Go Wholesale ลุยขยาย Own Brand รับดีมานด์ลูกค้า HoReCa โตต่อเนื่อง พร้อมอัดงบ 1.2 พันล้าน เปิด 2 สาขาปีนี้

Go Wholesale ลุยขยาย Own Brand รับดีมานด์ลูกค้า HoReCa โตต่อเนื่อง พร้อมอัดงบ 1.2 พันล้าน เปิด 2 สาขาปีนี้

GO Wholesale ลุยขยายพอร์ต “Own Brand” เพิ่มไลน์อาหารสด ของใช้ในครัวเรือนและอุปกรณ์ในบ้านอีก 120-150 รายการ รับดีมานด์ลูกค้า HoReCa โตต่อเนื่อง พร้อมเตรียมงบ 1.2 ล้านเปิดอีก 2 สาขาปีนี้


    ซันนี่ ซิดิค รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบริหารสินค้าธุรกิจค้าส่ง บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ดโฮลเซลล์ จำกัด ผู้บริหารธุรกิจ โก โฮลเชลล์ ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทจะวางตลาดสินค้า “Own Brand” ประเภทใหม่ๆ สู่ตลาดอีกประมาณ 120-150 รายการ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า HoReCa (Hotel, Restaurant, Catering)

ซันนี่ ซิดิค


    ส่วนใหญ่สินค้าใหม่ๆ ที่จะนำมาวางตลาดเพิ่มขึ้นในปีนี้ ได้แก่ สินค้า Non-Food อาทิ สินค้าในหมวดเคมีภัณฑ์และอุปกรณ์ทำความสะอาด อยู่ภายใต้แบรนด์ PRO SAVE และสินค้าในหมวดบรรจุภัณฑ์อาหารต่างๆ อีก 25 รายการจะอยู่ภายใต้แบรนด์ SUPER SAVE ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าให้เลือก 160 รายการใน 10 หมวด เป็นต้น ที่เหลือเป็นอาหารสดภายใต้แบรนด์ เอ ช้อยส์ คาดว่าแผนดังกล่าวจะทำให้สินค้า “Own Brand”จะเพิ่มขึ้นเป็นราว 1,885-1,915 รายการในสิ้นปีนี้

    ปัจจุบันโก โฮลเซลล์ มีสินค้า Own Brand อยู่ทั้งหมด 1,765 รายการ แบ่งเป็น สินค้าจากแบรนด์ A CHOICE ซึ่งจำหน่ายอาหาร 4 ประเภท ได้แก่ อาหารสดและอาหารแช่แข็ง เครื่องเทศและเครื่องปรุง อุปกรณ์และของใช้ ทั้งหมด 1,052 รายการ อีก 699 รายการเป็นสินค้าภายใต้แบรนด์ SUPER SAVE ซึ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์กลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารและอาหารพื้นฐาน และที่เหลืออีก 14 รายการอยู่ภายใต้แบรนด์ PRO SAVE ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่ม Non-Food เน้นสินค้าหมวดเคมีภัณฑ์และอุปกรณ์ทำความสะอาด สำหรับผู้ประกอบการมืออาชีพและลูกค้าธุรกิจ อาทิ น้ำยาถูพื้น และน้ำยาล้างจาน เป็นต้น


    ซันนี่กล่าวว่า ธุรกิจ “Own Brand” ของโก โฮลเซลล์ มีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 11 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2566 จนถึงปีที่ผ่านมา

    สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า ธุรกิจของโก โฮลเซลล์ เติบโตดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะยอดขายในสาขาเดิม ในปีนี้จึงมีแผนลงทุน 1,200 ล้านบาท เพื่อเปิดสาขาใหม่อีก 2 แห่งในทำเลกรุงเทพฯ และใกล้เคียง โดยใน 2 สาขานี้เป็นโก โฮลเซลล์คอนเซ็ปต์ใหม่ 1 สาขา และคอนเซ็ปต์เดิม 1 สาขา ทำให้จะมีสาขารวมทั้งสิ้น 16 สาขาในสิ้นปีนี้

    ในปีที่ผ่านมา โก โฮลเซลล์เปิดสาขาใหม่ทั้งหมด 4 แห่ง ปัจจุบันมีสาขาทั้งสิ้น 14 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ สาขาศรีนครินทร์ เชียงใหม่ อมตะ พัทยา พระราม 2 รังสิต รามคำแหง ราไวย์ ภูเก็ต เจริญราษฎร์ อุดรธานี ขอนแก่น หาดใหญ่ และระยอง

    “โอกาสที่จะขยายโก โฮลเซลล์ยังมีอีกมาก เพราะสัดส่วนธุรกิจอาหารของกลุ่มเซ็นทรัลยังมีน้อยมาก และเชื่อว่า โก โฮลเซลล์ จะเป็นหนึ่งในธุรกิจที่สร้างการเติบโตได้ไม่แพ้ธุรกิจอื่นๆ ในอนาคต ในปีที่ผ่านมายอดขายร้านเดิม (same store sale) ของโก โฮลเซลล์ โตราว 10% ถือว่าดีมาก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโก โฮลเซลล์ เป็นธุรกิจ B2B ไม่ใช่ B2C เราจึงต้องใช้เวลาสร้าง เมื่อไรที่เขาเชื่อใจและเป็นลูกค้าเราแล้ว เขาก็จะเป็นลูกค้าเรายาวไป” สุทธิสารกล่าว

    ซันนี่กล่าวว่า ลูกค้าหลักของโก โฮลเชลล์ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ 1. Business Customers 55% เป็นผู้หญิง 59% และผู้ชาย 41% 2.HoReCa + Service 35% ลูกค้าหลักสัดส่วน 35.1% อยู่ในช่วงอายุ 25-34 ปี และ 3.Food Retailers 20% ซึ่ง 64% เป็นลูกค้า Gen Y-Z

    นอกจากจะเปิดสาขาเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงมากขึ้น ในปีนี้บริษัทจะให้ความสำคัญกับลูกค้าโฮเรก้าและ Food Retailer มากขึ้น ด้วยการสื่อสารการรับรู้ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ รวมทั้งหา product solution ที่ตอบสนองพฤติกรรมลูกค้า HoReCa ที่มีความระมัดระวังค่าใช้จ่ายในเรื่องต้นทุนบุคลากร วัตถุดิบ และต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องตอบโจทย์ลูกค้า Food Retailer ที่มีความสูงอายุ และค่อนข้างกังวลกับราคาสินค้าด้วยแคมเปญที่จะออกใน 3 เดือนข้างหน้า


    นอกจากนี้ โก โฮลเซลล์ ยังได้เข้าร่วมโชว์ศักยภาพการเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบอาหารชั้นนำ ในงาน THAFEX-HOREC ASIA 2026 ระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2569 ที่ บูธ M01 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อนำเสนอสินค้า Own Brand ที่สร้างสรรค์เพื่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะอีกด้วย

    ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าตลาดรวมสินค้ากลุ่ม Own Brand มีมูลค่าประมาณ 39,000 ล้านบาท เติบโตไม่ต่ำกว่า 10-11% ขึ้นไป ส่วนหนึ่งมาจากลูกค้ากลุ่ม B2B และกลุ่มผู้ประกอบการที่มองหาสินค้าคุณภาพในราคาที่เหมาะสม เหมาะกับสภาวะตลาดในปัจจุบัน

    “การพัฒนาสินค้าของเรา เราตามดู pain point ของร้านอาหารและดูฟู้ดเทรนด์ เจ้าของเป็นคนรุ่นใหม่ หาเทรนด์ใหม่ เน้นต้นทุน หาอันไหนที่ไม่ต้องเสียเวลาด้วยต้นทุนและปัจจัยต่างๆ เรามีโปรโมชั่นช่วยให้ลูกค้าได้บริการที่ดีขึ้น ส่วนปัจจัยสงคราม เชื่อว่าวันนี้ยังไม่มีใครปรับราคาเพราะผลกระทบยังไม่ค่อยมาถึงเรา แต่อีก 4-5 เดือนข้างหน้าอาจจะเห็นผลกระทบบ้าง เรามั่นใจว่าเราจะยังช่วยพยุงราคาเดิมให้นานที่สุด” ซันนี่กล่าว


    ปัจจุบัน โก โฮลเซลล์ มีซัพพลายเออร์ 1,800 ราย มีสินค้ามากสุดถึง 23,000 รายการในสาขาใหญ่ๆ อย่างสาขาพระราม 2 นอกจากนี้ยังมีลูกค้า 902,000 คน

    จากการมอนิเตอร์พบว่า สินค้าที่ลูกค้านิยมซื้อมากที่สุดในแต่ละครั้ง ได้แก่ เนื้อสัตว์ -อาหารทะเล และ ผัก-ผลไม้ คิดเป็นสัดส่วนอย่างละ 24% ส่วนที่เหลือได้รับความนิยมรองลงมาได้แก่ เครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว 15% สินค้าที่ไม่ใช่อาหาร 14% สินค้า Commodity (ข้าวสาร น้ำปลา) 13% และที่เหลือ 10% เป็นสินค้าจำพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, เครื่องดื่ม UHT และวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ

    จุดเด่นของโก โฮลเซลล์คือ บริการตัดแต่งสินค้าตามความต้องการใช้งานที่แผนกเนื้อ อาหารทะเล ซึ่งมีระบบคิวคอยแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือเมื่อดำเนินการเรียบร้อย นอกจากนี้ยังมีบริการบ่มเนื้อ Dry Aged เสริมรสชาติให้เนื้อมีความเข้มข้น สามารถซื้อแล้วฝากบ่มไว้ตามระยะเวลาที่ต้องการได้ ส่วนการจ่ายเงิน บริษัทมี Smart Payment รองรับทุกรูปแบบการชำระสินค้า ตั้งแต่เงินสด คิวอาร์โค้ด บัตรเครดิตทุกธนาคาร



ภาพ: โก โฮลเซลล์



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : พลิก “เดอะมอลล์ รามคำแหง” สู่โครงการ “1981 Soul & Sold” เปลี่ยนจากค้าปลีกดั้งเดิมสู่ Cultural Hub งบลงทุน 1,200 ล้านบาท

​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine