พาทัวร์โรงงานใหม่ Infineon บริษัทเซมิคอนดักเตอร์จากเยอรมนี หลังทุ่มลงทุนกว่า 4.8 หมื่นล้านบาท เปิดฐานผลิตในไทยที่สมุทรปราการ เดินหน้าเฟสแรก 3 หมื่นตารางเมตร พร้อมแผนขยายสูงสุด 5 เฟส รองรับการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน ตลอดจนงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ควบคู่แผนจ้างบุคลากรไทยกว่า 5 พันตำแหน่งป้อนฐานการผลิต
อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ (Infineon) เปิดฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นปลาย (backend) แห่งใหม่ที่จังหวัดสมุทรปราการ รองรับการเพิ่มกำลังการผลิตของบริษัท ท่ามกลางความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาวที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
โรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ARAYA The Eastern Gateway โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า โรงงานแห่งนี้มีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 4.8 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (power module) การทดสอบวงจรรวม (IC) และเวเฟอร์ (wafer) รวมถึงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์
ปัจจุบัน บริษัทได้ลงทุนติดตั้งเครื่องจักรและจะเปิดสายการผลิตเฟสแรก (module A) ซึ่งมีพื้นที่ห้องคลีนรูมที่ใช้ในการผลิตขนาด 3 หมื่นตารางเมตร รวมทั้งจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในประเทศไทย โดยในอนาคตมีแผนขยายได้ถึง 5 เฟส (module A-E) ซึ่ง BOI ระบุว่า หากขยายการลงทุนจนครบทั้ง 5 เฟสแล้ว จะถือเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ในขั้นการประกอบและทดสอบที่ใหญ่ที่สุดในโลกของอินฟินีออน ด้วยพื้นที่คลีนรูมที่ใช้ในการผลิตรวม 1.5 แสนตารางเมตร
โรงงานแห่งใหม่นี้ถูกออกแบบเป็นระบบอัตโนมัติ (autonomous factory) ตั้งแต่เฟสแรก โดยนำระบบอัตโนมัติขั้นสูง ทั้งหุ่นยนต์ ระบบขนถ่ายวัสดุอัตโนมัติ และระบบการผลิตดิจิทัลมาใช้ ตั้งแต่การทดสอบเวเฟอร์ (wafer testing) ซึ่งถือเป็นส่วนต้นน้ำของกระบวนการผลิตชิป (frontend) ควบคู่กับการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (power module) และการทดสอบวงจรรวม (IC) ซึ่งถือเป็นการผลิตขั้นปลายของเซมิคอนดักเตอร์ในโรงงานเดียวกัน
นับเป็นแห่งแรกของ Infineon ที่ผสานงานทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการผลิต และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตตามเมกะเทรนด์สำคัญของโลก
Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท Infineon Technologies AG ประเทศเยอรมนี กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเป็นส่วนสำคัญของเครือข่ายการผลิตระดับโลกของ Infineon คือการผสานระหว่างทำเลที่ตั้งและศักยภาพในการเติบโต บริษัทกำลังสร้างฐานการผลิตแห่งใหม่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว และสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายโลจิสติกส์ระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้อินฟินีออนเพิ่มความยืดหยุ่นของเครือข่ายการผลิต และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” Gorski กล่าว

ชูงานทักษะสูง ดันเฟสแรกเต็มกำลังการผลิตในปี 2027
Wei Khoe Lim รองประธานกรรมการอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ Infineon ประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบโรงงานในไทยกับโรงงานที่สิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งก่อสร้างมานาน 20-30 ปี โรงงานในไทยได้รับการออกแบบเพื่อรองรับงานใน next generation โดยมีสัดส่วนงานที่ใช้ทักษะขั้นสูงมากกว่า 80% และสามารถรองรับงานหรือผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนสูงได้
ขณะที่โรงงานในสิงคโปร์และมาเลเซีย Lim ระบุว่ามีสัดส่วนพนักงานในส่วนปฏิบัติการเป็นส่วนใหญ่ มากกว่า 50% และมีประมาณ 30% ที่เป็นงานใช้ทักษะขั้นสูง
เขากล่าวอีกว่า ปัจจุบันโรงงานในไทยมีกำลังการผลิต 3 หมื่นตารางเมตร (วัดจากขนาดพื้นที่) โดยบริษัทวางแผนที่จะใช้พื้นที่ดังกล่าวให้เต็มกำลังการผลิตภายในปี 2027 หรือคิดเป็นประมาณ 45% ของโรงงานในมาเลเซียซึ่งมีพื้นที่ 8 หมื่นตารางเมตร ดังนั้น หากมีการเพิ่มอาคารอีก 1 แห่ง พื้นที่การผลิตในไทยก็จะใกล้เคียงกับฐานการผลิตขนาดใหญ่ที่สุดของ Infineon ในมาเลเซีย
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก BOI ระบุว่า การเติบโตของ AI ทำให้ความต้องการด้านการประมวลผลและดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มสูงขึ้นมาก ประกอบกับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI เชิงกายภาพ (physical AI) เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ใช้ AI ในการควบคุม ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยเทคโนโลยีด้านการจัดการและแปลงพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง
ทำให้อุตสาหกรรมแห่งอนาคตเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการ power semiconductor ของ Infineon ในอนาคต โดยตลาดชิปควบคุมพลังงานทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2025 และคาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นกว่า 1.07 แสนล้านเหรียญ ในปี 2035
Lim กล่าวว่า เนื่องจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองไม่ได้ส่งผลกระทบ เพราะ Infineon มีฐานการผลิตทั้งในเอเชีย ยุโรป อเมริกา และจีน ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อป้อนตลาดทั่วโลก
เขาระบุว่านี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่บริษัทตัดสินใจลงทุนในไทย เนื่องจากมองว่าความต้องการมีอยู่ในระดับสูง และ Infineon ยังเตรียมความพร้อมสำหรับความต้องการที่มองไม่เห็นในอนาคตอีกด้วย โดยบริษัทซื้อที่ดินไว้ในนิคมฯ 120 ไร่ ซึ่งยังมีพื้นที่เหลือสำหรับการขยายโรงงานเพิ่มเติม โดยสามารถเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2 เท่าได้โดยง่าย หากมีความต้องการเพิ่มขึ้น
สำหรับการผลิตและการส่งออก สินค้าทั้งหมดที่ผลิตจากโรงงานในไทยจะถูกส่งไปยังฮับสินค้าในเอเชียและยุโรป ก่อนกระจายตามคำสั่งซื้อของลูกค้า โดย Lim ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ของ Infineon ถูกนำไปใช้งานโดยบริษัทต่างๆ เช่น BMW และ Huawei

แผนจ้าง 5 พันตำแหน่ง สร้างคนป้อนฐานผลิต
สำหรับแผนการลงทุนของ Infineon ในครั้งนี้ อีกสิ่งที่น่าจับตาคือการ “สร้างคน” BOI ระบุว่า Infineon มีแผนจ้างบุคลากรไทยรวมทั้งสิ้นกว่า 5,000 คน หรือประมาณ 1,000 คนในแต่ละเฟส โดยจะเน้นการจ้างงานด้านวิศวกรและช่างเทคนิคขั้นสูง
โดย BOI ได้กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทพัฒนาบุคลากรไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่า 600 คน แบ่งเป็นวิศวกรในสายการผลิตกว่า 400 คน และสายวิจัยและพัฒนากว่า 200 คน พร้อมส่งบุคลากรไทยกว่า 130 คนไปฝึกอบรมเทคโนโลยีเฉพาะทางในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต การทดสอบ ระบบอัตโนมัติ การออกแบบเวเฟอร์และการประกอบชิป ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์
ขณะที่ Lim กล่าวว่า แม้การก่อสร้างอาคาร Module A ให้แล้วเสร็จภายใน 15 เดือน สำหรับธุรกิจเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนในระดับนี้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การหาบุคลากรที่มีทักษะเข้ามาร่วมงานยังไม่ถือเป็นปัญหามากนัก เนื่องจากสามารถดึงบุคลากรจากอุตสาหกรรมใกล้เคียงที่มีทักษะซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานได้ และแม้ระบบนิเวศโดยรวมของอุตสาหกรรมประเภทนี้ในไทยจะยังไม่สามารถเทียบกับสิงคโปร์และมาเลเซียได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาต่อการดำเนินงาน
เขาระบุว่า Infineon ยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทย 7 แห่งที่มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยี เพื่อสร้างบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรม ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวและมองว่าจะช่วยแก้ปัญหาในระยะยาว แม้ปัจจุบันเรื่องบุคลากรจะยังไม่เป็นปัญหาก็ตาม
ในปีที่ผ่านมา บริษัทรับนักศึกษาฝึกงาน 150 คน จากสาขาที่ตรงกับความต้องการของบริษัทและจากมหาวิทยาลัยที่ร่วมมือกัน หลังจากนักศึกษาเรียนจบ หากต้องการทำงานต่อกับบริษัทก็สามารถเข้าทำงานได้อย่างต่อเนื่อง
Lim กล่าวว่า สำหรับโรงงานในไทย ปัจจุบันบริษัทมีการจ้างงานไปแล้ว 350 อัตรา ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติเพียง 15 คน จากมาเลเซีย สิงคโปร์ และเยอรมนี ขณะที่พนักงานที่เหลือเป็นคนไทยทั้งหมด คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% โดยพนักงานไทยที่ทำงานอยู่ที่โรงงานจะได้รับการส่งไปฝึกอบรมที่เยอรมนี ขณะที่ชาวต่างชาติที่เข้ามาช่วยงานจะอยู่ในไทยประมาณ 2 ปี เพื่อช่วยในการจัดตั้งโรงงาน หลังจากนั้นพนักงานไทยจะสามารถเข้ามาดำเนินงานต่อได้ด้วยตัวเอง

ภาพ : Infineon
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ผลิตในไทยแล้ว 1 แสนคัน! BYD พาทัวร์โรงงานระยอง ใช้ชิ้นส่วนในไทย-จ้างงาน 6 พันตำแหน่ง พร้อมปรับเกมรับโครงสร้างภาษี EV ใหม่
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


