"รัตตรุจน์ ทองประดิษฐ์" บอสใหญ่ล่าเมียว หรือผู้บริหารแห่ง Spicy Cat F&B Group มองเทรนด์อาหารจีนในไทยยังเพิ่งเริ่มต้น และกำลังเปลี่ยนจากกระแสหม่าล่าเข้าสู่ยุคร้านเฉพาะทาง เดินเกม JV ดึงแบรนด์จีนเข้ามาเสริมพอร์ต ตั้งเป้าขยายเป็น 8-12 แบรนด์ใน 3 ปี พร้อมเตรียมระดมทุน LiVEx 25 ล้านบาท เสริมครัวกลาง ซัพพลายเชน และระบบหลังบ้าน รองรับการโตผ่านโมเดล Light Asset และแฟรนไชส์ FOCO ก่อนดันยอดขายรวมทั้งระบบแตะ 1 พันล้านบาท เพื่อปูทางเข้าสู่ตลาด mai ในอนาคต
ท่ามกลางการแข่งขันของตลาดร้านอาหารต่างชาติในประเทศไทย คำถามที่หลายคนเริ่มตั้งคือ “เทรนด์อาหารจีนและหม่าล่า ถึงจุดอิ่มตัวแล้วหรือยัง?” หลังร้านหม่าล่าที่เคยผุดขึ้นอย่างรวดเร็วเริ่มมีทั้งผู้เล่นที่อยู่รอดและทยอยหายออกจากตลาด ขณะที่เชนร้านอาหารรายใหญ่หลายรายยังไม่ได้กระโดดเข้ามาเล่นในตลาดอาหารจีนอย่างเต็มตัว
แต่ในมุมของ “แอมป์-รัตตรุจน์ ทองประดิษฐ์” ผู้ก่อตั้งร้านอาหารล่าเมียว และผู้บริหาร Spicy Cat F&B Group สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าอาหารจีนกำลังหมดกระแส ตรงกันข้าม เขามองว่าตลาดกำลังเปลี่ยนจากยุคที่ผู้บริโภครู้จักอาหารจีนผ่าน “หม่าล่า” ไปสู่ยุคที่ร้านอาหารจีนแตกออกเป็นหมวดเฉพาะทางมากขึ้น คล้ายเส้นทางของอาหารญี่ปุ่นในไทย

จากวิศวกรโรงงานรองเท้า สู่ธุรกิจร้านอาหารจีน
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 7-8 ปีก่อน รัตตรุจน์ ซึ่งมีพื้นฐานเป็นวิศวกรได้ตัดสินใจก้าวเข้าสู่ธุรกิจ F&B ด้วยการปลุกปั้นแบรนด์ "ล่าเมียว" (La Meow) ร้านอาหารจีนสไตล์หูหนาน-เสฉวน ที่นำโมเดล "ตู้หม่าล่า DIY ชั่งน้ำหนัก" เข้ามาในไทยเป็นรายแรกๆ จนเริ่มเป็นที่รู้จักและปลุกกระแสการกินหม่าล่าในกลุ่มผู้บริโภค
วันนี้ธุรกิจของเขากับก้าวไปอีกขั้นด้วยการปรับโครงสร้างและเปลี่ยนชื่อจากเดิมที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ "ล่าเมียวกรุ๊ป" มาเป็น Spicy Cat F&B Group เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ที่ไม่ได้จำกัดแค่ร้านอาหารมื้อหลัก แต่กำลังขยายไปสู่เครื่องดื่ม ของหวาน เพื่อรองรับเทรนด์อาหารจีนที่กำลังแตกแขนงไปในทุกมิติไลฟ์สไตล์
“หัวใจสำคัญของการปรับครั้งนี้ คือการไม่ผูกการเติบโตไว้กับหม่าล่าเพียงประเภทเดียว แต่สร้างพอร์ตหลายแบรนด์ให้ครอบคลุมตั้งแต่มื้อเร่งรีบ มื้อครอบครัว การสังสรรค์ ไปจนถึงช่วงเวลานอกมื้ออาหาร”

มองอาหารจีนยังไม่จบ เชื่อกำลังเข้าสู่รอบใหม่
รัตตรุจน์ วิเคราะห์ภาพตลาดร้านอาหารต่างชาติว่า ปัจจุบันอาหารญี่ปุ่นยังเป็นตลาดหลัก ขณะที่อาหารเกาหลีเติบโตมานานจนเริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลง ส่วนอาหารจีนกำลังได้รับแรงส่งจากการที่คนไทยเดินทางไปจีนมากขึ้น และเปิดรับสินค้า แฟชั่น และไลฟ์สไตล์จากจีนในวงกว้างกว่าในอดีต ซึ่งหากแนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อไป ภายใน 3-4 ปี อาหารจีนอาจขยับขึ้นมาแข่งขันกับอาหารเกาหลีได้มากขึ้น
“เมื่อก่อนคนไทยอาจยังไม่ได้เปิดรับแบรนด์จีนมากนัก แต่วันนี้ Gen Y และ Gen Z เดินทางไปจีน ใช้สินค้าและแฟชั่นจีนมากขึ้น อาหารก็เป็นส่วนหนึ่งของกระแสเดียวกัน”

ตลาดไม่ได้มีแค่หม่าล่า เปิด 3 แกนโตของอาหารจีน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่าอาหารจีนจะขึ้นมาเป็นอันดับใด แต่คือรูปแบบของตลาดที่กำลังเปลี่ยนไป เพราะหากแยกโครงสร้างตลาดในมุมของรัตตรุจน์ อาหารจีนในไทยกำลังขยายผ่านอย่างน้อย 3 รูปแบบ
กลุ่มแรกคือ DIY Hotpot และหม่าล่า ซึ่งเปิดให้ผู้บริโภคเลือกวัตถุดิบและปรับรสชาติเอง กลุ่มที่สองคือ ร้านอาหารจีนแบบ a la carte และอาหารเซต รองรับทั้งการรับประทานคนเดียวและครอบครัว และกลุ่มที่สามคือ ปิ้งย่างและบุฟเฟต์ ซึ่งเป็นอีกตลาดที่เริ่มมีแบรนด์เข้ามาแข่งขันมากขึ้น
ดังนั้นแม้ร้านหม่าล่าบางรูปแบบจะผ่านช่วงเติบโตอย่างร้อนแรงไปแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าตลาดอาหารจีนทั้งหมดกำลังหดตัว เพราะผู้บริโภคกำลังรู้จักอาหารจีนในรูปแบบอื่นเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ รัตตรุจน์ยังระบุถึงข้อมูลที่บริษัทนำมาใช้ประเมินตลาดว่า ปัจจุบันเฉพาะกลุ่มหม้อไฟจีนและหม่าล่ามีมูลค่าสูงถึงราว 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอาหารประเภทนี้มีฐานลูกค้าประจำที่แข็งแกร่งแล้ว และไม่ได้อยู่ในสถานะเมนูที่ผู้บริโภคเพิ่งทดลองชิมเหมือนช่วงแรกที่เข้ามาทำตลาด
Wave 2 จากร้านอาหารจีนรวมเมนู สู่ “Chinese Specialist”
จากฐานตลาดระดับหมื่นล้านที่พิสูจน์แล้วว่าอาหารจีนไม่ใช่แค่แฟชั่น ภาพที่จะเห็นชัดเจนขึ้นนับจากนี้ คือการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “wave 2” ของแบรนด์ร้านอาหารจีนในไทย ที่จะเริ่มเห็นร้านเฉพาะทางมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านเกี๊ยว ข้าวอบหม้อดิน ร้านชา โยเกิร์ต เบเกอรี่ หรือกาแฟจากจีน
เช่นเดียวกับพัฒนาการของร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย ที่ในอดีตอาจจะเริ่มจากร้านที่ขายหลายเมนู ก่อนค่อยๆ แตกออกเป็นร้านราเมน ซูชิ ยากินิกุ ทงคัตสึ และร้านเฉพาะทางอีกจำนวนมาก
“ต่อไปอาหารจีนจะไม่ได้มาในรูปแบบร้านหนึ่งขายทุกอย่าง แต่จะเริ่มเป็น specialist มากขึ้น ก๋วยเตี๋ยวอย่างเดียว เกี๊ยวอย่างเดียว หรือเบเกอรี่อย่างเดียว”
พร้อมกันนี้ วิธีการเข้ามาทำตลาดของแบรนด์จีนก็เริ่มเปลี่ยนไปเช่นกัน รัตตรุจน์มองว่า แบรนด์จีนระลอกแรกจำนวนหนึ่งเลือกเข้ามาลงทุนและบริหารเองทั้งหมด แต่เมื่อเจอพฤติกรรมผู้บริโภคไทยที่แตกต่างจากจีน บางรายจึงไม่สามารถขยายธุรกิจได้ตามแผน
ขณะที่ “wave 2” เริ่มเห็นแบรนด์จีนมองหาพันธมิตรไทยและใช้โมเดล joint venture (JV) มากขึ้น เพราะต้องอาศัยความเข้าใจด้านทำเล พฤติกรรมลูกค้า การตลาด และการบริหารร้านในประเทศ
อีกโจทย์สำคัญคือผู้บริโภคไทย แม้จะพร้อมทดลองของใหม่เร็ว แต่ก็เปลี่ยนความสนใจได้เร็วเช่นกัน ทำให้การสร้างคิวยาวในเดือนแรกไม่ได้รับประกันว่าแบรนด์จะรักษายอดขายได้ในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ Spicy Cat F&B Group จึงพยายามรีเฟรชแบรนด์เดิมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับร้าน เมนู และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยควบคุมมาตรฐาน เพื่อให้แบรนด์สามารถแข่งขันหลังช่วงเปิดตัวได้

จัดพอร์ต 4 แบรนด์ จับลูกค้าคนละโอกาส
เพื่อรองรับตลาดที่แตกออกเป็นหลายเซกเมนต์ Spicy Cat F&B Group วางพอร์ตธุรกิจผ่าน 4 แบรนด์หลัก
1. ล่าเมียว (La Meow) แบรนด์หลักของกลุ่มในรูปแบบ modern chinese dining มีทั้งหม่าล่าแบบเลือกวัตถุดิบและอาหารจีนสไตล์หูหนาน-เสฉวน ปัจจุบันมี 15 สาขา และเป็นแบรนด์ที่บริษัทเริ่มนำออกไปทดลองตลาดนอกพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ รวมถึงขอนแก่นและทำเลชานเมือง
โดยสาขาใหม่จะมีขนาดเล็กลงอยู่ที่ประมาณ 70-100 ตารางเมตร เพื่อลดเงินลงทุนและค่าเช่า ซึ่งบริษัทตั้งกรอบเงินลงทุนร้านไว้ไม่เกินประมาณ 5 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ยังเริ่มทดลองใช้หุ่นยนต์และเทคโนโลยีช่วยบางขั้นตอนในครัว เช่น การตวงซอสและควบคุมไฟ เพื่อเพิ่มความสม่ำเสมอของการปรุง ก่อนทยอยขยายไปยังสาขาอื่น
2. Muyu Meow ร้านอาหารจีนรูปแบบ QSR หรือ chinese comfort food เน้นอาหารเซตสำหรับ Gen Z, first jobber และคนทำงานที่ต้องการความรวดเร็ว โดยใช้ระบบสั่งอาหารผ่านโทรศัพท์และให้ลูกค้าบริการตัวเองบางส่วน เพื่อลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ปัจจุบันมี 5 สาขา
3. Keep In Touch ร้านปิ้งย่างจีนในรูปแบบ social dining เจาะมื้อสังสรรค์และหลังเลิกงาน ปัจจุบันมี 4 สาขา และตั้งเป้าขยายเป็น 8 สาขาภายในสิ้นปี
4. More Yogurt แบรนด์โยเกิร์ตจากจีนที่ทำให้บริษัทขยับเข้าสู่ lifestyle & dessert segment โดยจับเทรนด์ผู้บริโภคที่มองหาเครื่องดื่มทางเลือกจากชาและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง โดยบริษัทตั้งเป้าให้ More Yogurt มีประมาณ 5 สาขาภายในสิ้นปี
นอกเหนือจาก 4 แบรนด์หลัก บริษัทยังอยู่ระหว่างพูดคุยกับแบรนด์จีนอีกหลายประเภท ตั้งแต่เบเกอรี่ ไอศกรีม ไปจนถึงโมเดลบุฟเฟต์ แต่หลายดีลยังอยู่ระหว่างการเจรจาและยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ

วางตัวเป็นพาร์ตเนอร์แบรนด์จีน ตั้งเป้า 8-12 แบรนด์
ขณะที่แผนระยะยาว 3 ปี ของ Spicy Cat F&B Group คือการเพิ่มพอร์ตโฟลิโอจากปัจจุบันเป็นประมาณ 8-12 แบรนด์ โดยบางแบรนด์บริษัทจะพัฒนาขึ้นเอง ขณะที่อีกส่วนจะใช้การซื้อสิทธิ์หรือ JV กับแบรนด์จีนโดยตรง
รัตตรุจน์มองว่า จุดที่บริษัทนำไปใช้เจรจากับแบรนด์ต่างประเทศ คือประสบการณ์ในการทำตลาดอาหารจีนในไทย รวมถึงเครือข่ายและความสัมพันธ์กับผู้ประกอบการศูนย์การค้า ซึ่งช่วยในการเจรจาพื้นที่สำหรับแบรนด์ใหม่
“แบรนด์จีนเวฟสองเริ่มมองหาพาร์ตเนอร์ในไทยมากขึ้น ถ้าเรามีพอร์ตและระบบที่รองรับได้ เป้าหมายคือทำให้แบรนด์ที่ต้องการเข้ามาไทยมองเราเป็นหนึ่งในตัวเลือกในการร่วมธุรกิจ”
ระดมทุน LiVEx 25 ล้านบาท ไม่ได้เอาไปเร่งเปิดสาขา
ส่วนด้านยุทธศาสตร์การเติบโต Spicy Cat F&B Group เดินหน้าเตรียมเข้าตลาด LiVEx พร้อมระดมทุนประมาณ 25 ล้านบาท โดยเงินทุนที่ได้มาเป้าหมายหลักไม่ได้อยู่ที่การเร่งเปิดสาขา แต่จะนำไปสร้าง “Business Readiness” หรือความพร้อมของระบบหลังบ้าน ทั้งครัวกลาง ระบบซัพพลายเชน คลังสินค้า ERP ระบบข้อมูล เทคโนโลยี AI ไปจนถึงระบบแฟรนไชส์ เพื่อวางโครงสร้างรองรับการเพิ่มแบรนด์และจำนวนสาขาในระยะถัดไป
“เป้าหมายของเราคือสร้าง F&B platform กลางขึ้นมา เพื่อให้เมื่อบริษัทเพิ่มแบรนด์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ปิ้งย่าง เครื่องดื่ม เบเกอรี่ หรือของหวาน สามารถใช้ระบบหลังบ้านร่วมกันได้ โดยไม่ต้องลงทุนสร้างระบบใหม่ทั้งหมดทุกครั้ง”
ซึ่งแน่นอนว่าการทุ่มงบลงทุนเพื่อสร้างระบบหลังบ้านเหล่านี้ ย่อมสะท้อนออกมาในรูปแบบของต้นทุนบริหารจัดการที่เพิ่มสูงขึ้น รัตตรุจน์อธิบายว่า หากมองดูงบการเงินช่วงที่ผ่านมาอาจจะเห็นว่าบริษัทยังมีผลขาดทุนหรือกำไรทรงตัว นั่นเป็นเพราะบริษัทได้เตรียมความพร้อมโดยนำมาตรฐานบัญชีชุดใหญ่ระดับเดียวกับตลาด mai มาใช้ล่วงหน้านานกว่า 3 ปี
พร้อมทั้งลงทุนขยายทีมงานมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทีมบัญชีจาก 1 คน เป็น 13 คน และการตั้งทีม HR เพื่อดูแลใบอนุญาตทำงานของพนักงานต่างชาติอย่างรัดกุม ไปจนถึงการตัดจำหน่ายด้อยค่าจากการลงทุนในบริษัทย่อยร้านอาหารไทยในอดีต ซึ่งทำให้ภาพรวมตัวเลขอาจจะดูมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูงในช่วงที่ผ่านมา
"อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายเหล่านี้คือการลงทุนเพื่อวางรากฐานความโปร่งใสที่คุ้มค่า ซึ่งเมื่อเราขยายสาขาแตะระดับ 35 สาขาขึ้นไปในช่วงปลายปีนี้ โครงสร้างทั้งหมดจะถึงจุดคุ้มทุน และผลประกอบการจะพลิกกลับมาทำกำไรอย่างมีนัยสำคัญ"
โดยรายได้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2568) ของบริษัท ซีบี ทีเอ เทรดดิ้ง จำกัด ก่อนที่จะแปรสภาพเป็นบริษัท สไปซี่ แคท เอฟ แอนด์ บี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 มีรายละเอียดดังนี้
- ปี 2566 มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 188 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านบาท
- ปี 2567 มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 219 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านบาท
- ปี 2568 มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 250 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิอยู่ที่ประมาณ 11 ล้านบาท

ชูโมเดลแฟรนไชส์ FOCO โตเร็ว-ลดความเสี่ยง
ในส่วนของการขยายสาขานั้น เบื้องต้นบริษัทจะเน้นกลยุทธ์ light asset model ผ่านระบบแฟรนไชส์แบบ FOCO (franchise own company operate) เจาะกลุ่มนักลงทุนที่มีกำลังซื้อสูงแต่ไม่มีเวลาบริหาร โดยบริษัทจะเป็นผู้บริหารจัดการให้ทั้งหมด
ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนร้านแฟรนไชส์อยู่ที่ 60% และร้านที่บริษัทลงทุนเอง 40% โดยโมเดลนี้จะสร้างรายได้หลักให้บริษัทผ่าน 3 ช่องทาง คือ ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์, ค่าบริหารจัดการ และรายได้จากการขายวัตถุดิบจากครัวกลาง ซึ่งถือเป็นกระแสเงินสดที่มั่นคงและมีความเสี่ยงต่ำ
ดันยอดขายครึ่งพันล้าน ปูทางสู่ตลาด mai
ทั้งนี้ จากการบริหารโครงสร้างต้นทุนและโมเดลการขยายสาขาที่รัดกุม ส่งผลให้ภาพรวมรายได้ของกลุ่มบริษัทมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกบริษัทมีรายได้ประมาณ 69 ล้านบาท ก่อนเพิ่มเป็น 72 ล้านบาทในไตรมาส 2 หรือเติบโตราว 4.4%
ทำให้เมื่อรวมตัวเลขที่เปิดเผยทั้งสองไตรมาส รายได้ครึ่งปีแรกอยู่ที่ประมาณ 141 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยอยู่ในระดับมากกว่า 44% ซึ่งโมเมนตัมเชิงบวกนี้จะยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อสาขาใหม่ทยอยเปิดให้บริการครบตามแผน
โดยคาดการณ์ว่ารายได้เฉพาะส่วนของบริษัทตลอดทั้งปีนี้จะแตะระดับ 280-300 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายรวมทั้งระบบ (GMV) ซึ่งนับรวมรายได้จากสาขาแฟรนไชส์ทั้งหมด คาดว่าจะทำยอดได้สูงถึง 400-500 ล้านบาทภายในสิ้นปี
ด้วยสปีดการเติบโตของรายได้ที่คาดว่าจะทะยานแตะครึ่งพันล้านภายในปีนี้ จึงกลายเป็นสปริงบอร์ดสำคัญที่ผลักดันให้ Spicy Cat F&B Group กล้าวางเป้าหมายระยะยาวที่ใหญ่ขึ้น โดยภายใน 3 ปีข้างหน้า (ปี 2570-2572) บริษัทเตรียมขยายพอร์ตแบรนด์ในมือเพิ่มเป็น 8-12 แบรนด์
และเมื่อผลกำไรสะสมทำได้ถึงระดับ 100 ล้านบาทตามเป้าหมาย บริษัทจะเดินหน้าย้ายเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ทันที โดยตั้งเป้าผลักดันยอดขายรวมทั้งระบบ (GMV) ให้ทะลุ 1 พันล้านบาท

จากนำแบรนด์จีนเข้าไทย สู่พาอาหารไทยไปจีน
นอกจากนี้ ปลายทางของแผนธุรกิจของ Spicy Cat F&B Group ยังไม่ได้หยุดอยู่แค่การนำแบรนด์จีนเข้ามาในประเทศไทย โดยรัตตรุจน์วางภาพว่า หลังบริษัทมีเงินทุนและโครงสร้างแข็งแรงมากขึ้นจากการเข้าสู่ตลาด mai จะเริ่มทำธุรกิจอีกทิศทาง คือการนำแบรนด์อาหารไทยเข้าไปทำตลาดในจีน เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตจากสองตลาด
“เราจะไม่เริ่มสร้างแบรนด์ใหม่จากศูนย์ แต่จะมองถึงการซื้อมาสเตอร์แฟรนไชส์ของแบรนด์ไทยที่มีชื่อและมีโอกาสเป็นที่รู้จักในจีน เพื่อลดระยะเวลาในการสร้างตลาด”
ท้ายที่สุดคำถามว่า “กระแสหม่าล่าจบไปแล้วหรือยัง” อาจไม่สามารถตอบได้จากจำนวนร้านที่เปิดหรือปิดเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการเปลี่ยนจากตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยร้านหม่าล่ารูปแบบเดียว ไปสู่สนามแข่งขันที่มีอาหารจีนหลาย category มากขึ้น
ดังนั้นการแข่งขันนับจากนี้ จึงไม่ได้วัดกันที่ใครสามารถเปิดสาขาร้านหม่าล่าได้มากที่สุด แต่ความท้าทายจะอยู่ที่ว่าใครสามารถจับเซกเมนต์เฉพาะทางได้ถูกจังหวะ เข้าใจผู้บริโภคไทย ควบคุมต้นทุนได้ดี และมีระบบหลังบ้านที่รองรับการขยายตัวได้แข็งแกร่งพอ ที่จะผ่านช่วงกระแสแรกไปสู่การเติบโตในระยะยาว
ภาพ : Spicy Cat F&B Group
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เซ็นทรัลทุ่มงบรีโนเวต 500 ล้าน! พลิก “โรบินสัน สมุทรปราการ” สู่โฉมใหม่ ขยายพื้นที่ค้าปลีก ดึงร้านดังปักหมุดเพิ่ม รับการเติบโตโซนกรุงเทพฯ ตะวันออก
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


