เจาะลึกโมเดลธุรกิจ "Blu Monkey" แบรนด์โรงแรมที่โตเงียบแต่ก้าวกระโดด ด้วยแนวคิดเปลี่ยนที่ดินเปล่าและตึกเก่าเป็นโรงแรมดีไซน์เฉียบ เจาะนิชมาร์เก็ตด้วยบริการที่คุ้มค่าและการดูแลหลังบ้านแบบครบสูตร พร้อมกางแผนสเกลอัปธุรกิจด้วยเป้าหมายการเติบโตสูงถึง 80% ดันยอดขยายสาขาแตะ 10 แห่งต่อปี จนกลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่ที่นักลงทุนทุกระดับต่างจับตามอง
หลายคนมองว่าธุรกิจโรงแรมคือเค้กก้อนโตที่ใครๆ ก็อยากกระโดดเข้ามาแบ่งปันผลกำไร แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งเม็ดเงินลงทุนมหาศาลและการบริหารจัดการที่ซับซ้อน
แต่ท่ามกลางความท้าทายนี้ แบรนด์ "Blu Monkey" (บลูมังกี้) ภายใต้การนำของ “ต๊อบ-พศิน มณีศรี” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท แอทติจูดสเตย์ จำกัด กำลังสร้างแรงกระเพื่อมในวงการอสังหาริมทรัพย์ผ่านโมเดล "แฟรนไชส์โรงแรม 100%" ที่ดึงดูดความสนใจตั้งแต่นักธุรกิจ SME ไปจนถึงบริษัทระดับมหาชน
จุดเริ่มต้นสู่กลยุทธ์ Asset-Light
การฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ นี้ เกิดขึ้นในปี 2559 เมื่อ Blu Monkey เลือกปักหมุดสาขาแรกที่จังหวัดภูเก็ต โดยเป็นการต่อยอดจากความเชี่ยวชาญของเครือ Attitude Club บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรในพื้นที่ ซึ่งเคยฝากผลงานปั้นแบรนด์ดังอย่าง Foto Hotel จนติดตลาดมาแล้ว ก่อนจะตัดสินใจขายสินทรัพย์และเก็บรักษาเพียงแบรนด์เอาไว้
จากรากฐานที่แข็งแกร่งในวันนั้น ปัจจุบัน Blu Monkey สยายปีกครอบคลุมถึง 14 แห่งใน 6 จังหวัด โดยยึดหัวหาดทำเลภาคใต้และภาคตะวันออกเป็นหลัก กุญแจสำคัญที่ปลดล็อกให้แบรนด์ขยายตัวได้อย่างรวดเร็วคือการใช้กลยุทธ์ asset-light ขับเคลื่อนผ่านโมเดลแฟรนไชส์เต็มรูปแบบ เปิดทางให้บริษัทสามารถจับมือกับพาร์ตเนอร์เพื่อขยายธุรกิจ โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการก่อสร้างทั้งหมดไว้เอง
"แฟรนไชส์คือโอกาสการเติบโตและการขยายงานได้เร็วที่สุด พอเรามีความชำนาญและมีทีมที่ซัพพอร์ต เราจึงอยากไปเป็นพาร์ตเนอร์ เป็นเพื่อนคู่คิดให้กับผู้ประกอบการในไทยที่อยากขยายธุรกิจโรงแรม" พศิน กล่าว

3 โมเดลลงทุน ปลดล็อกศักยภาพสินทรัพย์
เพื่อตอบโจทย์ข้อจำกัดและสภาพสินทรัพย์ที่แตกต่างกันของผู้ลงทุน Blu Monkey จึงออกแบบโมเดลให้ยืดหยุ่น โดยแบ่งออกเป็น 3 โมเดลหลัก ได้แก่
- Blu Hub and Hotel : โมเดลสำหรับการก่อสร้างใหม่บนที่ดินเปล่า ด้วยงบก่อสร้างต่อห้องไม่เกิน 1.2 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเป็นโรงแรมรูปแบบ full facility
- Blu Boutique : โมเดลสำหรับการปรับปรุงอาคารเก่า หากโครงสร้างเดิมยังแข็งแรงและสามารถใช้คอนเซปต์ดีไซน์เข้าไปยกระดับได้ จะใช้งบเริ่มต้นเพียง 3 แสนบาทต่อห้อง แต่หากสภาพอาคารทรุดโทรมจนต้องรื้อระบบใหม่ งบประมาณจะถูกควบคุมไว้ไม่เกิน 5 แสนบาทต่อห้อง
- Blu Experience : โมเดลที่เน้นการพัฒนาบนที่ดินซึ่งมีศักยภาพทางธรรมชาติสูงเป็นทุนเดิม เช่น ทำเลติดทะเล หรือภูเขา
ทว่าในการทำโรงแรม เม็ดเงินลงทุนไม่ได้จบแค่ค่าก่อสร้าง สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือค่าเตรียมการก่อนเปิดกิจการ หรือ pre-opening setup ซึ่งแบรนด์ได้วางมาตรฐานส่วนนี้ไว้ที่ราว 1.2 แสนบาทต่อห้อง
เมื่อประเมินความคุ้มค่าและความคล่องตัวสูงสุด สเกลที่แบรนด์แนะนำคือรูปแบบอาคาร low-rise ความสูงไม่เกิน 7 ชั้น จำนวน 79 ห้องพัก บนพื้นที่ไม่เกิน 4,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นสเปกที่ลงตัวที่สุดสำหรับการขออนุญาตและผ่านเกณฑ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้โครงการสร้างเสร็จไวและเริ่มสร้างกระแสเงินสดได้ทันใจผู้ลงทุน

เจาะอินไซต์ ทำไมทุนใหญ่-รายย่อยถึงเลือกลงสนาม
ด้วยจุดเด่นเรื่องระยะเวลาคืนทุนไวและสเกลบริหารที่คล่องตัว จึงดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนให้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก
กลุ่มแรกคือบรรดาผู้ประกอบการ SME ที่มีที่ดินเปล่า โกดัง หรืออาคารเก่าอยู่ในมือ แต่ธุรกิจเดิมถึงจุดอิ่มตัวหรือไม่ได้สร้างการเติบโตอีกต่อไป จึงต้องการปัดฝุ่นสินทรัพย์เหล่านี้ขึ้นมาใหม่เพื่อสร้างกระแสเงินสด
ในขณะที่อีกกลุ่มคือบริษัทระดับมหาชนและกลุ่มทุนหนา ซึ่งแม้จะมีความเชี่ยวชาญในโปรเจกต์ขนาดใหญ่ แต่ก็เริ่มปรับกลยุทธ์นำที่ดินว่างเปล่าที่ยังไม่ได้พัฒนามาปั้นเป็นโรงแรมสเกลเล็ก เหตุผลสำคัญคือเรื่องของความคล่องตัวที่สามารถขับเคลื่อนโปรเจกต์ได้ไว และมีรอบการคืนทุนที่เร็วกว่าโครงการขนาดใหญ่หลายเท่าตัว
เมื่อเจาะลึกลงไปถึงตัวเลขผลประกอบการ ทางแบรนด์ได้วางเป้าหมายระยะเวลาคืนทุนไว้ไม่เกิน 7 ปี ซึ่งสอดคล้องกับอายุสัญญาแฟรนไชส์ พร้อมประเมินอัตราผลตอบแทนก่อนหักดอกเบี้ยและค่าเสื่อม (EBITDA) ไว้ที่ 25-40% โดยตัวเลขดังกล่าวจะแปรผันตามบริบทของทำเลในแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ

ขายระบบนิเวศ ไม่ใช่แค่ขายโลโก้
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนยอมจ่าย ไม่ใช่เพียงเพราะชื่อเสียงของแบรนด์ แต่แก่นแท้ของการซื้อแฟรนไชส์ Blu Monkey คือการลงทุนในระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร ผู้ลงทุนจะได้รับการสนับสนุนจากทีมงานหลังบ้านระดับมืออาชีพ
ตั้งแต่ทีมวิจัยที่ช่วยหาจุดยืนและคอนเซปต์ ทีมออกแบบที่คอยควบคุมงบประมาณ ทีมปฏิบัติการที่เข้ามาดูแลโครงสร้างต้นทุน ไปจนถึงทีมเซลส์และการตลาด รวมถึงทีม R&D ที่ทำหน้าที่มองหาโอกาสสร้างรายได้ผ่านช่องทางใหม่ๆ อยู่เสมอ
ดังนั้นการทำงานร่วมกันจึงมีลักษณะเป็นพาร์ตเนอร์ โดยบริษัทจะเข้าไปดูแลตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้าง การเตรียมความพร้อมก่อนเปิดกิจการ การวางระบบและฝึกอบรมพนักงาน ไปจนถึงการส่งมอบคู่มือปฏิบัติงานเพื่อให้เจ้าของสามารถบริหารจัดการธุรกิจต่อได้ด้วยตนเอง
ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดอายุสัญญา 7 ปี จะมีการส่งทีมเข้าไปประเมินคุณภาพปีละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจสอบเส้นทางประสบการณ์ของลูกค้าตั้งแต่ก่อนเข้าพักจนถึงหลังใช้บริการ การประเมินนี้ช่วยให้แบรนด์สามารถอุดรอยรั่วและแก้ปัญหาให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการหารือล่วงหน้า 1 ปีก่อนหมดสัญญาเพื่อวางแผนทิศทางในอนาคตร่วมกัน
"อันดับแรกคือระบบเราต้องแน่นก่อนให้ได้ แต่คำว่าระบบแน่นไม่ได้บอกว่าเราต้องเดินตามระบบ 100% เราต้องดูว่า ณ วันนี้เราต้องปรับแก้หรือยัง เพราะทุกๆ ปี ทุกสถานการณ์ ทุกเหตุการณ์ มันทำให้เราเดินบนทางเดิมไม่ได้ตลอดไป" พศิน กล่าว

สเกลอัปสู่เป้าหมาย 10 สาขาต่อปี
นอกจากการบริหารงานหลังบ้านที่รัดกุมแล้ว การแข่งขันดึงดูดผู้บริโภคยุคใหม่ก็เข้มข้นไม่แพ้กัน ในยุคที่ผู้คนทบทวนอย่างถี่ถ้วนก่อนจ่ายเงิน พศินมองว่าลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจจองห้องพักเพียงเพราะราคาถูกหรือแพง แต่พวกเขามองหาความคุ้มค่าที่ได้รับกลับมา
"กำลังซื้อผู้บริโภคตอนนี้ เขาคิดมากขึ้น มีการทบทวนในการตัดสินใจจ่ายมากขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่คำว่าถูกหรือแพงที่จะไปตัดสินความคุ้มค่า แต่ลูกค้าจะเป็นคนบอกเราเองว่าการที่เขาเลือกมากับเรา เขาเลือกเพราะอะไร" พศิน กล่าว
Blu Monkey จึงโฟกัสการสร้างประสบการณ์ผ่านทุกจุดสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นบริการสแน็คบาร์ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ไปจนถึงไฮไลต์ที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์อย่างเครื่องนอนคุณภาพสูง ซึ่งลูกค้าถึงกับตั้งฉายาให้ว่า "ที่นอนดูดวิญญาณ"
สะท้อนความสำเร็จได้จากผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2566-2568) ที่บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนและรักษาระดับการทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2566 มีรายได้ประมาณ 105 ล้านบาท กำไรสุทธิ 7 ล้านบาท ถัดมาในปี 2567 รายได้ขยับขึ้นไปที่ประมาณ 109 ล้านบาท พร้อมกำไรสุทธิ 9 ล้านบาท และล่าสุดในปี 2568 แม้ภาพรวมรายได้จะอยู่ที่ประมาณ 91 ล้านบาท แต่ก็ยังคงรักษากำไรสุทธิไว้ได้ที่ 7 ล้านบาท
จากเสียงตอบรับที่ดีบวกกับรากฐานทางการเงินที่มั่นคง ทำให้ก้าวต่อไปของ Blu Monkey เต็มไปด้วยความท้าทาย บริษัทตั้งเป้าหมายสเกลอัปธุรกิจให้เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 80% พลิกสปีดจากการขยายสาขาปีละไม่เกิน 3 แห่ง ขยับขึ้นเป็นเป้าหมายใหม่ที่ 10 สาขาต่อปีในช่วง 5 ปีนับจากนี้
ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่เซ็นสัญญาและอยู่ในมือแล้วกว่า 50% โดยแผนงานระยะสั้นเตรียมปักธงทำเลศักยภาพใหม่ๆ ทั้งในกระบี่ 3 แห่ง ภูเก็ตอีก 1 แห่ง รวมถึงระยอง และที่น่าจับตาคือการเตรียมบุกตลาดเมืองหลวงเป็นครั้งแรก โดยเล็งเปิดสาขาพื้นที่บางนาและมีนบุรีภายในปี 2571

ตอบตัวเองให้ได้ก่อนเริ่ม
แม้ภาพรวมและแผนการขยายตัวจะดูสดใส แต่ธรรมชาติของธุรกิจโรงแรมไม่ใช่การซื้อมาขายไปเพื่อทำกำไรระยะสั้น แต่เปรียบเสมือนการปีนภูเขาที่มีทั้งจังหวะขาขึ้นและขาลง
นอกจากนี้ ปัญหาและปัจจัยแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ยังแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โรงแรมในเมืองท่องเที่ยวย่อมมีความอ่อนไหวต่อฤดูกาล ขณะที่ทำเลเมืองรองจะได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจในประเทศมากกว่า
ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดก่อนที่นักลงทุนจะกระโดดเข้ามาในสมรภูมินี้ คือการกลับมาทบทวนและตอบตัวเองให้ชัดเจนว่า “ทางออกของธุรกิจ” ที่แท้จริงคืออะไร บางคนเลือกลงทุนเพราะใจรักงานบริการ ขอเพียงกิจการหล่อเลี้ยงตัวเองได้ไม่ขาดทุน บางคนตั้งใจปั้นสินทรัพย์ให้มีมูลค่าเพื่อส่งมอบเป็นมรดกให้ลูกหลาน ในขณะที่อีกหลายคนมองเกมไกลไปถึงการดันมูลค่าธุรกิจให้ถึงขีดสุดเพื่อขายทำกำไร
"ทุกธุรกิจมีทั้งดีและไม่ดี ธุรกิจโรงแรมก็เช่นกัน มันคือการเดินทางยาวๆ ที่มีขึ้นมีลง สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การมีระบบหลังบ้านที่แน่นพอ แต่คือการที่ตัวเราเองรู้เป้าหมายชัดเจนว่าลงทุนทำไปเพื่ออะไร และพร้อมที่จะเรียนรู้ ปรับตัวแก้ไขไปกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาหรือไม่" พศิน กล่าวทิ้งท้าย

ภาพ : แอทติจูดสเตย์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : จากความหลงใหลชานมไข่มุก ใช้ทุนหลักหมื่น เป็นเจ้าของธุรกิจในวัย 18 “แพร-กวิสรา” กับเส้นทาง 14 ปี “Fresh Me” แฟรนไชส์ชานมที่โตเพราะลูกค้าอยากซื้อ
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


