เมื่อคนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพและออกกำลังกายมากขึ้น ธุรกิจฟิตเนสก็เติบโตตามไปด้วย เปิดผลประกอบการ 5 แบรนด์ฟิตเนสเจ้าดังในไทย ใครมีรายได้-กำไร และสาขาเท่าไหร่บ้าง
สุขภาพกำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผลักดันให้ธุรกิจฟิตเนสและการออกกำลังกายในประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมากกว่า 76% ของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศมาจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ส่งผลให้การออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพได้รับความสนใจมากขึ้น จนค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค
ข้อมูลจากกรมพลศึกษาสะท้อนแนวโน้มดังกล่าว โดยพบว่าสัดส่วนประชากรอายุมากกว่า 15 ปีที่ออกกำลังกายมากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ และต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาที เพิ่มขึ้นจาก 40.4% ในปี 2565 เป็น 44.4% ในปี 2567 สะท้อนว่าพฤติกรรมการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคปี 2025 ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ในกลุ่มคนที่ออกกำลังกาย 60.2% เลือกใช้บริการฟิตเนส ขณะที่กลุ่มที่เหลือเลือกออกกำลังกายในรูปแบบอื่น ทำให้ฟิตเนสกลายเป็นหนึ่งในช่องทางหลักสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการออกกำลังกาย โดยเฉพาะในเมืองที่ผู้คนต้องการสถานที่ซึ่งสามารถเข้าใช้บริการได้สะดวกและมีอุปกรณ์พร้อม
เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ธุรกิจฟิตเนสก็ขยายตัวตามไปด้วย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า รายได้ของธุรกิจฟิตเนสไทยในปี 2568 เติบโตประมาณ 18% และมีมูลค่ามากกว่า 12,000 ล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ
การขยายตัวของตลาดยังเห็นได้จากการเข้ามาของแบรนด์ฟิตเนสต่างชาติและการเติบโตของผู้ประกอบการในประเทศที่มีเครือข่ายสาขาเพิ่มขึ้น โดยแบรนด์ที่อยู่ในตลาดไทยมีทั้งผู้เล่นที่เข้ามาทำตลาดมานานหลายทศวรรษและแบรนด์ที่เข้ามา
ในกลุ่มผู้เล่นที่มีเครือข่ายสาขาในประเทศไทย Fitness First ถือเป็นแบรนด์ที่เข้ามาทำตลาดไทยมายาวนานที่สุด โดยเริ่มเปิดให้บริการในปี 2544 ขณะที่ WE Fitness เข้ามาทำตลาดในปี 2556 ตามด้วย Virgin Active ในปี 2557, Jetts Fitness ในปี 2559 และ Fitness24Seven ในปี 2561 โดยแต่ละแบรนด์ใช้จุดขายและรูปแบบการให้บริการที่แตกต่างกัน เพื่อแข่งขันในตลาดที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น
สำหรับจำนวนสาขา ปัจจุบัน Fitness First มี 32 สาขาในประเทศไทย ขณะที่ Jetts Fitness มีมากกว่า 60 สาขา ส่วน Virgin Active มี 8 สาขา, WE Fitness มี 6 สาขา และ Fitness24Seven มี 8 สาขา สะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันในตลาดไม่ได้อยู่ที่การสร้างแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการขยายเครือข่ายให้เข้าถึงผู้บริโภคในทำเลต่างๆ ด้วย
เมื่อพิจารณาผลประกอบการปี 2568 ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจแต่ละแบรนด์ พบว่าขนาดธุรกิจและความสามารถในการทำกำไรมีความแตกต่างกัน โดย Fitness First ซึ่งดำเนินงานภายใต้บริษัท อีโวลูชั่น เวลล์เนสส์ (ประเทศไทย) จำกัด มีรายได้ 2,607 ล้านบาท และกำไร 164 ล้านบาท ขณะที่ Jetts Fitness ภายใต้บริษัท ฟิตเนส แอนด์ ไลฟ์สไตล์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด มีรายได้ 1,950 ล้านบาท และกำไร 259 ล้านบาท
ด้าน Virgin Active ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัท เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ (ไทยแลนด์) จำกัด มีรายได้ 977 ล้านบาท แต่ยังขาดทุน 41 ล้านบาท ส่วน WE Fitness ภายใต้บริษัท วี ฟิตเนส จำกัด มีรายได้ 445 ล้านบาท และกำไร 93 ล้านบาท ขณะที่ Fitness24Seven ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัท ฟิตเนส24เซเว่น (ประเทศไทย) จำกัด มีรายได้ 144 ล้านบาท และขาดทุน 37 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบดังกล่าวต้องพิจารณาบนฐานของบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจ เนื่องจากตัวเลขรายได้และกำไรเป็นข้อมูลระดับนิติบุคคล ไม่ใช่ตัวเลขรายได้ของแบรนด์โดยตรงในทุกกรณี โดยเฉพาะบริษัท อีโวลูชั่น เวลล์เนสส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่มีแบรนด์อื่นในพอร์ตด้วย ได้แก่ Celebrity Fitness และ GoFit
ท่ามกลางตลาดที่ยังเติบโตและพฤติกรรมการออกกำลังกายของคนไทยที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจฟิตเนสจึงยังเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง ทั้งในด้านจำนวนสาขา ทำเล ราคา รูปแบบสมาชิก ไปจนถึงประสบการณ์การใช้บริการ ขณะเดียวกันการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่และสตูดิโอเฉพาะทางก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับรูปแบบธุรกิจเพื่อรักษาสมาชิกเดิมและดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่อย่างต่อเนื่อง

อ้างอิง : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, เว็บไซต์บริษัท
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : จากพนักงาน 4 คน สู่ธุรกิจเฉียดร้อยล้าน! “ออม สุชาร์” รื้อระบบ Fleen Beauty เร่งเครื่องบุกหน้าร้านค้าปลีกทั่วประเทศ มั่นใจสู้ศึก T-Beauty โกยรายได้ปีนี้ 120 ล้าน
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


