‘เดนทิสเต้’ ทุ่มงบกว่า 400 ล้านบาท ดึงลิซ่าช่วยโปรโมตต่อปีที่ 4 ขยายสู่สิงคโปร์-ฟิลิปปินส์

‘เดนทิสเต้’ ทุ่มงบกว่า 400 ล้านบาท ดึงลิซ่าช่วยโปรโมตต่อปีที่ 4 ขยายสู่สิงคโปร์-ฟิลิปปินส์

‘เดนทิสเต้’ ทุ่มงบกว่า 400 ล้านบาท ดึง ‘ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล’ ช่วยโปรโมตต่อปีที่ 4 ซึ่งไม่ใช่แค่ไทยแต่ขยายไปสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ด้วย ชู 3 กลยุทธ์หวังขึ้นแท่นผู้นำผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมในเอเชีย พร้อมเดินหน้าลุยลาตินอเมริกา แอฟริกา ก่อนปักหมุดขายครบ 125 ประเทศ


    เดนทิสเต้ (DENTISTE’) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมอันดับหนึ่งในประเทศไทย ประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 ตั้งเป้าสู่การเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมอันดับหนึ่งในเอเชีย ด้วยการเดินหน้าทุ่มงบการตลาดกว่า 400 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจและสร้างแบรนด์เดนทิสเต้ตอบโจทย์การเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียม เพื่อให้ครองใจผู้บริโภคไทยและอาเซียนด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 3 กลยุทธ์ได้แก่

    กลยุทธ์ที่ 1: ตอกย้ำผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ตอบโจทย์ผู้บริโภค (Premium Market Leadership & Innovation)

    เดนทิสเต้เข้าใจอินไซต์ผู้บริโภคไทยที่ให้ความสำคัญกับ “สุขภาพเชิงป้องกัน” (Proactive Wellness) มากขึ้น ไม่ใช่แค่ฟันขาว ในปีนี้เดนทิสเต้จึงเปิดตัวยาสีฟัน “เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ 2026” นวัตกรรมยาสีฟัน 10 in 1 สูตรที่ดูแลปัญหา เหงือกและฟันในหลอดเดียว ผสมผสาน Postbiotics กับ Zinc & CPC และสมุนไพรพรีเมียมกว่า 14 ชนิด ช่วยลดปัญหาในช่องปาก เช่น เลือดออกตามไรฟัน แผลในปาก เหงือกอักเสบ พร้อมปรับสมดุลและยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้นาน 12 ชั่วโมง

    นอกจากนี้ยังได้เปิดตัว เดนทิสเต้ พรีเมียม เม้าท์สเปรย์ เอ็กซ์ตร้า เฟรช สูตรเข้มข้น เพื่อช่วยลดกลิ่นปากยาวนาน และช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปากระหว่างวัน เพื่อเสริมความมั่นใจในทุกวัน


    กลยุทธ์ที่ 2: รุกตลาดยาสีฟันพรีเมียมในอาเซียน (Regional Market Penetration) ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ พร้อมขยายฐานผู้บริโภคใหม่ๆ ผ่านผลิตภัณฑ์ยาสีฟันเดนทิสเต้ระดับพรีเมียม

    และกลยุทธ์ที่ 3: สานต่อความร่วมมือกับ “ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “4 Years of Trust, One Confident Smile” เพื่อสื่อสารแคมเปญ “รอยยิ้มอย่างมั่นใจ” ของลิซ่าที่พิสูจน์มาแล้วกว่า 4 ปี และสร้างความประทับใจและการจดจำแบรนด์เดนทิสเต้


    ศิวกร พิทยานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด ผู้แทนจำหน่ายยาสีฟันเดนทิสเต้ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเดนทิสเต้มีวางจำหน่ายแล้วใน 27 ประเทศทั่วโลก โดยตลาดหลักลำดับต้นๆ ได้แก่ เกาหลีใต้ ไทย ญี่ปุ่น และกัมพูชา และในปีนี้ บริษัทมีแผนที่จะเปิดตลาดเดนทิสเต้ในประเทศใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก ได้แก่ ลาตินอเมริกา (เน้นอเมริกาใต้) แอฟริกา และยุโรป

    เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ตนและนักธุรกิจไทยและแบรนด์สินค้าไทยต่างๆ เดินทางไปสำรวจตลาดและหาโอกาสเปิดตลาดเดนทิสเต้ในลาตินอเมริกาในเร็วๆ นี้ หลังจากมีแนวคิดจะขยายตลาดเข้าไปแอฟริกาและยุโรปเพิ่มขึ้น โดยวางแผนขยายการผลิตเดนทิสเต้ในบริษัทรับจ้างผลิตในญี่ปุ่น เยอรมนี และเกาหลีเพิ่มขึ้นด้วย

    “เดนทิสตี้น่าจะเข้าตลาดลาตินอเมริกาได้ไม่ยาก เพราะคนที่นี่มีพฤติกรรมการทานอาหารรสจัดเหมือนคนไทย ส่วนประเทศที่ทานอาหารรสจืดเราก็ต้องปรับรสชาติให้เหมาะสม แม้ประเทศที่เราจะไปเป็นประเทศที่ยากจน แต่ทุกประเทศมีคนรวยที่พร้อมซื้อของเรา” เภสัชกร ดร.แสงสุขกล่าว


    นอกจากลาตินอเมริกาแล้ว บริษัทจะทำตลาดเชิงรุกในสิงคโปร์และฟิลิปปินส์มากขึ้น โดยตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากโดยรวมในสิงคโปร์มีมูลค่า 115 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2568 เติบโต 1.07% จากปี 2567 นอกจากนี้ ประชากรสิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีนวัตกรรมมากๆ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของเดนทิสเต้

    สำหรับฟิลิปปินส์ มูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากโดยรวมในอยู่ที่ประมาณ 110 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโต 4.45% โดยเฉพาะตลาดพรีเมียมที่เติบโตเร็วมาก นอกจากนี้สาเหตุที่จะขยายตลาดในฟิลิปปินส์มากขึ้นเพราะคู่แข่งน้อย และมีแฟนคลับลิซ่ามากเป็นลำดับต้นๆ ในเอเชีย ขณะเดียวกันผู้บริโภคทั้งไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ก็มีจุดที่เหมือนกันคือต้องการสินค้าเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

    “การใช้ลิซ่าเป็นพรีเซนเตอร์ให้เดนทิสเต้ใน 3 ปีอย่างต่อเนื่อง ทำให้สินค้าได้ความเป็นพรีเมียมมากขึ้น และได้แบรนด์ที่แข็งแรงมากๆ ในปีนี้ เราจึงใช้ลิซ่าเป็นพรีเซนเตอร์ต่ออีกเป็นปีที่ 4” เภสัชกร ดร.แสงสุขกล่าว และว่า นับเป็นครั้งแรกที่ลิซ่าจะเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับเดนทิสเต้ทั้ง 3 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เป็นครั้งแรก โดยบริษัทคาดว่าจะได้ส่วนแบ่งตลาดของเดนทิสเต้ในฟิลิปปินส์ราว 5-10% และรายได้ของเดนทิสเต้ทั้งในสิงคโปร์และฟิลิปปินส์จะเพิ่มขึ้นเท่าตัวภายใน 12 เดือน

    “ปีนี้เดนทิสเต้จะมีจำหน่ายใน 30-35 ประเทศ และเราอยากเห็นเดนทิสเต้ขยายตลาดเข้าไปครอบคลุมถึง 125 ประเทศ ถ้า Double A เข้าไปขายใน 125 ประเทศทั่วโลกได้ ทำไมเราจะไปไม่ได้ ในเมื่อเรามีทั้งสินค้าที่ดี มีนวัตกรรม มีแบรนดิ้งที่แข็งแกร่งมาก และที่สำคัญสินค้าเราผ่านด่านหินๆ อย่างญี่ปุ่นและเกาหลีมาแล้ว” เภสัชกร ดร.แสงสุขกล่าว

    ด้าน ศิวกร กล่าวว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากโดยรวมในเมืองไทยในปี 2568 มีมูลค่า 18,500 ล้านบาท แบ่งเป็น ยาสีฟันราว 12,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นแปรงสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก สเปรย์ระงับกลิ่นปาก และอื่นๆ

    ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากโดยรวมเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ประมาณ 6% เนื่องจากปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ควบคู่กับความต้องการผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์การดูแลในระยะยาว


    ศิวกรกล่าวว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากเซกเมนต์พรีเมียมเติบโตทั่วโลก ส่วนตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมโดยรวมในไทยในปี 2568 มีมูลค่า 4,000 ล้านบาท คิดเป็นยาสีฟันพรีเมียม 20-30% ตลาดรวมสินค้าพรีเมียมนี้เติบโต 10% จากปี 2567 เนื่องจากการยอมรับของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและนวัตกรรม การให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและการป้องกันในระยะยาวมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้คุณค่าและประสิทธิภาพสูงขึ้น

    ศิวกรกล่าวอีกว่า สำหรับรายได้ของสยามเฮลท์ฯ ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท แบ่งเป็นต่างประเทศและในประเทศอย่างละเท่ากัน และภายใน 7 ปีต่อจากนี้ ตั้งเป้าว่าสัดส่วนรายได้จากการขายในต่างประเทศและต่างประเทศจะเป็น 90% และ 10% ตามลำดับ

    ทั้งนี้ ในปี 2568 เดนทิสเต้ครองความเป็นผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมในประเทศไทยด้วยส่วนแบ่งการตลาด 30% บริษัทตั้งเป้าว่าจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของเดนทิสเต้โดยรวมอีกประมาณ 2-3% ซึ่งจะมาจากการเติบโตของธุรกิจในต่างประเทศราว 25% และในประเทศ 2%

    ศิวกรกล่าวว่า แม้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมอาจจะไม่ดีมากนัก แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบกับเดนทิสเต้ซึ่งเป็นสินค้าพรีเมียม อัตราการเติบโตของเดนทิสเต้ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ถึง 20% เพราะการนำสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาด อาทิ เดนทิสเต้ รีมิน (Dentiste’ Remin) ซึ่งเป็นนวัตกรรมเสริมฟันที่มีเทคโนโลยีจากประเทศอังกฤษ ช่วยซ่อมแซม ฟื้นฟู และลดอาการเสียวฟัน และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากอย่างครบวงจร ตั้งแต่สินค้าที่แก้ปัญหากลิ่นปาก ฟันผุ และเสียวฟัน เช่น Dentiste’ Repaire และยาสีฟัน Dentiste’ Whitening Purple เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง



ภาพ: สยามเฮลท์ กรุ๊ป



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : คู่แรกของไทย! ‘เก่ง-น้ำปิง’ นั่งแท่น PANDORA Thailand Ambassador เชื่อมโยงคอมมูนิตี้ สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine