เจาะกลยุทธ์ “อำพลฟูดส์” เปิด “ชาวเกาะ คาเฟ่” ในปั๊มคาลเท็กซ์ ขายเครื่องทำไอศกรีม 200 แห่งทั่วไทย ขยายพอร์ต ซื้อ “Lifemate” ต่อจาก RS Group

เจาะกลยุทธ์ “อำพลฟูดส์” เปิด “ชาวเกาะ คาเฟ่” ในปั๊มคาลเท็กซ์ ขายเครื่องทำไอศกรีม 200 แห่งทั่วไทย ขยายพอร์ต ซื้อ “Lifemate” ต่อจาก RS Group

“ชาวเกาะ ไอศกรีม กะทิสด” พร้อมลุยเต็มสูบ จับมือปั๊ม “คาลเท็กซ์” เปิด “ชาวเกาะ คาเฟ่” 20 ทำเลแรก ขายทั้งไอศกรีม กาแฟ และอื่นๆ พร้อมขายเครื่องทำไอศกรีมเจาะทำเลทองอีก 200 แห่งทั่วประเทศ ล่าสุด ขยายพอร์ตเพิ่มทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์ ทุ่ม 50 ล้านซื้อแบรนด์ Pet Food “Lifemate” ต่อจาก RS Group พร้อมเตรียมวางสินค้าใหม่เข้าเสริมพอร์ตอีก 3 แบรนด์ ขายตั้งแต่มีดโกนหนวด แปรงสีฟัน ยันกระดาษทิชชู ส่วนธุรกิจเดิมปีนี้ส่ง “รอยไทย” อาหารพร้อมทานในบรรจุภัณฑ์ยูเอชที แข่งแกงถุงตามตลาด ดันยอดขายแตะ 4,500 ล้านบาทปีนี้ และทะลุ 7,000 ล้านใน 5 ปี


    ในงาน Thaifex-Anuga Asia 2026 ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 ที่ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพค เมืองทองธานี ปีนี้ “อำพลฟูดส์” ยังตอกย้ำแบรนด์ “ชาวเกาะ” ให้เข้าถึงผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดตัว “ชาวเกาะ คาเฟ่” พร้อมไอศกรีมรสชาติใหม่อีก 3 รส ได้แก่ รสมะม่วง รสทุเรียน และรสชาไทย และอีก 2 รสชาติในอนาคต

    ดร.เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ กลุ่มอำพลฟูดส์ เปิดเผยว่า บริษัทได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับคาลเท็กซ์ ประเทศไทย เพื่อเปิดร้าน “ชาวเกาะ คาเฟ่” ในสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ 20 แห่งในเบื้องต้น จากที่คาลเท็กซ์มีสาขาทั้งหมดกว่า 500 สาขา

    “ชาวเกาะ คาเฟ่ จะมีทั้งคาเฟ่ที่มีที่นั่งและไม่มีที่นั่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างคัดเลือกทำเล โดยชาวเกาะ คาเฟ่ บางสาขาจะบริหารโดยบริษัทอำพลฟูดส์เอง ขณะที่บางสาขาจะขยายผ่านแฟรนไชส์ที่สนใจ ส่วนเมนูในคาเฟ่จะมีทั้งชาวเกาะ ไอศกรีม กะทิสด ทั้ง 5 รส กาแฟ และเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีมะพร้าวเป็น base"



    สำหรับราคาค่าแฟรนไชส์ไอศกรีม ชาวเกาะ จะเริ่มต้นที่ 35,000-60,000 บาท โดยบริษัทช่วยเจรจากับธนาคารเพื่อผ่อน 0 เปอร์เซ็นต์ในแฟรนไชส์บางขนาด

    นอกจากการขยายในลักษณะ “คาเฟ่” แล้ว บริษัทยังเตรียมขายเครื่องทำไอศกรีมอีก 200 ตู้ในปีนี้ มีให้เลือก 2 รูปแบบคือ รุ่นตั้งโต๊ะ และรุ่นตั้งพื้น

    “ในปีที่ผ่านมามีลูกค้าติดต่อขอซื้อเครื่องทำไอศกรีมชาวเกาะเป็นจำนวนมาก แต่เราขายตู้ไอศกรีมไปแค่ 200 เครื่องเท่านั้น ซึ่งเติบโตช้ากว่าที่เราคิด มัน fail อย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะเกิดจากวัตถุดิบไม่ดี แต่เป็นที่ตัวเครื่อง เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสขยายธุรกิจ เราจึงสั่งเครื่องมาจากจีนเพื่อให้ได้ราคาย่อมเยา แต่ด้วยปัญหาทางเทคนิค การใช้เครื่องมีปัญหา และไอศกรีมเป็นเรื่องใหม่สำหรับเรา เราจึงหยุดขยายไปก่อน เป็นการเรียนรู้ปัญหา และขณะนี้ปัญหาได้ถูกแก้ไขแล้ว เราเปลี่ยนวิธีทำงาน คือมีการทำเทรนนิ่งอย่างเข้มข้น ทุกคนที่ซื้อเครื่องไอศกรีมของเรา ต้องเข้ามารับการเทรนนิ่ง ขณะเดียวกันเราก็มีทีมงานคอยติดตาม ปีนี้เราจึงพร้อมลุยเต็มที่” เกรียงศักดิ์บอก


    “ชาวเกาะ ไอศกรีมกะทิสด” เป็นไอศกรีมในรูปแบบซอฟต์เสิร์ฟสไตล์โมเดิร์น มีให้เลือกหลายเมนู อาทิ เวเฟอร์โคน วาฟเฟิลโคน และถ้วยขนาด 5 ออนซ์ ราคา 10-20 บาท มี 5 รสชาติ ได้แก่ กะทิ ช็อกโกแลต ทุเรียน มะม่วง และชาไทย


เดินเกมตลาด ฝ่าความท้าทายเศรษฐกิจ จากขายอาหาร สู่ธุรกิจของใช้ในครัวเรือน

    เกรียงศักดิ์กล่าวว่า แม้จะมีความท้าทายเรื่องเศรษฐกิจและกำลังซื้ออย่างมากในปีนี้ อำพลฟูดส์ยังเดินหน้าขยายธุรกิจ ซึ่งแผนธุรกิจในปีนี้จะมาในแนวคิด Level UP ผ่านกลยุทธ์ 5 Ups ได้แก่ Scale Up เพิ่มศักยภาพ รองรับการเติบโต, Start Up ริเริ่มและเติมเต็ม, Life Up เพื่อทุกชีวิตในครอบครัว, Live Up เพื่อทุกนาทีที่ใกล้กันมากขึ้น และ Speed Up รวดเร็วเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

    ทั้งหมดนี้จะเน้นไปยังการสร้างและพัฒนาสินค้าของอำพลฟูดส์ให้เติบโต, การเข้าสู่ธุรกิจสัตว์เลี้ยง, การเข้าสู่ธุรกิจ Non Food และการต่อยอดเครือข่าย SMEs พร้อมด้วยเครือข่ายงานวิจัยระดับประเทศ โดยเชื่อมโยงผ่านจุดแข็งด้านการกระจายสินค้าที่เข้าถึงร้านค้าจำนวนมาก และเทคโนโลยีในการบริหารจัดการที่รวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ สามารถส่งมอบสินค้าสู่ผู้บริโภคทุกครอบครัว

ดร.เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร


    นอกจาก “ชาวเกาะ คาเฟ่” แล้ว ในปีนี้บริษัทยังเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่ม Non Food อีก 3 แบรนด์ ได้แก่ ซูพรีโม่ แบรนด์กระดาษทิชชูคุณภาพสูง, เดนติโน แบรนด์ที่ดูแลช่องปากแบบครบวงจร อาทิ แปรงสีฟัน และเลเซอร์ทรี มีดโกนสำหรับผู้ชาย โดยผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จะมีการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยในการทำการตลาดอีกด้วย

    เกรียงศักดิ์เล่าว่า เขาพบสินค้าทั้ง 3 กลุ่มโดยบังเอิญเมื่อได้มีโอกาสไปร่วมงาน “Canton Fair" ซึ่งแสดงสินค้าจากผู้ผลิตและ OEM จากทั่วประเทศจีน และได้ไปดูธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง รวมทั้งมีโอกาสไปชมโรงงานผลิตกระดาษทิชชูแห่งหนึ่งด้วย เมื่อเห็นว่ามาตรฐานการผลิตสินค้าของจีนเริ่มพัฒนาดีขึ้นเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับการเลือกสินค้าและโรงงานผลิตที่ดี


    เขาตัดสินใจนำกระดาษทิชชูเข้ามาจำหน่ายเป็นอย่างแรกในช่องทางร้านค้าแบบดั้งเดิม ซึ่งผลตอบรับดี เพราะราคาเข้าถึงได้และคุณภาพดี หากกระดาษทิชชูได้รับการตอบรับดี เขามองถึงการร่วมทุนตั้งโรงงานผลิตกระดาษทิชชูในเมืองไทยในอนาคตด้วย เพื่อลดปัญหาการขนส่งในปัจจุบัน


สยายปีกสู่ Pet Food ทุ่ม 50 ล้าน ซื้อแบรนด์ Lifemate ต่อจาก RS Group

    เกรียงศักดิ์เล่าว่า อำพลฟูดส์มีแนวคิดจะขยายมาทำธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงตั้งแต่เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะบริษัทแม่ (บริษัท เทพผดุงพร จำกัด ผู้ผลิตกะทิชาวเกาะ) ทำธุรกิจมะพร้าวมาครบ 50 ปีเต็มในปีนี้ และแต่ละปีจะมีการขายกากมะพร้าวที่เหลือจากคั้นกะทิให้กับโรงงานอาหารสัตว์ จากการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยชื่อดัง พบว่า กากมะพร้าวที่ย่อยแล้วจะให้สารอาหารบางตัว ซึ่งเป็นพรีไบโอติกส์ช่วยให้การทำงานของลำไส้ของสัตว์เลี้ยงดี แต่หากบริษัทจะพัฒนาสูตรเอง คงใช้เวลาอีกนาน

    เป็นความบังเอิญที่บริษัท อาร์เอส กรุ๊ป กำลังต้องการขายธุรกิจนี้เพราะไม่ใช่ธุรกิจหลัก อำพลฟูดส์จึงตัดสินใจซื้อธุรกิจมาในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ในมูลค่า 50 ล้านบาท (เฉพาะแบรนด์) โดยยอดขายของ Lifemate ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 180 ล้านบาท บริษัทเริ่มขาย Lifemate ตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้เป็นต้นมา ยอดขายในช่องทางออนไลน์เติบโตเพิ่มขึ้นทุกวัน ส่วนด้านออฟไลน์ขณะนี้ยังขายสินค้าผ่านร้านค้าเดิมที่ RS เคยจำหน่ายอยู่ ก่อนจะขยายช่องทางอื่นๆ เพิ่มขึ้น


    “เราตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจที่จะทำอาหารสัตว์เลี้ยง ไม่ใช่เพราะเมืองไทยมีประชากรแมวสูงถึง 4 ล้านตัว แต่ธุรกิจของเรามีตั้งแต่ต้นน้ำ คือ กากมะพร้าว และปลายน้ำ คือช่องทางจำหน่ายทั่วประเทศทั้งโมเดิร์นเทรดและร้านค้าแบบดั้งเดิม สิ่งที่เราแข็งแรงมากๆ อีกอย่างคือเรามีศูนย์กระจายสินค้าอยู่ทั่วไประเทศถึง 98 แห่ง นอกจากนี้เรายังสามารถกระจายสินค้าเข้าถึงร้านค้ากว่า 378,000 ราย และยังมีรถวิ่งถึง 500 คัน และเครดิตเซลอยู่อีกกว่า 100 คน พร้อมประสบการณ์ด้านการส่งออกอีกกว่า 80 ประเทศทั่วโลก” เกรียงศักดิ์กล่าว

    บริษัทได้ร่วมกับสัตว์แพทย์และทีมงานจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พัฒนาสินค้าสูตรใหม่ที่จะวางตลาดในอนาคต และมีแผนจะนำเข้าอุปกรณ์ของเล่นแมวระดับพรีเมียม หรือทรายแมวผลิตจากเต้าหู้ เพื่อให้คนเลี้ยงแมวที่อยู่คอนโดมิเนียมใช้ได้ง่ายขึ้นเพราะย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ รวมถึงแชมพูสำหรับน้องแมวในอนาคตด้วย

    ตามแผนธุรกิจนี้ เพื่อสนองต่อกลยุทธ์และวิธีคิดที่ว่า “หนึ่งครอบครัว ต้องมีสินค้าในเครืออย่างน้อยหนึ่งชิ้น” ทำให้คาดว่าบริษัทจะมีรายได้ 4,500 ล้านบาทในปีนี้ เพิ่มจาก 3,600 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ด้วยยอดขายหลักจากผลิตภัณฑ์กะทิและสินค้าที่รับจ้างจัดจำหน่าย


แตกไลน์เปิดตัวสินค้าใหม่ น้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม พร้อม Refresh แบรนด์เข้าถึงคนรุ่นใหม่

    อำพลฟูดส์ก่อตั้งมา 40 ปีเริ่มจากจำหน่ายผักผลไม้แช่แข็งส่งออก แต่เมื่อจีนเริ่มเปิดประเทศและมีการขยายตลาดส่งออกทำให้การแข่งขันลำบากยากจะไปต่อ อำพลฟูดส์จึงปรับตัวเองมาทำกะทิชาวเกาะในบรรจุภัณฑ์ยูเอชที ในช่วงแรกๆ ธุรกิจก็ล้มลุกคลุกคลานเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคยังไม่ยอมรับในกะทิยูเอชที ด้วยกำลังผลิตที่เหลือ ทางโรงงานจึงขยายธุรกิจมาผลิตน้ำนมข้าว น้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม และน้ำแกง “รอยไทย”

    “ปัจจุบันสินค้าของชาวเกาะยังขายได้ดีในต่างประเทศ แม้จะมีแบรนด์ต่างๆ พยายามลอกเลียนแบบ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะชาวเกาะสร้างแบรนด์มาก่อนคนอื่น และที่สำคัญคือเราขาย Thai Culture" เกรียงศักดิ์กล่าว

    ในปีนี้บริษัทยังเดินหน้าพัฒนาสินค้าตอบโจทย์ทุกเจเนอเรชัน ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ น้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม “ชาวเกาะ เฟรช&เชค” ชูจุดแข็ง “เรื่องมะพร้าวต้องชาวเกาะ” ตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้านมะพร้าวกว่า 50 ปี พร้อมรีเฟรชแบรนด์ด้วยดีไซน์ใหม่ แพ็กเกจจิ้งใหม่ที่มาพร้อมกับคาแร็กเตอร์ “ลุงพร้าว” เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภครุ่นใหม่


    พร้อมกันนี้ ในปีนี้อำพลฟูดส์ยังเตรียมส่ง “รอยไทย เรดี้” สินค้าที่ต่อยอดมาจากน้ำแกงพร้อมปรุง เป็นแกงไทยพร้อมทานที่มาในบรรจุกล่องยูเอชทีพร้อมชิ้นเนื้อ ในรูปแบบเนื้อสัตว์และเนื้อแพลนต์เบส ด้วยเทคโนโลยี Tetra Recart ยกระดับ Soft Power อาหารไทยสู่อาหารแห่งอนาคต (Future Food) “รอยไทย เรดี้” มีให้เลือกทั้งหมด 10 ชนิด วางตลาดในเมืองไทยในราวกลางปีนี้ ราคาไม่แพง สามารถแข่งขันกับแกงถุงในตลาดได้ บริษัทวางแผนจะส่งออก “รอยไทย เรดี้” ไปต่างประเทศด้วย



จาก Manufacturing Base สู่ Marketing Service ดันสัดส่วนรายได้ภาคบริการเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ใน 5 ปี

    อำพลฟูดส์ขยายมาทำธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าให้กับแบรนด์คู่ค้ามากว่า 8 ปีแล้ว ปัจจุบันมีสินค้ามากกว่า 40 แบรนด์ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ วิตอะเดย์ (VITADAY) น้ำดื่มผสมวิตามิน และเครื่องดื่มสมุนไพรอีฟ (IF) และสินค้าจาก SMEs อาทิ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ขาวละออเภสัช, ผงปรุงรส ตรา เชฟโปร, นมอัดเม็ด ตรา ลาลาฟาร์ม, ข้าวคั่วสมุนไพร ตรา ชฎาภา, ทาร์ตไต้หวัน ตรา โกลเด้น ไพน์, ปลาหวาน ตรา ปลาฟิน, นมถั่วเหลือง ตรา ลาบันซอย และ ผลิตภัณฑ์ บ๊วยคืนซ่า เครื่องดื่มบ๊วยโซดา ตรา MagMag และน้ำปลาร้าแบรนด์ แซ่บม่วน ของไมค์ ภิรมย์พร


    “นอกจากสินค้าของเราเอง เรายังเดินหน้าส่งเสริม SMEs ในอุตสาหกรรมอาหาร ผ่านหลักสูตร FoodWorks ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทาน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และโอกาสในการส่งมอบสินค้าแก่ผู้บริโภคผ่านบริการของอำพลฟูดส์ การสร้างเครือข่าย SMEs จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน” เกรียงศักดิ์กล่าว และเสริมว่า ขณะนี้ตนมีแนวคิดจะเปิดร้าน “มินิมาร์ทรวมใจ” หรือโมเดลอื่นๆ ที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้มีร้านจำหน่ายสินค้าของตนเอง ซึ่งขณะนี้มีโรงงานเข้าร่วมแล้วประมาณ 150 แห่งจากการหลักสูตรที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    เกรียงศักดิ์กล่าวว่า แม้จะมีความกังวลเรื่องต้นทุนที่เกิดจากราคาน้ำมันและบรรจุภัณฑ์ แต่อำพลฟูดส์ยังเตรียมงบไว้ 100 ล้านบาทสำหรับขยายการลงทุนในปีนี้ คือ สร้างศูนย์กระจายสินค้าใหม่อีก 2 แห่ง ที่จังหวัดเชียงรายและอุดรธานี รวมทั้งการลงทุนโรงงานที่ถนนพุทธมณฑลสาย 5 เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ที่จะผลักดันให้สัดส่วนรายได้ของธุรกิจบริการรับจ้างกระจายสินค้าของสินค้านอกเครือ จากปัจจุบันอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้บริษัททั้งหมด เพิ่มเป็น 25-30 เปอร์เซ็นต์ใน 1-2 ปีข้างหน้า และจะเป็นสัดส่วน 50:50 ในอีก 5 ปี ที่ตั้งเป้ายอดขายของบริษัทจะแตะ 7,000 ล้านบาท



ภาพ: อำพลฟูดส์ และ พิชญ์สินี จิตรพลีชีพ



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ไอศกรีม Mixue มีหนาว! หลัง ‘ชาวเกาะ’ แบรนด์กะทิไทยแท้ แตกไลน์ขยายแฟรนไชส์ไอศกรีมกะทิ

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine