ถอดรหัสความสำเร็จ “Fresh Me” แบรนด์ชานมไทยที่โตจากเสียงเรียกร้องของลูกค้า สู่แฟรนไชส์กว่า 100 สาขาทั่วประเทศ ภายใต้การนำของซีอีโอหญิง "แพร-กวิสรา" ที่งัดโมเดลครัวกลางสู้ศึกตลาดเดือด พร้อมกางแผนทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ House of Beverage เตรียมคลอด 2 แบรนด์ใหม่กลุ่ม Specialty พร้อมสยายปีกบุก สปป.ลาวให้ครบ 20 สาขา ซึ่งจิ๊กซอว์ทั้งหมดนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ผลักดันรายได้ให้ทะยานแตะ 200 ล้านบาทภายในปี 2570
จากเด็กวัย 18 ปีที่เริ่มต้นธุรกิจร้านชานมด้วยเงินลงทุนหลักหมื่นบาทในครัวที่บ้าน วันนี้ “แพร-กวิสรา จันทร์สว่าง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรช มี จำกัด และเจ้าของแบรนด์แฟรนไชส์ “Fresh Me” เดินทางมาถึงปีที่ 14 ของธุรกิจ มีสาขามากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ พร้อมขยับเกมจากการเป็นแบรนด์ชานมไข่มุก สู่การสร้างพอร์ต “House of Beverage Brand” และวางเป้าหมายขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ

จากแก้วแรกในครัวบ้าน สู่ร้านหน้ามหาวิทยาลัย
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 จุดเริ่มต้นของ Fresh Me เกิดจากความชื่นชอบส่วนตัวของกวิสรา ที่หลงรักการดื่มชานมไข่มุกมาตั้งแต่เด็ก โดยก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอใช้เวลาช่วงรอเปิดเทอมทดลองต้มชาในครัวที่บ้าน ก่อนเปิดสาขาแรกบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในวัยเพียง 18 ปี ด้วยเคาน์เตอร์ขนาดเล็กและเงินลงทุนหลักหมื่นบาท ซึ่งมาจากเงินเก็บส่วนหนึ่งและการขอสนับสนุนจากครอบครัว
ช่วงเริ่มต้น กวิสราเลือกที่จะเรียนไปด้วยและขายชาไปด้วย โดยใช้โอกาสจากกิจกรรมในมหาวิทยาลัยนำผลิตภัณฑ์ไปให้เพื่อนและรุ่นพี่ทดลองชิม ทำให้ได้ทดสอบสินค้ากับกลุ่มเป้าหมายโดยตรงตั้งแต่ก่อนเปิดร้าน ด้วยผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์และถูกปาก กลุ่มนักศึกษาจึงกลายเป็นฐานลูกค้าหลักที่เหนียวแน่นของ Fresh Me มาตั้งแต่ยุคบุกเบิก

แฟรนไชส์ร้อยสาขาที่โตจาก "เสียงเรียกร้อง"
เมื่อฐานลูกค้าเริ่มติดลมบน หลังจากเปิดร้านได้ประมาณ 1 ปี Fresh Me จึงค่อยๆ ขยายสาขาเพิ่มเป็น 3-4 แห่งในโซนรังสิต ทว่าจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้แบรนด์ก้าวกระโดดกลับไม่ได้มาจากแผนธุรกิจที่วางไว้ตั้งแต่แรก แต่มาจากคำถามของผู้ปกครองที่มารับส่งนักศึกษา รวมถึงลูกค้าจากต่างจังหวัดที่เริ่มสนใจและสอบถามถึงการซื้อแฟรนไชส์
กวิสรา เล่าว่า ในช่วงแรกไม่ได้เข้าใจด้วยซ้ำว่าแฟรนไชส์คืออะไร แต่คิดง่ายๆ ว่าคนอื่นสามารถทำเหมือนกับร้านของตัวเองได้ แล้วบริษัทก็ส่งสินค้าและวัตถุดิบให้ในรูปแบบเดียวกัน ก่อนจะค่อยๆ เรียนรู้และพัฒนาระบบหลังบ้าน ทั้งสัญญาแฟรนไชส์ SOP (standard operating procedure) และ operation manual จนกลายเป็นโมเดลธุรกิจหลักของ Fresh Me ในเวลาต่อมา
ซึ่งปัจจุบัน Fresh Me มีมากกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทลงทุนเองประมาณ 7 แห่ง ส่วนที่เหลือเป็นสาขาแฟรนไชส์ สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลแฟรนไชส์กลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขยายธุรกิจ โดยงบลงทุนแฟรนไชส์มีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 700,000 ถึง 1 ล้านบาทต้นๆ (รวมค่าแฟรนไชส์ 390,000 บาท) โดยไม่มีข้อจำกัดตายตัวเรื่องขนาดพื้นที่

สู้ศึก Red Ocean ด้วยมาตรฐาน "ครัวกลาง"
แม้จะขยายสาขาได้รวดเร็ว แต่ตลอดเส้นทาง 14 ปี ธุรกิจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากผู้เล่นหน้าใหม่และแบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่างชาติ ทำให้บริษัทต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการพยายามจับลูกค้าทุกกลุ่ม มาเป็นการกำหนดตำแหน่งของแบรนด์ให้ชัดเจนขึ้น โดยวาง Fresh Me เป็นแบรนด์ในกลุ่ม “พรีเมียมแมส” พร้อมกำหนดให้ชัดเจนว่าต้องการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใดและควรเข้าไปอยู่ในพื้นที่แบบไหน
ควบคู่ไปกับการปรับแบรนด์ บริษัทยังต้องรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ในยุคที่ความภักดีต่อแบรนด์เริ่มลดน้อยลง ลูกค้าพร้อมที่จะสวิตช์ไปเปิดรับสิ่งใหม่หรือแห่ตามกระแสตลอดเวลา แม้การทดลองชิมครั้งแรกอาจไม่ได้การันตีการซื้อซ้ำเสมอไป

กวิสรา จึงมองว่าธุรกิจเครื่องดื่มมีลักษณะใกล้เคียงกับ “ธุรกิจแฟชั่น” เพราะไม่สามารถทำสินค้าแบบเดิมแล้วประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว แบรนด์จึงต้องพัฒนาสินค้าและสร้างความแปลกใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันต้องรักษามาตรฐานของสินค้าทุกสาขาให้ได้
เพื่ออุดช่องโหว่และรักษาลอยัลตี้ของลูกค้า Fresh Me จึงตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ในการสร้าง “ครัวกลาง” ควบคู่กับการจัดการระบบโลจิสติกส์ด้วยตัวเอง เพื่อทำหน้าที่ผลิตและจัดส่งวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปไปยังทุกสาขา ซึ่งกลยุทธ์นี้เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยคุมเข้มมาตรฐานรสชาติให้คงที่ และลดความเสี่ยงเรื่องคุณภาพที่อาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

สเต็ปใหม่ House of Beverage บุกตลาดอาเซียน
เมื่อระบบหลังบ้านแข็งแกร่ง แผนธุรกิจในปีนี้จึงพุ่งเป้าไปที่การขยายสาขาแฟรนไชส์ในประเทศให้ครบ 30 แห่ง ควบคู่กับการดูแลพาร์ทเนอร์เดิมให้เข้มแข็ง โดยลดการลงทุนเปิดสาขาเอง เพื่อเตรียมดึงทรัพยากรไปทุ่มให้กับการขยายพอร์ตธุรกิจระดับองค์กร
ขณะเดียวกันในปีนี้บริษัทก็มีแผนที่จะทรานส์ฟอร์มองค์กรไปสู่การเป็น “House of Beverage Brand” โดยเตรียมปั้นแบรนด์เครื่องดื่มน้องใหม่ขึ้นมาเสริมทัพ เพื่ออุดช่องว่างและตอบโจทย์ลูกค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยยังคงยืนหยัดอยู่ในหมวดเครื่องดื่มที่ทีมงานมีความเชี่ยวชาญสูงสุด
ซึ่งปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบ 2 แบรนด์ใหม่ในกลุ่ม specialty โดยมีแผนทดลองตลาดผ่าน pop-up ในเดือนกันยายน และคาดว่าจะจัดตั้งแบรนด์อย่างเป็นทางการภายในปี 2569
ขณะที่ด้านตลาดต่างประเทศ Fresh Me เริ่มขยับออกนอกเมืองไทยแล้ว โดยจับมือกับ “โคลาว กรุ๊ป” (Kolao Group) ในฐานะมาสเตอร์แฟรนไชส์บุกตลาด สปป.ลาว ปัจจุบันมี 7 สาขา และตั้งเป้าขยายให้ครบ 20 สาขา โดยมีแผนเข้าไปเปิดสาขาในห้างขนาดใหญ่แห่งใหม่ในเวียงจันทน์ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญในการขยายการรับรู้ของแบรนด์ในตลาดลาว
ตลอดจนบริษัทยังเล็งเป้าไปที่ตลาดอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เนื่องจากเป็นประเทศขนาดใหญ่ ผู้บริโภคมีวัฒนธรรมการดื่มชาและคุ้นเคยกับชานมไข่มุกคล้ายคนไทย โดยเบื้องต้นมีแผนเตรียมบินไปร่วมงานแฟรนไชส์ที่อินโดนีเซียในช่วงปลายเดือนนี้ เพื่อเปิดโอกาสและต่อยอดการเติบโตในตลาดสากลต่อไป

ทั้งนี้ จากแผนการดำเนินงานดังกล่าว ไม่ว่าจะทั้งการขยายพอร์ตโฟลิโอปั้นแบรนด์ใหม่ และการสยายปีกเจาะตลาดต่างประเทศ ส่งผลให้บริษัทประเมินว่าทิศทางรายได้ในสิ้นปี 2569 จะเติบโตขึ้น 20% จากปี 2568 ที่มีรายได้ราว 60 ล้านบาท และเมื่อจิ๊กซอว์ทุกตัวต่อกันติดอย่างสมบูรณ์ คาดว่าในปี 2570 บริษัทจะมีรายได้พุ่งทะยานแตะ 200 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน
"เป้าหมายของเราในวันนี้ ไม่ใช่แค่การเปิดสาขาให้ได้มากที่สุด แต่คือการสร้างระบบนิเวศของธุรกิจเครื่องดื่มที่แข็งแกร่ง Fresh Me เดินมาไกลกว่าคำว่าร้านชานมไข่มุก เรากำลังสร้าง House of Beverage ที่พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภค และที่สำคัญที่สุดคือ การทำให้พาร์ทเนอร์แฟรนไชส์ของเราทุกสาขา สามารถเติบโตและทำกำไรไปพร้อมกับเราได้อย่างยั่งยืน" กวิสรากล่าวทิ้งท้าย
ภาพ : Fresh Me
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Yoppa Yogurt โตไม่พัก! แฟรนไชส์ทะลุ 50 สาขา ต่อยอดกระแสหน้าร้าน-เดลิเวอรี เตรียมเปิดสาขาใหม่ทั่วประเทศ
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


