เมื่อประเทศไทยกำลังเป็นหมุดหมายแห่งใหม่ของ Langham Hospitality Group หลังพลิกโฉมอาคาร 130 ปี "โรงภาษีร้อยชักสาม" เป็น The Langham, Bangkok เนรมิตมรดกทางประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่บนเวทีโลก และแผนปักหมุดประเทศไทยในฐานะตลาดยุทธศาสตร์ระยะยาว
การพลิกโฉม “โรงภาษีร้อยชักสาม” อาคารประวัติศาสตร์อายุกว่า 130 ปี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในฐานะ The Langham, Bangkok ไม่ใช่เพียงการเปิดโรงแรมลักชัวรี่แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นหนึ่งในโครงการอนุรักษ์และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มรดกทางประวัติศาสตร์ที่น่าจับตาที่สุดของประเทศไทย
นี่เป็นโปรเจ็กต์ภายใต้งบลงทุนกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการผนึกกำลังกันของ แรบบิท โฮลดิ้งส์ บริษัทในเครือ บีทีเอส กรุ๊ป และ Langham Hospitality Group แบรนด์โรงแรมสัญชาติอังกฤษ ถือเป็นการเปิดตัวโรงแรมแห่งแรกของแบรนด์ Langham ในประเทศไทย
ก่อนที่โรงแรมจะเริ่มเปิดให้เข้าพักในช่วงปลายปีนี้ Forbes Thailand มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ Bob van den Oord ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Langham Hospitality Group ถึงเหตุผลที่ Langham เลือกปักหมุดในประเทศไทย ทิศทางตลาดโรงแรมลักชัวรี่ การฟื้นคืนชีวิตของอาคารประวัติศาสตร์โรงภาษีร้อยชักสาม รวมถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้โครงการแห่งนี้ก้าวไปไกลกว่าโรงแรมหรู แต่เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย
“ผู้คนมักเดินทางตามแสงอาทิตย์”
Bob van den Oord ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Langham Hospitality Group เริ่มต้นบทสนทนาโดยไม่ได้พูดถึงผลประกอบการหรือแผนขยายธุรกิจ หากแต่ชวนมองพฤติกรรมของนักเดินทางทั่วโลกที่มักแสวงหาจุดหมายซึ่งเต็มไปด้วยแสงแดด ไม่ว่าจะเป็นชาวอเมริกันที่เดินทางสู่แคริบเบียน ชาวยุโรปที่เลือกพักผ่อนบนเฟรนช์ริเวียร่าหรืออิตาเลียนริเวียร่า หรือชาวจีนที่นิยมเดินทางมายังประเทศไทยและบาหลี
สำหรับเขา ประเทศไทยมีหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของการท่องเที่ยว นั่นคือ “แสงแดด” และนั่นคือเหตุผลที่ยังเชื่อมั่นอย่างมากต่อศักยภาพของประเทศ แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวนจากสงคราม ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และความท้าทายทางเศรษฐกิจตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“ผมเชื่อว่าเรากำลังเห็นการฟื้นตัวที่ค่อยๆ ดีขึ้นในภาพรวมการท่องเที่ยวไทย แม้เดือนมิถุนายนจะเป็นเดือนที่ค่อนข้างยาก แต่ผมได้รับข้อมูลว่าเดือนกรกฎาคมมีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้น หากมองภาพรวม สิ่งสำคัญที่สุดคือเรามีความเชื่อมั่นอย่างมากต่อประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก และเราก็มีความเชื่อมั่นอย่างมากต่อกรุงเทพฯ เช่นกัน”
เขาย้ำว่า ความเชื่อมั่นดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนผ่านการลงทุนของผู้ประกอบการทั่วโลกที่ยังเดินหน้าพัฒนาโรงแรมใหม่ในกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสำหรับ Langham นั่นคือสัญญาณว่านักลงทุนยังเชื่อมั่นในประเทศไทยเช่นเดียวกับที่บริษัทเชื่อ
หมุดหมายใหม่ของ Langham ในประเทศไทย
ปลายปีนี้ Langham Hospitality Group จะเปิดตัว The Langham, Bangkok โรงแรมแห่งแรกของแบรนด์ในประเทศไทย บนทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่ง Bob มองว่าเป็น “ทำเลทองคำ” ของกรุงเทพฯ
พื้นที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของโรงแรมระดับโลกอย่าง Four Seasons, Capella, Mandarin Oriental และ Peninsula ขณะที่ Langham กำลังเข้ามาเติมเต็มการแข่งขันในตลาดลักชัวรี่ริมแม่น้ำ
แต่สิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างและโดดเด่นจากโรงแรมอื่น คือ Customs House ซึ่งเป็น ศุลกสถาน หรือโรงภาษีร้อยชักสาม อาคารประวัติศาสตร์อายุกว่า 130 ปี ซึ่งเคยต้อนรับผู้คนจากทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1888
“Langham เปิดโรงแรมแห่งแรกในปี 1865 ส่วนโรงภาษีร้อยชักสามเปิดใช้งานในปี 1888 สำหรับผม การที่สองเรื่องราวทางประวัติศาสตร์นี้มาบรรจบกัน ถือเป็นการจับคู่ที่สมบูรณ์แบบ”

เขาอธิบายว่า การพัฒนาอาคารประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ Langham เพราะที่ผ่านมาแบรนด์ได้ฟื้นฟูอาคารมรดกหลายแห่งทั่วโลก ทั้งสำนักงานใหญ่เดิมของ IBM ที่ออกแบบโดย Mies van der Rohe อาคาร Federal Reserve Bank เดิมในบอสตัน ตลอดจนโรงงานผลิตแก้วโบราณบนเกาะมูราโน เมืองเวนิส และทำให้เรื่องราวของมรดกทางประวัติศาสตร์จึงเป็นส่วนสำคัญของโรงแรม Langham ในทุกจุดหมายที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ และแนวคิดเดียวกันนี้ก็จะถูกถ่ายทอดมายังโรงแรมในกรุงเทพฯ ด้วย
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์อาคารเก่า แต่คือการทำให้อดีตสามารถอยู่ร่วมกับอนาคตได้
“ความท้าทายสำคัญที่สุด คือเราไม่ต้องการให้โรงแรมแห่งนี้ยึดติดอยู่กับอดีตมากจนเกินไป แม้เราจะภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของแบรนด์และพร้อมโอบรับมรดกเหล่านั้น พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของเราให้แขกผู้เข้าพักได้สัมผัสผ่านประสบการณ์ในหลากหลายจุดตลอดการเข้าพัก เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้ถึงที่มาและเรื่องราวของโรงแรม
“แต่ในขณะเดียวกัน เราก็มองไปข้างหน้าเช่นกัน เราตั้งคำถามว่า ‘อะไรคือสิ่งที่กำลังได้รับความนิยม อะไรคือเทรนด์ของวันพรุ่งนี้’ และด้วยแนวคิดนี้ เราจึงได้สร้างสรรค์ไลน์อัปห้องอาหารที่น่าตื่นเต้น ร่วมกับเชฟชั้นนำและร้านอาหารคุณภาพหลายแห่ง”
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านการออกแบบประสบการณ์ทั้งหมด โดย Langham เลือกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ที่ร่วมสมัย ตั้งแต่ร้านอาหาร บาร์ และการคัดเลือกเชฟระดับแนวหน้า ซึ่ง Bob ยอมรับว่ายังมีอีกหลายองค์ประกอบที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่เป็นสิ่งที่เขาตื่นเต้นอย่างมาก
The Langham Way บริการที่ไม่มีสคริปต์
ท่ามกลางการแข่งขันของกลุ่มโรงแรมระดับลักชัวรี่ แต่สำหรับ Bob ความหรูหราของโรงแรมไม่ได้วัดกันเพียงทำเล การออกแบบ หรืออาคารประวัติศาสตร์ หากสิ่งที่ทำให้ Langham แตกต่างจากแบรนด์อื่นคือ “การบริการ” ซึ่งเป็นหัวใจของแบรนด์มาตลอดกว่า 160 ปี และถูกถ่ายทอดผ่านแนวคิดที่เรียกว่า “The Langham Way”
เพื่ออธิบายความหมายของแนวคิดนี้ Bob ย้อนเล่าเรื่องราวที่เขาประทับใจที่สุดเรื่องหนึ่ง นั่นคือจดหมายจากแขกประจำของ Langham London ซึ่งเขาบอกว่า “แทบจะเป็นจดหมายรัก” มากกว่าจดหมายชื่นชม
แขกผู้นั้นเล่าว่า ทุกครั้งที่เดินเข้าโรงแรม พนักงานจะเรียกชื่อเขาได้ทันที ขณะที่บาร์ก็เตรียมมาร์ตินีแก้วโปรดไว้รอ ส่วน club lounge ก็เสิร์ฟกาแฟในแบบที่เขาชื่นชอบโดยไม่ต้องเอ่ยปาก
เมื่อเขาถามพนักงานว่าเหตุใด Langham จึงทำได้ดีเช่นนี้ คำตอบที่ได้รับคือ “It's The Langham Way.”
สำหรับ Bob แนวคิดนี้หมายถึงการบริการที่จริงใจ ไม่เสแสร้ง และไม่มีบทพูดตายตัว

“สิ่งที่เราพยายามสร้างในทุกโรงแรมของ Langham คือวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดโอกาสให้พนักงานได้เป็นตัวของตัวเอง พนักงานทุกคนทั่วโลกได้รับการฝึกอบรมและได้รับอำนาจในการสร้างประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ ผ่านการแบ่งปันเรื่องราวของตัวเองกับแขกผู้เข้าพัก เราไม่มีสคริปต์ตายตัว เพราะเราอยากให้ทุกคนแสดงตัวตนที่แท้จริง เพื่อให้สามารถสร้างความสัมพันธ์ พูดคุย และเชื่อมโยงกับแขกจากทั่วโลกได้อย่างเป็นธรรมชาติ”
Boutique Luxury ที่ออกแบบเพื่อแต่ละคน
แม้จะอยู่ในตลาดลักชัวรี่ แต่ด้วยขนาดโรงแรมที่มีห้องพักราว 78 ห้อง ซึ่ง Bob มองว่านั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะเขานิยาม The Langham, Bangkok ว่าเป็น boutique luxury hotel
เขาอธิบายว่า ขนาดของโรงแรมทำให้ทีมงานสามารถดูแลแขกได้อย่างใกล้ชิด และคำว่า Customs House ไม่ได้เป็นเพียงชื่อของอาคารเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวคิดในการสร้างประสบการณ์ที่ customized สำหรับแขกแต่ละคน
“ด้วยขนาดและบรรยากาศแบบบูติก เราจึงสามารถมอบการบริการในระดับนั้นได้เป็นอย่างดี เราต้องการนำเอกลักษณ์การบริการในแบบ Langham มาสู่กรุงเทพฯ และดูแลแขกทุกคนด้วยมาตรฐานที่ดีที่สุด"

มากกว่าโรงแรม แต่คือ Social Hub ของกรุงเทพฯ
Bob ย้ำว่า The Langham, Bangkok ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว เขาต้องการให้อดีตโรงภาษีร้อยชักสามแห่งนี้กลายเป็น social hub แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ที่คนไทยอยากแวะมาดื่มชายามบ่าย จิบไวน์หรือค็อกเทลริมแม่น้ำ รับประทานอาหารจีนกวางตุ้ง หรือใช้เวลาพบปะสังสรรค์
ในขณะเดียวกัน โรงแรมจะเน้นตลาดนักท่องเที่ยวลักชัวรี่จากสหรัฐอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย รวมถึงฮ่องกงและจีน ซึ่งเป็นตลาดที่แบรนด์ Langham มีฐานลูกค้าแข็งแกร่งอยู่แล้ว ขณะเดียวกันยังมองเห็นโอกาสจากกลุ่ม MICE และลูกค้าองค์กรในระดับพรีเมียมด้วย
“สำหรับห้องอาหารและบาร์ เราต้องการให้เป็นจุดหมายของทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว แต่ในส่วนของห้องพักนั้น เรามองว่ากลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นนักเดินทางต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระดับลักชัวรี่” Bob ย้ำ
ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้าราว 65-70% และตั้งเป้าเปิดรับผู้เข้าพักครั้งแรกในเดือนธันวาคมนี้ ก่อนจัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2570

ความสำเร็จคือวันที่คนไทยภูมิใจ
เมื่อถามว่า หลังจากเปิดให้บริการแล้ว เขาอยากเห็นภาพอะไรเกิดขึ้นกับ The Langham, Bangkok คำตอบของ Bob ไม่ใช่อัตราการเข้าพักหรือผลตอบแทนจากการลงทุน “ผมอยากให้ที่นี่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย”
เขาอธิบายว่า “สิ่งที่ผมต้องการคือให้โครงการแห่งนี้กลายเป็นความภาคภูมิใจของคนท้องถิ่น ผมอยากให้คนไทยรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่เราทำกับ Customs House ด้วยการฟื้นฟูอาคารแห่งนี้ให้กลับมางดงามและทรงคุณค่าอีกครั้งเหมือนในอดีต และหวังว่าผู้คนจะพูดถึงสิ่งนี้
“และสำหรับนักท่องเที่ยว เมื่อพวกเขาเช็กอินเข้าพักที่โรงแรมของเรา ผมไม่ได้ต้องการให้พวกเขาเพียงแค่เช็กอินเข้าโรงแรม แต่ต้องการให้พวกเขาเช็กอินเข้าสู่ชุมชนและย่านท้องถิ่นไปพร้อมกัน
“ริมแม่น้ำสายนี้มีเรื่องราวมากมายที่รอการบอกเล่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของโรงแรมเอง หรือเรื่องราวของพื้นที่โดยรอบ ผมเชื่อว่าการเชื่อมโยงโรงแรมเข้ากับชุมชนและย่านท้องถิ่นอย่างแนบแน่น จะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และยังช่วยเติมเต็มประสบการณ์ของผู้เข้าพักได้อย่างแท้จริง
“เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนไม่ได้เดินทางมาประเทศไทยเพียงเพื่อสัมผัสการบริการแบบไทยเท่านั้น แต่ยังต้องการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น ได้พบปะผู้คน ได้ลิ้มลองอาหารที่ดีที่สุด และทำความรู้จักกับมรดกทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งเราต้องการนำองค์ประกอบทั้งหมดนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเข้าพักของแขกทุกคน”

ทั้งนี้ Langham จึงทำงานร่วมกับนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของ Customs House ผ่านทุกจุดสัมผัสภายในโรงแรม พร้อมวางแผนเชื่อมโยงผู้เข้าพักออกไปสู่ย่านโดยรอบ
เพราะสำหรับ Bob ความหรูหราในยุคใหม่ไม่ได้หมายถึงห้องพักที่สวยที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้แขกรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเมืองที่พวกเขาเดินทางมาเยือน และนั่นคือสิ่งที่ Langham ตั้งใจจะมอบให้กับกรุงเทพฯ ผ่านโรงแรมแห่งแรกของแบรนด์ในประเทศไทย
ไทยคือตลาดยุทธศาสตร์ระยะยาว
ในช่วงท้าย เขาย้ำว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ระยะยาวของ Langham Hospitality Group และการเปิดตัว The Langham, Bangkok ถือเป็นก้าวแรกของการขยายธุรกิจในประเทศ
“เป้าหมายแรกของเราคือการเปิดโรงแรมแห่งนี้ให้ประสบความสำเร็จ และทำให้ The Langham, Bangkok ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในโรงแรมลักชัวรี่ที่โดดเด่นที่สุดของกรุงเทพฯ"
อย่างไรก็ตาม แผนของ Langham ไม่ได้หยุดอยู่เพียงโรงแรมแห่งแรกในประเทศไทย Bob เปิดเผยว่า บริษัทกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายพอร์ตโรงแรมภายใต้แบรนด์ต่างๆ ของกลุ่มในระยะต่อไป
สำหรับกรุงเทพฯ Langham มองเห็นศักยภาพของทั้งแบรนด์ในเครืออย่าง Cordis และ Eaton รวมถึงโครงการ branded residences ภายใต้แบรนด์ The Langham ซึ่งจะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับโรงแรมแฟล็กชิปริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ขณะที่นอกกรุงเทพฯ กลุ่มบริษัทให้ความสนใจพื้นที่ท่องเที่ยวทางภาคใต้ของไทยเป็นพิเศษ เนื่องจากมองว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพสูงสำหรับตลาดลักชัวรี่ และเชื่อว่าทั้งแบรนด์ The Langham และ Cordis มีความเหมาะสมกับการพัฒนาโครงการในทำเลดังกล่าว
“เรามองประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับการเติบโตในระยะยาว และยังเห็นโอกาสในการขยายการลงทุนอีกหลายรูปแบบในอนาคต” Bob กล่าว

ท้ายที่สุด การเปิดตัว The Langham, Bangkok จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มอีกหนึ่งโรงแรมลักชัวรี่บนทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ยังสะท้อนความเชื่อมั่นของ Langham Hospitality Group ที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทยในฐานะตลาดท่องเที่ยวและการลงทุนระยะยาว
ซึ่งสำหรับ Bob van den Oord ความสำเร็จของโครงการแห่งนี้ไม่ได้วัดจากอัตราการเข้าพักหรือผลตอบแทนทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว หากแต่คือวันที่โรงภาษีร้อยชักสามกลับมามีชีวิตอีกครั้งในฐานะแลนด์มาร์กที่คนไทยภาคภูมิใจ ขณะเดียวกันก็เป็นสถานที่ที่นักเดินทางจากทั่วโลกได้สัมผัสทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการบริการในแบบ The Langham Way
และหาก The Langham, Bangkok ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการขยายอาณาจักร Langham ในประเทศไทย ผ่านแบรนด์ต่างๆ ของกลุ่ม ทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของนักเดินทาง แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ที่ Langham เลือกเดิมพันสำหรับการเติบโตในระยะยาว
ภาพ: The Langham, Bangkok
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : แรบบิท โฮลดิ้งส์ ทุ่ม 6 พันล้าน เนรมิต 'โรงภาษีร้อยชักสาม' เป็น ’เดอะ แลงแฮม แบงค็อก‘ โรงแรมลักชัวรีระดับ 5 ดาว
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


