาพ Old Dominion Freight Line


    อันดับ 9 ได้แก่ Old Dominion Freight Line มีมูลค่าตลาด 43,900 ล้านเหรียญ ของตระกูล Congdon โดย Earl Congdon และ Lillian Congdon ก่อตั้งบริษัทในปี 1943 ให้บริการขนส่งแบบ LTL (Less-than-Truckload) ระหว่างเมือง Richmond และ Norfolk ในรัฐ Virginia

    ธุรกิจดังกล่าวเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จากความต้องการขนส่งสินค้าระหว่างฐานทัพทหาร โดยปัจจุบันบริษัทกลายเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการขนส่ง LTL รายใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ

    ทั้งนี้ David Congdon ซึ่งเป็นหลานชายของผู้ก่อตั้ง ดำรงตำแหน่ง Executive Chairman และครอบครัวยังคงถือหุ้น 10% ในบริษัทที่มีรายได้ 5,500 ล้านเหรียญ


อันดับ 10 Las Vegas Sands
ตระกูล Adelson | มูลค่า 35,600 ล้านเหรียญ

เครดิตภาพ AFP


    อันดับ 10 ได้แก่ Las Vegas Sands ที่มีมูลค่าตลาด 35,600 ล้านเหรียญ ตั้งอยู่ที่ Las Vegas ในรัฐ Nevada และเป็นของตระกูล Adelson

    Sheldon Adelson ซื้อกิจการ Sands Hotel & Casino อันโด่งดังในปี 1988 ก่อนรื้อถอนและพัฒนาเป็น Venetian Las Vegas ซึ่งเปิดให้บริการในปี 1999 และต่อยอดโมเดลคาสิโนสไตล์ลาสเวกัสไปยังหลายประเทศในเอเชีย

    โดยปัจจุบัน Miriam Adelson ภรรยาของเขาและสมาชิกครอบครัวถือหุ้นรวมกัน 58% และมี Patrick Dumont ที่เป็นลูกเขยดำรงตำแหน่งประธานและซีอีโอ

    นอกเหนือจาก 10 อันดับแรกแล้ว ในลิสต์นี้ยังเต็มไปด้วยแบรนด์ระดับโลกที่ผู้บริโภครู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น Estee Lauder เจ้าของแบรนด์ความงามอย่าง Estee Lauder, M.A.C และ Jo Malone ติดอันดับ 11 ด้วยมูลค่าตลาด 28,700 ล้านเหรียญ และมีรายได้ 26,200 ล้านเหรียญ

    ขณะที่ Constellation Brands ของตระกูล Sands เจ้าของสิทธิทำตลาดเบียร์ Corona และ Modelo ในสหรัฐฯ อยู่อันดับ 13 ด้วยมูลค่าตลาด 26,300 ล้านเหรียญ และมีรายได้ 9,100 ล้านเหรียญ

    ด้านเครือ Hyatt Hotels ของตระกูล Pritzker ติดอันดับ 22 ด้วยมูลค่าตลาด 15,400 ล้านเหรียญพร้อมรายได้ 7,100 ล้านเหรียญ

    ที่น่าสนใจคือตระกูล Murdoch ซึ่งเป็นเพียงครอบครัวเดียวที่มีธุรกิจติดอันดับถึง 2 บริษัท ได้แก่ Fox และ News Corp ซึ่งแยกกิจการออกจากกันในปี 2013 โดย Fox News, Fox Business และ Fox Sports อยู่ในอันดับ 14 ด้วยมูลค่าตลาด 25,500 ล้านเหรียญ ขณะที่ The Wall Street Journal และ New York Post อยู่ในอันดับ 23 ด้วยมูลค่าตลาด 15,300 ล้านเหรียญ และยอดขาย 8,500 ล้านเหรียญ

    ปิดท้ายด้วย Coca-Cola Consolidated ของตระกูล Harrison ซึ่งเป็นผู้บรรจุขวด Coca-Cola รายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ อยู่อันดับ 25 ด้วยมูลค่าตลาด 13,600 ล้านเหรียญ และมีรายได้ 7,200 ล้านเหรียญ



แปลและเรียบเรียงจาก America’s Most Valuable Public Family Businesses 2026




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : 10 มหาเศรษฐีเกาหลีใต้ ปี 2026 “Jay Y. Lee” แห่ง Samsung กลับมาครองอันดับ 1

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine