“เซ็นทรัล พาร์ค” เปิดครบ 1 ปี! ทราฟฟิกแตะ 25 ล้านครั้ง ชู “ร้านแรกในไทย-คอนเซ็ปต์ใหม่” ดึงคนเข้าศูนย์ อัตราเช่าพื้นที่ค้าปลีกทะลุ 98%

“เซ็นทรัล พาร์ค” เปิดครบ 1 ปี! ทราฟฟิกแตะ 25 ล้านครั้ง ชู “ร้านแรกในไทย-คอนเซ็ปต์ใหม่” ดึงคนเข้าศูนย์ อัตราเช่าพื้นที่ค้าปลีกทะลุ 98%

เซ็นทรัลพัฒนาเผย “เซ็นทรัล พาร์ค” เปิดครบ 1 ปีกวาดยอดเข้าศูนย์ฯ 25 ล้านครั้ง เป็นต่างชาติทะลุ 10 ล้าน ดันอัตราเช่าพื้นที่ค้าปลีกแตะ 98% ตั้งเป้าปีหน้าทราฟฟิกโต 10% เดินหน้าสู่ Bangkok’s world stage


    บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN เปิดเผยความสำเร็จของ “เซ็นทรัล พาร์ค” (Central Park) หลังเปิดให้บริการครบ 1 ปี มีจำนวนผู้ใช้บริการรวมกว่า 25 ล้านครั้งในปีแรก หรือคิดเป็นมีทราฟฟิกเฉลี่ย 65,000-75,000 ครั้งต่อวัน โดยเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 10 ล้านครั้ง ขณะที่อัตราการเช่าพื้นที่ค้าปลีกอยู่ที่ 98% ทำให้เซ็นทรัล พาร์ค ขึ้นแท่น 3 อันดับแรกศูนย์การค้าที่มีทราฟฟิกสูงสุดของ CPN ก็ว่าได้

    คุณายุธ เดชอุดม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสินทรัพย์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัล พาร์ค กล่าวว่า โจทย์สำคัญของการพัฒนาเซ็นทรัล พาร์ค ไม่ใช่เพียงการทำอย่างไรให้คนเข้ามาที่ศูนย์การค้า แต่คือการสร้างเหตุผลให้คนอยากกลับมาซ้ำด้วย บริษัทจึงมุ่งสร้าง curated experience ที่แตกต่างจากศูนย์การค้าทั่วไป และสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่

    “เวลาทำศูนย์การค้า สิ่งที่ยากคือทำอย่างไรให้คนมาที่เรา และที่ยากกว่าคือทำอย่างไรให้คนอยากกลับมาซ้ำ” คุณายุธกล่าว โดยระบุว่านี่เป็นหนึ่งในโจทย์หลักของเซ็นทรัล พาร์ค โดยปัจจุบันมีร้านค้าทั้งหมดประมาณ 250 ร้าน เกือบครึ่งเป็นร้านอาหาร และกว่า 80% เป็นรูปแบบที่ผู้บริโภคไม่สามารถหาได้จากศูนย์การค้าอื่น ทั้งในรูปแบบร้านแรกในประเทศไทย, ร้านที่มาในคอนเซ็ปต์เอ็กซ์คลูซีฟ และร้านที่สร้างฟอร์แมตใหม่สาขาแรกที่นี่ เพื่อสร้างความแตกต่างและเป็นแรงดึงดูดให้ผู้บริโภคกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

    หนึ่งในตัวอย่างล่าสุดคือการเปิด Blue Bottle Coffee สาขาแรกในประเทศไทย รวมถึง ZARA Duplex Concept Store รูปแบบใหม่ และแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ระดับโลกอีกหลายแบรนด์ ขณะที่ธุรกิจอาหารถูกวางให้เป็นหนึ่งในแม่เหล็กหลักของโครงการ โดยมีร้านอาหารทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ และ Parkside Market ที่รวบรวมร้านอาหารที่ได้รับการแนะนำจาก Michelin Guide


จับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ สร้างทราฟฟิกที่ดิจิทัลทดแทนไม่ได้

    คุณายุธกล่าวว่า กลยุทธ์สร้างทราฟฟิกของเซ็นทรัล พาร์ค ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ curated newness, experience และ design โดยในส่วนของ experience บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยดิจิทัล เพราะมองว่าการแข่งขันของศูนย์การค้าในปัจจุบันไม่ได้อยู่เพียงที่สินค้าและร้านค้า แต่รวมถึงเหตุผลที่ทำให้ผู้บริโภคต้องเดินทางมาสัมผัสสถานที่จริง

    เซ็นทรัล พาร์ค จึงวางตำแหน่งเป็น curated experience ที่สะท้อนพฤติกรรมและวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ โดยไม่ได้พยายามเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน แต่เลือกจับกลุ่มผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์สอดคล้องกับพื้นที่ เช่น การออกกำลังกายในช่วงเช้าที่สวนลุมพินี ก่อนเข้ามารับประทานอาหาร พบปะเพื่อน หรือใช้พื้นที่สำหรับการทำงานและแฮงก์เอาต์ในช่วงเย็น

    “ด้วยไซส์นี้เราเป็นทุกอย่างไม่ได้” คุณายุธกล่าวขณะตอบคำถามถึงการเปรียบเทียบกับเซ็นทรัล เวิลด์ ในการเป็น global destination

คุณายุธ เดชอุดม


    ด้วยขนาดพื้นที่ของเซ็นทรัล พาร์ค ที่เล็กกว่าเซ็นทรัลเวิลด์มาก นำมาสู่แนวคิดสำคัญในการกำหนด positioning ของเซ็นทรัล พาร์ค โดยบริษัทเลือกสร้างคาแร็กเตอร์ของตัวเองให้ชัดเจน และค่อยๆ พัฒนาคาแรกเตอร์ดังกล่าวผ่านร้านค้า ประสบการณ์ กิจกรรม และดีไซน์ของพื้นที่

    ขณะที่กลยุทธ์ด้านดีไซน์ บริษัทใช้แนวคิด Design for the Future with Respect for Legacy นำเอกลักษณ์ของพื้นที่สีลม-พระราม 4 สวนลุมพินี และวัฒนธรรมของย่านมาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ เพื่อเชื่อม park life เข้ากับ urban life และสร้างคาแรกเตอร์ของเซ็นทรัล พาร์ค ให้แตกต่างจากศูนย์การค้าอื่น


นักท่องเที่ยวต่างชาติ หนึ่งใน Growth Driver

    สำหรับฐานลูกค้าเซ็นทรัล พาร์ค ปัจจุบันมีทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักมาจากตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน รวมถึงตลาดตะวันออกกลางและยุโรป ขณะที่บริษัทมองว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และตั้งเป้าขยายฐาน global audience ให้มากขึ้นในระยะต่อไป

    คุณายุธกล่าวว่า สำหรับปีหน้า บริษัทต้องการเพิ่มทั้งจำนวนผู้ใช้บริการและกลุ่มลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์สอดคล้องกับ positioning ของเซ็นทรัล พาร์ค โดยยังไม่ได้กำหนดสัดส่วนเป้าหมายที่ชัดเจนของแต่ละกลุ่ม แต่ตั้งเป้าหมายภาพรวมให้ทราฟฟิกเติบโตประมาณ 10%

    “แม้ภาพรวมปีนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดีนัก แต่กลางเมืองกรุงเทพฯ เรายังเห็น visitor มี growth ค่อนข้างดี และมองว่าภาพรวมยังมีโอกาสเติบโตได้อีก”


Mixed-use Ecosystem หนุนการเติบโตทั้งระบบ

    นอกจากศูนย์การค้าแล้ว เซ็นทรัล พาร์ค ยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการมิกซ์ยูสที่ประกอบด้วยศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม และเรสซิเดนซ์ โดย CPN มองว่าการมีองค์ประกอบที่หลากหลายช่วยสร้างทราฟฟิก และกลุ่มผู้ใช้บริการหมุนเวียนระหว่างพื้นที่ รวมถึงกลุ่ม regular visitors ที่อาศัยหรือทำงานอยู่ภายในโครงการ ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นส่วนช่วยดันทราฟฟิกให้เพิ่มขึ้นในปีหน้า หลังจากบริษัทต่างๆ ย้ายออฟฟิศเข้ามาอย่างเต็มตัว

    โดยปัจจุบัน เซ็นทรัล พาร์ค ออฟฟิศ มีอัตราการเช่าพื้นที่มากกว่า 80% โดยมีบริษัทและองค์กรระดับโลกเข้ามาใช้พื้นที่ อาทิ Deutsche Bank, adidas, Bayer, GSK และ Mitsubishi Corporation รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์

    ด้านโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ได้รับการยอมรับจากเวทีระดับนานาชาติ ขณะที่ The Residences at Dusit Central Park มียอดขายแล้ว 96% สะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดลมิกซ์ยูสที่แต่ละองค์ประกอบสามารถสร้าง synergy และสนับสนุนการเติบโตของ ecosystem โดยรวม


เดินหน้าสู่ Bangkok’s World Stage

    ในระยะต่อไป CPN เตรียมต่อยอดเซ็นทรัล พาร์ค สู่การเป็น “Bangkok’s World Stage” ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

    -Global Firsts การนำแบรนด์ระดับโลก คอลเลกชัน และคอนเซ็ปต์ใหม่เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

    -Global Culture การเปิดพื้นที่ให้ศิลปะ ดนตรี การออกแบบ และวัฒนธรรมจากทั่วโลกมาผสานกับความคิดสร้างสรรค์ของกรุงเทพฯ

    -Global Audience การขยายฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการทำงานร่วมกับ global creators และ partners เพื่อสร้างการรับรู้เซ็นทรัล พาร์ค ในฐานะ global destination



ภาพ: บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : กลุ่มเซ็นทรัลจัดทัพใหญ่รับโลกยุคดิจิทัล-AI ดัน “วัลยา จิราธิวัฒน์” นั่งแท่น President ชูผลงานปั้น CPN ดันกำไรทะลุหมื่นล้าน มุ่งซินเนอร์ยีทุกธุรกิจ ยกระดับชีวิตผู้บริโภค

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine