จากบริษัทที่มีพนักงานเหลือเพียง 4 คน "ออม สุชาร์" ตัดสินใจทุ่ม 25 ล้าน ซื้อกิจการ Fleen Beauty มารื้อระบบซัพพลายเชนใหม่ทั้งหมด ก่อนพลิกเกมด้วยเมคอัพเอาใจคนผิวแพ้ง่าย ล่าสุดแบรนด์เตรียมลดการพึ่งพาออนไลน์ และเร่งกระจายสินค้าเข้า Watsons, EVEANDBOY ตลอดจนร้านค้าปลีกทั่วประเทศ เพื่อขยายฐานลูกค้าและดันยอดขายปีนี้ให้ทะลุเป้า 120 ล้านบาท
ท่ามกลางสมรภูมิตลาดเครื่องสำอางไทยที่มีมูลค่าสูงกว่า 200,000 ล้านบาท (ข้อมูลจากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS) ตลาดนี้ไม่ได้มีแค่แบรนด์ต่างชาติที่ครองพื้นที่ เพราะปัจจุบันกระแสความนิยมในเครื่องสำอางสัญชาติไทย หรือ T-Beauty ก็กำลังเติบโตและชิงส่วนแบ่งตลาดอย่างน่าจับตามอง
โดยหนึ่งในผู้เล่นที่น่าจับตามองคือ “Fleen Beauty” แบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติไทยที่กำลังไต่ระดับการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ภายใต้การนำของ “ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนฟีน่า จำกัด ผู้ที่เข้ามาพลิกฟื้นและปั้นธุรกิจนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ผ่านการเข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่า 25 ล้านบาท

ปรับโครงสร้างองค์กร จัดระเบียบระบบหลังบ้าน
แต่การเข้ามาบริหารธุรกิจที่เพิ่งซื้อกิจการมานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นทันทีในช่วงรับช่วงต่อ ซึ่งเต็มไปด้วยความท้าทาย โดยสุชาร์ เปิดเผยว่า ในระยะแรกบริษัทมีพนักงานเหลือเพียง 4 คนเท่านั้น ทำให้เธอต้องเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ทั้งหมด
ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพและรากฐานของแบรนด์ที่มีอยู่เดิม เธอจึงเร่งแก้ปัญหาโดยทุ่มเทเวลาให้กับการเฟ้นหาทีมงานใหม่ที่ตอบโจทย์ พร้อมทั้งวางระบบโครงสร้างตั้งแต่การจัดการคลังสินค้า ปรับโฉมแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงการเปลี่ยนซัพพลายเออร์
โดยหัวใจสำคัญที่พลิกฟื้นสถานการณ์ คือ การวางแผนบริหารจัดการซัพพลายเชน เพื่อแก้ปัญหาสินค้าขาดสต๊อก ปิดรอยรั่วของการเสียโอกาสทางการขาย และสร้างสมดุลระหว่างระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่งกับยอดขายที่กำลังพุ่งทะยาน

นวัตกรรมความงามเจาะกลุ่ม Niche สู่ Mass
เมื่อระบบหลังบ้านเข้าที่ Fleen Beauty ก็พร้อมเดินหน้าลุยตลาดด้วยจุดขายที่แตกต่าง โดยวางให้แบรนด์เป็นมากกว่าแค่เมคอัพ แต่ต้องช่วยบำรุงและดึงความงามตามธรรมชาติของผิวออกมาด้วย
แบรนด์จึงเน้นใช้สารสกัดจากธรรมชาติเพื่อตอบโจทย์คนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย ซึ่งความใส่ใจในคุณภาพสินค้านี้เองที่ทำให้ผู้บริโภคประทับใจ นำไปสู่การซื้อซ้ำและบอกต่อจนกลายเป็นฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น
ทั้งนี้ จากฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งส่งผลให้ปัจจุบันสินค้ากลุ่ม tone-up และ corrector กลายเป็นโปรดักต์แกนหลักที่ครองสัดส่วนรายได้ถึง 80% ของบริษัท โดยเฉพาะ Fleen Tone-up Serum ที่มีการทำไซซ์ทดลองออกมาจำหน่าย เพื่อลดความลังเลและช่วยให้ผู้บริโภคหน้าใหม่กล้าเปิดใจลองใช้ ก่อนจะกลับมาซื้อขนาดจริง
ขณะที่สินค้าใหม่อย่าง skin tint ก็กำลังเติบโตตามมาติดๆ ในฐานะฮีโร่โปรดักต์ตัวใหม่ ซึ่งแบรนด์สามารถทำยอดขายได้ถึง 10,000 ชิ้นภายในเดือนแรกที่เปิดตัว

ปูพรม Omnichannel ขยายฐานค้าปลีก
นอกจากการมีสินค้าที่ตอบโจทย์แล้ว การขยายช่องทางให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้ง่ายก็เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ เพราะที่ผ่านมา Fleen Beauty พึ่งพายอดขายบนออนไลน์เป็นหลักถึง 97% และมีสัดส่วนออฟไลน์เพียง 3%
ในปี 2569 แบรนด์จึงหันมาปรับกลยุทธ์ใหม่โดยเน้นสร้างการจดจำผ่านการรุกเข้าสู่หน้าร้านค้าปลีกอย่างจริงจังมากขึ้น โดยตั้งเป้าที่จะปรับสัดส่วนยอดขายออนไลน์ให้อยู่ที่ 83% และดันออฟไลน์เพิ่มขึ้นเป็น 17%
ซึ่งเบื้องต้นได้ปูพรมกระจายสินค้าผ่านพาร์ตเนอร์ร้านสเปเชียลตี้สโตร์ชั้นนำครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้ง Watsons 200 สาขา, EVEANDBOY 85 สาขา, Multy 10 สาขา, Beautrium 9 สาขา และ Konvy 5 สาขา
ควบคู่ไปกับการใช้ KOLs ที่เข้าใจแบรนด์มาช่วยเล่าเรื่องราวอย่างเป็นธรรมชาติ รวมถึงใช้ TikTok Live เป็นเครื่องมือรับฟังเสียงสะท้อนจากลูกค้าแบบเรียลไทม์เพื่อนำไปพัฒนาแบรนด์ให้ตรงจุด

ทะยานสู่เป้าหมาย 120 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การจัดทัพใหม่ทั้งระบบหลังบ้าน โปรดักต์ และช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุม ส่งผลให้ผลประกอบการของ Fleen Beauty เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากรายได้ 47 ล้านบาทในปี 2567 ขยับขึ้นเป็น 97 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่ด้านกำไรก็ขยับตัวขึ้นเช่นกัน จากปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านบาท ขยับขึ้นมาเป็น 6.8 ล้านบาทในปี 2568
ส่วนในปี 2569 จากโมเมนตัมการเติบโตที่ดี ประกอบกับแผนการทยอยออกผลิตภัณฑ์ใหม่และแรงหนุนจากกระแส T-Beauty ทำให้แบรนด์มั่นใจว่าจะสามารถทำรายได้แตะ 120 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน ซึ่งล่าสุด ณ เดือนสิงหาคม 2569 ก็สามารถทำยอดขายไปแล้วถึง 76 ล้านบาท
จากธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเหลือพนักงานเพียง 4 คน และต้องเริ่มวางระบบใหม่แทบทั้งหมด วันนี้ Fleen Beauty กำลังเข้าสู่โจทย์อีกแบบ นั่นคือการเปลี่ยนจากช่วง “ฟื้นธุรกิจ” ไปสู่การสร้างการเติบโตให้เป็นระบบ
ดังนั้นเป้าหมาย 120 ล้านบาทในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขรายได้ แต่เป็นบททดสอบว่า Fleen Beauty จะสามารถเปลี่ยนกระแส T-Beauty และฐานลูกค้าที่เกิดจากการซื้อซ้ำและบอกต่อ ให้กลายเป็นการเติบโตในระยะยาวได้มากแค่ไหน

ภาพ : Fleen Beauty
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : กาแฟไทยโตต่อ ตลาดแตะ 6.7 หมื่นล้าน! คนไทยดื่มเฉลี่ย 1.7 แก้วต่อวัน Specialty โต 15% ร้านนอกแห่บุก จับตา “สงครามราคา” เกมใหม่ของตลาด
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


