“ไฮเออร์” ลงทุนไทยอีก 5.25 พันล้าน ตั้งโรงงานเครื่องซักผ้าในระยอง กำลังผลิต 3 ล้านเครื่องต่อปี เล็งส่งออก 70% จ้างคนไทย 1,000 คน

“ไฮเออร์” ลงทุนไทยอีก 5.25 พันล้าน ตั้งโรงงานเครื่องซักผ้าในระยอง กำลังผลิต 3 ล้านเครื่องต่อปี เล็งส่งออก 70% จ้างคนไทย 1,000 คน

“ไฮเออร์” เดินหน้าลงทุนในไทยอีก 5.25 พันล้านบาท ก่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องซักผ้าแห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 5 จ.ระยอง ตั้งเป้ากำลังการผลิตสูงสุด 3 ล้านเครื่องต่อปี รองรับตลาดเครื่องซักผ้าระดับพรีเมียมและระดับกลางทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมวางเป้าส่งออก 60-70% ของกำลังการผลิตไปยังสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และตะวันออกกลาง คาดเริ่มผลิตไตรมาส 4/2570


    ไฮเออร์จัดพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานแห่งใหม่ในไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐไทย รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ผู้แทนหน่วยงานจีนในประเทศไทย และพันธมิตรทางธุรกิจเข้าร่วม

    การลงทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายธุรกิจเครื่องซักผ้าระดับพรีเมียมและระดับกลาง หลังบริษัทระบุว่า ในปี 2568 ผลิตภัณฑ์เครื่องซักผ้าระดับกลางถึงบนและระดับพรีเมียมเติบโต 58% ขณะที่ตลาดเครื่องซักผ้าระดับอัลตร้าพรีเมียม ซึ่งมีราคาจำหน่ายมากกว่า 60,000 บาท ไฮเออร์เป็นแบรนด์จีนรายเดียวที่ติดอันดับ 3 แบรนด์ชั้นนำในตลาด สะท้อนโอกาสการเติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์ระดับบน

    ปัจจุบันตลาดเครื่องซักผ้าพรีเมียมในไทยยังพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก บริษัทจึงมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสินค้าและตอบสนองความต้องการของตลาดได้คล่องตัวขึ้น

    Zhang Shiyong ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตเครื่องซักผ้าประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ บริษัท ไฮเออร์ สมาร์ทโฮม จำกัด กล่าวว่า โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ 136 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 5 จ.ระยอง โดยเฟสแรกจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1 ล้านเครื่องต่อปี คาดว่าจะเริ่มการผลิตได้ในไตรมาส 4 ปี 2570 และเฟสที่สองจะมีกำลังการผลิตสูงสุด 3 ล้านเครื่องต่อปี คาดว่าจะเริ่มการผลิตในปี 2573

    โดยจะจ้างงานคนไทย 1,000 คน ซึ่งจำนวนนี้คิดเป็น 90% ของพนักงานทั้งหมด ขณะที่อีก 10% จะเป็นพนักงานจากสำนักงานใหญ่ของไฮเออร์

    “ไฮเออร์มีโรงงาน 22 แห่งทั่วโลก ที่เราเลือกลงทุนในประเทศไทยต่อเนื่องจากตั้งเป้าให้ไทยเป็นฮับการผลิตและส่งออกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในภูมิภาคนี้ไฮเออร์มีโรงงานอยู่ที่เวียดนามด้วย แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงเลือกขยายการลงทุนในไทย” Zhang กล่าว ก่อนจะระบุว่าไฮเออร์ตั้งเป้าหมายการคืนทุนของโรงงานแห่งนี้ภายใน 5 ปี

​

​

    โรงงานแห่งใหม่นี้จะนำระบบสายการผลิตอัจฉริยะมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน โดยจะผลิตเครื่องซักผ้าในระดับไฮเอนด์และระดับกลาง โดยกลุ่มไฮเอนด์จะเน้นไปที่การส่งออกเป็นหลัก ขณะที่รุ่นระดับกลางถึงบนซึ่งขายดีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็จะผลิตที่โรงงานแห่งนี้ด้วย

    ซึ่งเครื่องซักผ้าที่มุ่งผลิตในโรงงานแห่งนี้ มี 2 กลุ่มด้วยกัน ดังนี้

    - Haier Triple Drum: เครื่องซักผ้าที่มีถังซัก 3 ถัง ประกอบด้วยถังหลัก 1 ถัง และถังขนาดเล็กอีก 2 ถัง เพื่อให้สามารถแยกซักเสื้อผ้าเด็ก ชุดชั้นใน และเสื้อผ้าทั่วไปได้ในเครื่องเดียว

    - Haier X Series: เครื่องซักผ้าที่ใช้เทคโนโลยี Ultra Fresh Air และฟังก์ชัน Essence Wash ซึ่งบริษัทระบุว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำความสะอาด ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และช่วยยับยั้งแบคทีเรีย

    ไฮเออร์ระบุว่า การส่งออกนั้นเป็นการใช้ประโยชน์จากที่ตั้งโรงงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมถึงความตกลงการค้าเสรี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายลดต้นทุนและเพิ่มความคล่องตัวในการส่งมอบสินค้า

    โดยเฟสแรก โรงงานแห่งใหม่นี้จะผลิตเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดไทยและส่งออกไปยังภูมิภาคนี้ เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เป็นต้น ก่อนขยายไปสู่ตลาดสำคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และตะวันออกกลาง ซึ่งไฮเออร์ตั้งเป้าหมายการส่งออกอยู่ที่ 60-70%

    นอกจากนี้ หากโรงงานเดินเครื่องการผลิตได้อย่างสมบูรณ์ ไฮเออร์ยังคาดว่าสินค้าเครื่องซักผ้าของไฮเออร์ที่ขายในไทย 70-80% จะมาจากโรงงานแห่งนี้ด้วย

    การลงทุนดังกล่าวของไฮเออร์ต่อยอดจากการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตลอด 24 ปีที่ผ่านมา โดยไฮเออร์เริ่มตั้งโรงงานในไทยแห่งแรกที่ จ.ปราจีนบุรี ในปี 2550 ผลิตตู้เย็นและตู้แช่ หลังจากนั้นในปี 2568 ไฮเออร์ขยายการลงทุนมาสู่จังหวัดชลบุรี โดยทุ่มเม็ดเงินกว่า 1.26 หมื่นล้านบาท สร้างโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังการผลิต 6 ล้านเครื่องต่อปี

    ต่อเนื่องมาในเดือนพฤษภาคม 2569 ไฮเออร์ได้ประกาศลงทุนอีก 5 พันล้านบาท สร้างโรงงานเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ จ.ระยอง ซึ่งโรงงานเครื่องซักผ้าแห่งใหม่จะเพิ่มประเภทผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในไทย และขยายขีดความสามารถในการรองรับตลาดส่งออก

    ในระดับโลก ไฮเออร์ระบุว่ามีเครือข่ายนิคมอุตสาหกรรม 35 แห่ง และศูนย์การผลิต 173 แห่ง พร้อมเตรียมเปิดดำเนินการนิคมอุตสาหกรรมระยะที่ 2 ในอียิปต์ภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อขยายฐานการผลิตให้ใกล้ตลาดปลายทางและเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารห่วงโซ่อุปทาน

    การตั้งโรงงานเครื่องซักผ้าแห่งใหม่ใน จ.ระยอง จึงเป็นส่วนหนึ่งของการขยายเครือข่ายการผลิตของไฮเออร์ โดยใช้ประเทศไทยรองรับทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้น

    ด้าน เกษมสันต์ โอซาว่า ผู้อำนวยการฝ่ายขายและกลุ่มผลิตภัณฑ์ บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจของไฮเออร์ในไทยครึ่งแรกของปีนี้ซึ่งครอบคลุมสินค้าแอร์ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า เติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า 20% และภาพรวมทั้งปีคาดว่าจะเติบโต 25% ซึ่งเติบโตอย่างโดดเด่นจากภาพรวมของอุตสาหกรรมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทยที่มีการประมาณการว่าเติบโตราว 7% เท่านั้น

    “ปัจจัยหลักที่ทำให้ไฮเออร์เติบโตมาจากการขยายช่องทางการขายอย่างต่อเนื่องของเราที่มีขายทุกที่แล้ว นอกจากนี้ยังมาจากซัพพลายสินค้าของเรา ที่แต่ก่อนเรานำเข้ามา คนอาจมองภาพสินค้าจีนเป็นสินค้าราคาถูก เช่น ตู้เย็นประตูเดียว เครื่องซักผ้าสองถัง แต่ตอนนี้กลุ่มสินค้าที่ทำให้เราเติบโตคือกลุ่มระดับกลางถึงบน เช่น ตู้เย็นมัลติดอร์ เป็นต้น” เกษมสันต์กล่าว

    เขาระบุอีกว่า ก่อนหน้านี้บริษัทได้นำเครื่องซักผ้า 3 ถังซักซึ่งอยู่ในกลุ่มไฮเอนด์เข้ามาขาย และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนทำให้ยอดขายเครื่องซักผ้ากลุ่มไฮเอนด์ของไฮเออร์เติบโตขึ้นถึง 40%

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสินค้าที่ครองสัดส่วนรายได้มากที่สุดของไฮเออร์คือเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากอากาศที่ร้อนขึ้น

    ขณะที่ไฮเออร์ตั้งเป้าการเติบโตในไทยในปีหน้าไว้ที่ 25%



ภาพ: ไฮเออร์ และกนกวรรณ มากเมฆ

ออกแบบภาพปก: ชัยกานต์ มณีจักร์



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : แอนิเทค ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 350 ล้าน ผนึก TikTok Shop รุกตลาดออนไลน์ คอลแล็บคาแร็กเตอร์-ปั้นเครือข่ายอินฟลูฯ รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

​​​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine