Gen Z ปลุกกระแสกล้องคอมแพค ชอบภาพโทนฟิล์มไม่เน้นความชัด ขณะที่สาย vlog หันใช้ action cam-gimbal cam ดันตลาดกล้องเปลี่ยนเกม! ด้าน “บิ๊กคาเมร่า” เร่งแคมเปญท้ายปี รับเทรนด์คนรุ่นใหม่และไฮซีซันท่องเที่ยว ตั้งเป้ารายได้โต 10%
กระแสกล้องคอมแพคกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ที่มองหาประสบการณ์ถ่ายภาพที่แตกต่างจากสมาร์ตโฟน ทั้งโทนสีวินเทจและภาพที่ไม่จำเป็นต้องคมชัดสมบูรณ์แบบ ประกอบกับราคาที่เข้าถึงง่ายตั้งแต่หลักพันบาท ทำให้กล้องคอมแพคกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนรุ่นใหม่
ความฮอตของกล้องคอมแพคที่ “บิ๊ก คาเมร่า” มองว่ายังไปต่ออีกหลายปี ทำให้แบรนด์กล้องรายใหญ่เริ่มหันกลับมาให้ความสนใจตลาดเซกเมนต์นี้ หลังจากที่ผ่านมาเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับไฮเอนด์เป็นหลัก
กล้องคอมแพคมาแรง รับกระแสภาพโทนฟิล์ม
ชิตชัย เธียรกาญจนวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กระแสความนิยมกล้องคอมแพคมีจุดเริ่มต้นจากเทรนด์กล้องฟิล์มที่เติบโตอย่างมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้กระแสการชอบภาพโทนฟิล์มกลับมา อย่างไรก็ตาม กล้องฟิล์มมีข้อจำกัดทั้งขั้นตอนการล้างฟิล์มและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนหันมาสนใจกล้องดิจิทัลคอมแพค ซึ่งให้ภาพที่มีเอกลักษณ์โดยไม่ต้องเสียค่าล้างฟิล์ม
ชิตชัยให้ข้อมูลอีกว่า กลุ่ม Gen Z เป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าสำคัญที่ขับเคลื่อนเทรนด์นี้ เพราะมองว่าภาพที่มีโทนวินเทจ ภาพไม่ชัด เป็นประสบการณ์ใหม่ แตกต่างจากผู้บริโภคกลุ่มเดิมที่ให้ความสำคัญกับความคมชัดของภาพเป็นหลัก จึงเห็นวัยรุ่นหันมาพกกล้องคอมแพคมากขึ้น
“กลุ่มวัยรุ่นชอบความแปลกใหม่ ได้ภาพที่เขาไม่เคยสัมผัส เช่น เป็นโทนสไตล์กล้องฟิล์ม ไม่ค่อยชัด ซึ่งเป็นสิ่งใหม่สำหรับเขา ต่างจากกลุ่มเดิมที่มองว่าคุณภาพต้องเป็นเรื่องของความคมชัด ดังนั้นมันเป็นเรื่องของความรู้สึกที่แตกต่างกัน” ชิตชัยกล่าว

เขาบอกอีกว่า อีกปัจจัยสำคัญคือราคา กล้องคอมแพคบางรุ่นมีราคาเริ่มต้นเพียง 2,900-5,900 บาท ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย เมื่อเทียบกับกล้องจากแบรนด์หลักที่ราคาขยับขึ้นไปอยู่ในระดับ 20,000 บาทขึ้นไป แม้แต่กล้องในกลุ่มตลาดแมสก็มีราคาสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม กล้องคอมแพคกลุ่มราคาสูงก็ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการคุณภาพและการพกพาที่สะดวกด้วยเช่นกัน โดยผู้บริโภคยังมองหาคุณภาพของภาพที่แตกต่างจากสมาร์ตโฟน โดยเฉพาะเรื่องมิติและความลึกของภาพ ซึ่งกล้องที่มีเซนเซอร์ขนาดใหญ่กว่าสามารถตอบโจทย์ได้มากกว่า ขณะที่ภาพจากสมาร์ตโฟนบางรุ่นอาจมีลักษณะผ่านการประมวลผลมากเกินไป ทำให้ "กล้อง" ยังมีจุดขายสำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์ถ่ายภาพเฉพาะตัว
“มือถือมีเซนเซอร์ได้รับหนึ่งเท่านั้น พัฒนาเซนเซอร์ไปมากกว่านี้ไม่ได้ ภาพที่ได้จากมือถืออาจจะดูเป็น AI เกินไป แต่กล้องมีเซนเซอร์ที่ทำให้ได้ภาพที่ดีและมีความลึก ฝั่งมือถือเลยต้องพัฒนาอุปกรณ์เสริมของเลนส์แทน” ชิตชัยย้ำภาพ
ตลาดกล้องเปลี่ยนตามไลฟ์สไตล์ แบรนด์ใหม่เข้ามาเติมช่องว่าง
ชิตชัยยังกล่าวอีกว่า ภาพรวมตลาดกล้องในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากการใช้กล้องที่ใช้งานได้หลากหลายในตัวเดียวอย่างกลุ่มเปลี่ยนเลนส์ได้ ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เฉพาะกลุ่มมากขึ้น ทั้งการถ่ายภาพนิ่ง การทำคอนเทนต์ และการถ่ายวิดีโอสำหรับ vlog
“กล้องเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้เติบโตดีเท่าไหร่ เนื่องจากแบรนด์เดิมๆ ที่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ การเปิดตัวสินค้าใหม่จะเน้นเรื่องการเพิ่มเทคโนโลยีในกลุ่มสินค้าไฮเอนด์ ตอบโจทย์คนทำงานโปรดักชั่นหรืองานระดับมืออาชีพ” ชิตชัยกล่าว

เขาบอกอีกว่า ในทางกลับกัน แบรนด์ใหม่อย่าง DJI และ Insta360 เข้ามาทำตลาดด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์มือใหม่และครีเอเตอร์ โดยเฉพาะกลุ่ม vlog ในระดับราคาต่ำกว่า 25,000 บาท รวมถึงกล้องแอ็กชันและกล้องกิมบอลที่เน้นความสะดวกในการถ่ายวิดีโอ ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกตรงกับลักษณะการใช้งานมากขึ้น
ปัจจุบันตลาดจึงแบ่งการใช้งานชัดเจนขึ้น ผู้ที่เน้นภาพนิ่งและคุณภาพของภาพยังเลือกกล้องที่เหมาะกับงานถ่ายภาพ ขณะที่กลุ่มทำ vlog หรือคอนเทนต์วิดีโอมีตัวเลือกอย่าง action camera และ gimbal camera เข้ามารองรับ
ทำให้แม้ตลาดจะมีความคึกคักจากผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังไม่ใช่การเติบโตของตลาดโดยรวมอย่างชัดเจน เพราะยอดขายส่วนหนึ่งเป็นการย้ายจากแบรนด์เดิมไปยังแบรนด์ใหม่ หรือการทดแทนเซกเมนต์ที่เคยขาดหายไปมากกว่า
“กล้องคอมแพคที่กลับมาบูมไม่ได้หมายความว่าตลาดกล้องโดยรวมเติบโตตามไปด้วย แต่เป็นการสลับแบรนด์และกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคเลือกซื้อมากกว่า” ชิตชัยกล่าว
สำหรับแนวโน้มในปีหน้า ชิตชัยมองว่าแบรนด์ใหญ่เริ่มเห็นโอกาสจากตลาดที่กลับมาได้รับความสนใจ และอาจหันมาพัฒนากล้องคอมแพคในระดับราคาหมื่นต้นๆ เพื่อกลับมาเจาะกลุ่มลูกค้าที่เคยหายไป หลังจากก่อนหน้านี้เน้นสินค้าระดับไฮเอนด์และกลุ่มเฉพาะทางเป็นหลัก

ครึ่งปีแรกทรงตัว ลุ้นสินค้าใหม่หนุนตลาดปลายปี
ชิตชัยระบุอีกว่า ภาพรวมตลาดกล้องปีที่ผ่านมาค่อนข้างได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็น ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลต่อกำลังซื้อและมู้ดการจับจ่ายใช้สอย
รวมถึงอีกประเด็นสำคัญคือข้อกำหนดการซื้อโดรนที่เข้มงวดขึ้น โดยกำหนดให้ผู้ซื้อต้องลงทะเบียนกับ กสทช. ก่อนนำสินค้าออกจากร้าน ซึ่งใช้เวลาดำเนินงานประมาณ 1-3 วัน จากเดิมที่สามารถซื้อสินค้าแล้วไปดำเนินการลงทะเบียนภายหลังได้ ส่งผลให้ลูกค้ากลุ่มนักท่องเที่ยวบางส่วนที่ต้องการซื้อสินค้าแล้วนำกลับทันทีหายไป และทำให้ยอดขายในเซกเมนต์โดรนลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง
เขาระบุว่า ผลประกอบการบิ๊ก คาเมร่า ในครึ่งปีแรกทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยคาดหวังการเติบโตในครึ่งปีหลังจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การขยายตัวของตลาด creator economy ไทย ซึ่งมีมูลค่าตลาดกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ราว 1.25-4.5 หมื่นล้านบาท และมีผู้สร้างคอนเทนต์เพิ่มขึ้นแตะหลักล้านคน โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียลที่กว่า 30-40% เข้าสู่อาชีพครีเอเตอร์ทั้งเต็มเวลาและอาชีพเสริม หนุนความต้องการอุปกรณ์ถ่ายภาพสำหรับงานคอนเทนต์และงานระดับมืออาชีพ
อีกปัจจัยคือการท่องเที่ยวที่เข้าสู่ช่วงไฮซีซันในไตรมาสสุดท้าย ซึ่งกระตุ้นความต้องการอุปกรณ์ถ่ายภาพเพื่อบันทึกประสบการณ์และสร้างคอนเทนต์ โดยบริษัทคาดว่าการเปิดตัวสินค้าใหม่ ทั้งกล้องคอมแพค กล้องกิมบอล และกล้องประเภทอื่นๆ ในช่วงไตรมาส 3-4 จะช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วงปลายปี
“กลุ่มกล้องแอ็กชัน กล้องกิมบอล และกล้องคอมแพคมีโอกาสเข้ามาช่วยชดเชยยอดขายโดรนที่หายไป โดยสินค้าใหม่ที่เปิดตัวในช่วงไตรมาส 3 ได้รับการตอบรับที่ดี และคาดว่าจะต่อเนื่องไปถึงไตรมาสสุดท้ายของปี”
อย่างไรก็ตาม ชิตชัยมองว่าความท้าทายสำคัญของตลาดคือการทำให้ผู้บริโภคกลับมาเห็นคุณค่าของการใช้กล้อง โดยแบรนด์ต้องสื่อสารจุดเด่นและให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อขยายฐานผู้ใช้งาน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อาจยังไม่คุ้นเคยกับกล้องเฉพาะทาง
“หากไม่มีปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์ความขัดแย้ง รวมถึงแบรนด์ใหญ่สามารถกลับมาเติมเต็มผลิตภัณฑ์ในทุกระดับราคาได้มากขึ้น ก็มีโอกาสเห็นทิศทางตลาดที่ดีขึ้นในระยะต่อไป” ชิตชัยกล่าว
ปรับกลยุทธ์เจาะ Gen Z ดันแคมเปญใหญ่ ตั้งเป้ารายได้โต 10%
สำหรับกลยุทธ์ของบิ๊ก คาเมร่า บริษัทเตรียมปรับการทำตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมากขึ้น ทั้งการจัดเวิร์กช็อปเฉพาะทางให้กลุ่มลูกค้าเชิงพาณิชย์ เช่น ให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดชุดอุปกรณ์สำหรับไลฟ์สตรีมมิง เป็นต้น ขณะที่กลุ่มไลฟ์สไตล์จะใช้ KOL รีวิวสินค้าให้ตรงกับความสนใจของผู้บริโภคในแต่ละเซกเมนต์
นอกจากนี้ บริษัทยังต้องการขยายฐานลูกค้ารุ่นใหม่ โดยเตรียมทำแคมเปญใหญ่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ในชื่อแคมเปญ “BIG CAMERA BIG BONUS 2026” โดยใช้งบประมาณกว่า 3.5 ล้านบาท เพื่อมอบเป็นของขวัญตอบแทนลูกค้า ด้วยทริปเอ็กซ์คลูซีฟ ณ ประเทศอียิปต์ จำนวน 9 วัน 6 คืน พร้อมเปิดคอร์สการเรียนรู้การถ่ายภาพจากช่างภาพชื่อดังอย่าง “จอร์จ-ธาดา วาริช” และ “กอล์ฟ-กันตพัฒน์ พฤฒิธรรมกูล” เจ้าของเพจกอล์ฟ มาเยือน ครีเอเตอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง

พร้อมกันนี้ บิ๊ก คาเมร่า ได้นำกลยุทธ์ fandom marketing เข้ามาเสริมทัพอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการดึงนักแสดง “บิ๊นท์-สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์” มาร่วมเดินทางเป็นแขกรับเชิญคนพิเศษและนางแบบแฟชั่นเซ็ตประจำทริป เพื่อขยายฐานผู้ใช้กล้องจากกลุ่มช่างภาพดั้งเดิม ไปสู่กลุ่มแฟนคลับและกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z และมิลเลนเนียล) ที่มองหากล้องถ่ายภาพตามศิลปิน-ดาราที่ตนเองชื่นชอบ เพื่อนำมาใช้บันทึกภาพความประทับใจและทำคอนเทนต์ในชีวิตประจำวัน
โดยกลยุทธ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อขยายฐานลูกค้ารุ่นใหม่ ซึ่งมีพฤติกรรมการติดตามนักแสดงและครีเอเตอร์รุ่นใหม่ที่สามารถสร้างโอกาสให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ได้มากขึ้น
ด้านการบริหารสาขา ชิตชัยกล่าวว่า บิ๊ก คาเมร่า มีหน้าร้านปัจจุบัน 150 สาขา และยังไม่มีแผนเพิ่มจำนวนสาขาในปีหน้า แต่จะเน้นปรับทำเลให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและกำลังซื้อในแต่ละพื้นที่มากขึ้น โดยที่ผ่านมาบริษัททยอยลดสาขาในไฮเปอร์มาร์เก็ตที่มีผลประกอบการไม่ดี และหันไปให้ความสำคัญกับศูนย์การค้าขนาดใหญ่ จากเดิมที่เคยมีประมาณ 200 สาขา เหลือ 150 สาขาในปัจจุบัน
ชิตชัยคาดหวังว่า การเปิดตัวสินค้าใหม่ การฟื้นตัวของความต้องการในช่วงท่องเที่ยวปลายปี และแคมเปญการตลาดในไตรมาสสุดท้าย จะช่วยผลักดันรายได้รวมของบริษัทในปีนี้ให้เติบโต 10%
ภาพ: บิ๊ก คาเมร่า และ กนกวรรณ มากเมฆ
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ชิปขาดแคลน แต่ Lenovo โตแกร่ง ไตรมาสล่าสุดนิวไฮ 2.69 หมื่นล้านเหรียญ เดินหน้าเปิดตัวสินค้า AI ใหม่ รุกตลาดตั้งแต่ผู้ใช้ทั่วไปถึงองค์กร
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


