สงครามพ่นพิษ “หาดทิพย์” ออกมาตรการรับมือต้นทุนพุ่ง เร่งขยายบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว ลดเสี่ยงต้นทุนพลาสติก-อะลูมิเนียมพุ่ง เดินหน้าบริหารจัดการกำไรในแต่ละช่องทาง ยืนยันยังไม่ปรับขึ้นราคาในเดือนเมษายนนี้ พร้อมออกสินค้าใหม่และขยายพอร์ตเครื่องดื่มไม่มีน้ำตาล ตั้งเป้ารายได้ปีนี้แตะ 8,500 ล้านบาท เติบโต 3-5%
พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในเครือโคคา-โคล่าในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจในปี 2569 ยังคงมีความท้าทาย และความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุนวัตถุดิบ และราคาพลังงาน
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีแนวทางบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ควบคู่กับการสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว โดยบริษัทฯ จะให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการติดตามและบริหารความผันผวนของราคาวัตถุดิบและพลังงานอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตและการกระจายสินค้า เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก
“การควบคุมต้นทุนเป็นกลยุทธ์สำคัญอันดับแรก แต่ต้องทำอย่างมีสติ ไม่ต้องตัดทุกอย่าง การตัดค่าใช้จ่ายดูเหมือนง่าย แต่ไม่น่าจะเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาวได้” พลตรี พัชร กล่าว

เขากล่าวต่อว่า บริษัทฯ เตรียมเร่งขยายการกระจายสินค้าและเพิ่มยอดขายในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วให้มากยิ่งขึ้น คาดว่าสัดส่วนการใช้ขวดแก้วจะเพิ่มขึ้นถึง 6-7 เปอร์เซ็นต์จากปีที่ผ่านมาซึ่งมีสัดส่วนเพียงแค่ 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยการหันมาพลิกฟื้นการใช้ขวดพลาสติก เพื่อเพิ่มการใช้กำลังการผลิตของสายการผลิตขวดแก้วที่ได้ลงทุนไว้แล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และบรรเทาความผันผวนจากราคาเม็ดพลาสติกที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
“แม้ว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจะทำให้มีผลกระทบต่อค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต แต่เรามีหน่วยงานที่มอนิเตอร์ต้นทุนสินค้าอยู่ตลอดเวลา ทั้งในส่วนของเม็ดพลาสติกและราคาน้ำมัน เนื่องจากเราเป็นสมาชิก Strategic Sourcing ของโคคา-โคล่า โลก ทำให้มีกำลังต่อรองมากกว่าคนอื่น เพราะซื้อในปริมาณที่ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ปรับราคาในเดือนเมษายนนี้ ตราบใดที่การบริหารจัดการต้นทุนยังทำได้ดี เพราะหากขึ้นราคาปริมาณการขายจะลดลง เพราะผู้บริโภคจะชะลอการซื้อลง” พลตรี พัชร กล่าว

สำหรับกิจกรรมการตลาดเพื่อสร้างการเติบโตของรายได้นั้น บริษัทฯ จะเดินหน้าผลักดันนวัตกรรมสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ไปแล้ว 3 รายการ ได้แก่ “แฟนต้า” รสสับปะรด และ “สไปรท์” ชิลล์


นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังระดับพรีเมียม ได้แก่ “มอนสเตอร์ เอ็นเนอร์จี้” ซึ่งได้ออกสู่ตลาดแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาและได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี บริษัทฯ เชื่อมั่นว่านวัตกรรมใหม่ๆ เหล่านี้ จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการบริโภคและสร้างความคึกคักให้กับตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ได้ตลอดปี 2569

“แม้ความท้าทายในปี 2569 จะมีความซับซ้อนมากขึ้นจากปัจจัยภายนอก แต่บริษัทฯ มีประสบการณ์ในการบริหารความผันผวนและสามารถปรับตัวได้ดีตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผ่านการบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการใช้ประโยชน์จากการลงทุนให้คุ้มค่า รวมถึงการนำนวัตกรรมสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
“และเมื่อพิจารณาจากการที่แบรนด์ของเรามีความนิยมเหนือสินค้าคู่แข่งค่อนข้างมากในพื้นที่ภาคใต้ เราเชื่อมั่นว่าถ้าเราไม่ประมาท และสถานการณ์ความตึงเครียดไม่ลุกลามบานปลายจนเกินไปนัก เราจะสามารถจัดการกับความผันผวนและกลับสู่เส้นทางการเติบโตได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย และสร้างรายได้จากการขายได้ที่ประมาณ 8,500 ล้านบาทในปีนี้ หรือเติบโตประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการเติบโตของตลาดน้ำอัดลมโดยรวมปีนี้น่าจะอยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์” พลตรี พัชรกล่าว และว่า ดูจากภาพรวมความต้องการตลาดที่เติบโตทั้งในช่องทางร้านค้าสะดวกซื้อและร้านค้าแบบดั้งเดิม รวมถึงปริมาณนักท่องเที่ยวที่ยังดีอยู่ในขณะนี้ น่าจะส่งผลในทางบวกที่ทำให้หาดทิพย์เติบโตได้ในปีนี้ แม้ว่าจะระวังการจับจ่ายมากขึ้นก็ตาม
“วันนี้เป็น Deadline ของ Donald Trump กรณีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก็ต้องจับตาดูว่าอิหร่านจะตอบกลับอย่างไร ถ้าในทัศนะของตัวเองมองว่าสงครามไม่น่าจะจบได้ในเร็ววันนี้ และไม่ว่าจะจบอย่างไรก็เละทั้งคู่ ในกรณีเลวร้ายสุด ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากค่าขนส่ง วัตถุดิบต่างๆ จะส่งผลกระทบกับกำไรของเรา 100 ล้านบาท” พลตรี พัชรกล่าว
พลตรี พัชรกล่าวอีกว่า ในปี 2568 เป็นปีที่เศรษฐกิจมีความท้าทายมากจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังซื้อที่อ่อนตัว และภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ช่วงปลายปี ทำให้ตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcoholic Ready-to-Drink: NARTD) ในพื้นที่ภาคใต้ปี 2568 เติบโตเพียง 1% ซึ่งเป็นผลจากการที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น (ข้อมูลของบริษัท นีลเส็น (ประเทศไทย))
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ นีลเส็นฯ ประจำปี 2568 “หาดทิพย์” ยังคงเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดในภาพรวมที่ 23.2% และสำหรับตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมนั้น บริษัทฯ มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่งที่ 78.2%

ทั้งนี้การปรับกลยุทธ์ใหม่โดยมุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์และจัดโปรโมชั่นที่ “คุ้มค่า” ในสายตาผู้บริโภค ได้แก่ การเพิ่มปริมาณ และแถมสินค้าที่เป็นที่นิยม เช่น แก้ว “โค้ก” และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงการบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างรอบคอบ ส่งผลให้บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 8,258 ล้านบาท หรือเติบโต 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีกำไรสุทธิที่ 568 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักจากการลงทุนด้านกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด และรายการพิเศษบางประการ
จากผลประกอบการดังกล่าว ทำให้คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 เสนอผู้ถือหุ้นขออนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.99 บาท ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีในวันที่ 23 เมษายน 2569 ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลของปี 2568 ไปแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.45 บาท คงเหลือเป็นเงินปันผลงวดสุดท้ายของปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.54 บาท โดยจะจ่ายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569
ภาพ: บมจ.หาดทิพย์ และพิชญ์สินี จิตรพลีชีพ
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “เอกา โกลบอล” เผยแผน รับมือวิกฤตปิโตรเคมีโลก สต๊อกวัตถุดิบยาวถึง พ.ค. 69 ตรึงราคาสวนตลาดตึงตัว
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

