แอนิเทค ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 350 ล้าน ผนึก TikTok Shop รุกตลาดออนไลน์ คอลแล็บคาแร็กเตอร์-ปั้นเครือข่ายอินฟลูฯ รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

แอนิเทค ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 350 ล้าน ผนึก TikTok Shop รุกตลาดออนไลน์ คอลแล็บคาแร็กเตอร์-ปั้นเครือข่ายอินฟลูฯ รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

“แอนิเทค” ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ที่ 350 ล้านบาท เดินหน้าขยายตลาดออนไลน์ผ่าน TikTok Shop เพิ่มเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์-ครีเอเตอร์สู่ 1 หมื่นรายในปี 2571 พร้อมเดินหน้าคอลแล็บคาแร็กเตอร์ดังอย่าง Snoopy, Cat Company และ Miffy หวังขยายฐานลูกค้าและตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่


    พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด เจ้าของแบรนด์แอนิเทค ผู้จำหน่ายสินค้าเทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ของปี 2569 ไว้ที่ 350 ล้านบาท โดยวางสัดส่วนรายได้จากสินค้า 4 กลุ่มเพื่อกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ ประกอบด้วย อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 30% เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน 30% อุปกรณ์ใช้ภายในบ้าน 30% และสินค้าอื่นๆ อีก 10%

    พร้อมทั้งระบุว่า บริษัทพยายามรักษาสัดส่วนรายได้ของแต่ละกลุ่มให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่วางไว้ หากรายได้กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงก็อาจส่งผลให้รายได้หายไป ขณะเดียวกันหากสินค้ากลุ่มใดเติบโตโดดเด่น บริษัทก็ต้องผลักดันให้กลุ่มอื่นเติบโตตาม เพื่อไม่ให้โครงสร้างรายได้มีความเสี่ยงมากเกินไป

    เขากล่าวว่า ปัจจัยบวกในช่วงปลายปีมาจากเทศกาลที่ผู้บริโภคนิยมซื้อของขวัญให้กัน โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งได้รับความต้องการจากทั้งลูกค้าทั่วไปและองค์กร ส่งผลให้บริษัทมียอดจำหน่ายจากความต้องการในช่วงดังกล่าวสูงมาก ทั้งนี้ บริษัทเตรียมสินค้ารองรับช่วงปลายปีเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยลบที่ต้องติดตาม ทั้งการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานการณ์สงคราม ต้นทุนน้ำมัน และกระทบความรู้สึกของผู้บริโภค รวมถึงสถานการณ์ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีความรุนแรงมากขึ้นในประเทศไทย

    “มีทั้งบวกทั้งลบ เราคงไม่ได้มองบวกเสียทีเดียว เราเป็น SME ต้องระวังตัวเองไว้ตลอดว่าไม่มีอะไรที่แน่นอน อะไรที่เป็นโอกาสก็จับ อะไรที่เป็นปัญหาก็ต้องระวัง” พิชเยนทร์กล่าว

    ด้านตลาดต่างประเทศ พิชเยนทร์กล่าวว่า กลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ยังคงเป็นตลาดหลักของบริษัท ขณะที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างพูดคุยกับตัวแทนจำหน่ายเพื่อขยายตลาดไปยังมาเลเซียและอินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ โดยยอดขายจากต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% ของยอดขายทั้งหมด

    ทั้งนี้แอนิเทคใช้รูปแบบการจ้างผลิตสินค้า (OEM) ทั้งหมด พิชเยนทร์ระบุว่า บริษัทเปรียบเสมือนแพลตฟอร์มหนึ่งที่สามารถขยายธุรกิจได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างโรงงาน โดยปัจจุบันจำหน่ายสินค้าประมาณ 1 ล้านชิ้นต่อปี และบางปีอาจแตะ 2 ล้านชิ้น ขณะที่ยังใช้จำนวนพนักงานเท่าเดิม ทำให้สามารถขยายธุรกิจได้โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนและความเสี่ยง

​

พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี

​

ผนึก TikTok Shop ขยายเครือข่ายอินฟลูฯ แตะ 1 หมื่นราย

    พิชเยนทร์กล่าวว่า เพื่อรองรับความเสี่ยงทางธุรกิจ บริษัทได้ขยายช่องทางจำหน่ายผ่าน TikTok Shop และสร้างเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ โดยปัจจุบันมีเครือข่าย affiliate และพันธมิตรรวม 4.8 พันราย ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 6 พันรายภายในสิ้นปี 2569 และ 1 หมื่นรายภายในปี 2571 เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า

    เขามองว่า ครีเอเตอร์แต่ละคนมีความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวของสินค้าแตกต่างกัน ขณะที่แอนิเทคมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 1 พัน SKU (stock keeping unit) ครอบคลุมหลากหลายกลุ่มสินค้า จึงสามารถทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ได้หลายกลุ่มมากขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันเป้าหมายการส่งมอบสินค้า 25 ล้านชิ้นภายในปี 2571 ซึ่งที่ผ่านมาในการดำเนินธุรกิจ 22 ปี บริษัทส่งมอบสินค้าไปแล้วกว่า 20 ล้านชิ้น

    ปัจจุบันยอดขายจากช่องทางออนไลน์ของแอนิเทคมีสัดส่วน 25% ของยอดขายทั้งหมด พิชเยนทร์คาดว่า ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี สัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 40% อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้ต้องการผลักดันให้ช่องทางออนไลน์เติบโตมากที่สุด เนื่องจากธุรกิจเติบโตมาจากช่องทางดีลเลอร์และหน้าร้านมาโดยตลอด เขามองว่าการที่ผู้บริโภคเดินเข้ามาดูสินค้าในร้านด้วยตัวเองยังเป็นเสน่ห์ที่ควรรักษาไว้

    ขณะเดียวกัน พิชเยนทร์ระบุว่า บริษัทไม่สามารถฝืนทิศทางการเติบโตของช่องทางออนไลน์ได้ จึงมองว่าออนไลน์เป็นโอกาสสำคัญ แต่ไม่ได้มีความสำคัญเหนือกว่าช่องทางอื่น โจทย์คือการทำอย่างไรให้ยอดขายหน้าร้านยังคงเติบโตได้แม้สัดส่วนจะลดลง

    “ช่องทางออนไลน์ของ แอนิเทค เติบโต 1,000% จากปี 2566-2567 ก่อนเติบโต 300% จากปี 2567-2568 และเติบโต 30% จากปี 2568-2569” พิชเยนทร์กล่าว

​

​

“Character Marketing” ขยายฐานลูกค้า

    ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 22 ของการดำเนินธุรกิจ แอนิเทคเดินหน้ากลยุทธ์ “Character Marketing” ด้วยการเปิดตัว 2 คาแร็กเตอร์ใหม่ ได้แก่ Cat Company ผลงานสร้างสรรค์ของคนไทย และ Miffy คาแร็กเตอร์จากเนเธอร์แลนด์ เพื่อต่อยอดคาแร็กเตอร์ Snoopy จากสหรัฐอเมริกา โดยนำจุดเด่นด้านดีไซน์มาใช้ขยายฐานลูกค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ให้มากขึ้น

    พิชเยนทร์กล่าวว่า สิ่งสำคัญของการทำคอลแล็บคือการไม่ทิ้งตัวตนของแบรนด์ โดยแอนิเทคต้องมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนในสินค้านั้นๆ ไม่ได้หมายความว่าโลโก้ต้องมีขนาดใหญ่ที่สุด แต่เมื่อผู้บริโภคเห็นสินค้าจะต้องรู้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของ แอนิเทค ซึ่งต้องเริ่มจากการมีพื้นฐานแบรนด์ที่แข็งแรง ทีมงานเข้าใจแบรนด์และรายละเอียดการออกแบบสินค้าเป็นอย่างดี

    “บริษัทใช้เวลา 17 ปีก่อนเริ่มร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ และปัจจุบันมีความรู้และประสบการณ์ (know-how) ในการทำงานร่วมกับแบรนด์อื่นแล้ว ทำให้เข้าใจขั้นตอนและวิธีการทำงานในรูปแบบดังกล่าวมากขึ้น” พิชเยนทร์กล่าว

​


    กลยุทธ์คอลแล็บคาแร็กเตอร์เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัท โดยก่อนหน้านี้ฐานลูกค้าของแอนิเทคเป็นผู้ชาย 65% และผู้หญิง 35% เขาและทีมงานจึงตั้งคำถามว่าจะสามารถขยายสัดส่วนลูกค้าผู้หญิงให้เพิ่มขึ้นได้หรือไม่ จึงนำการคอลแล็บกับคาแร็กเตอร์มาใช้ เนื่องจากผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมีความต้องการและเหตุผลในการเลือกซื้อสินค้าแตกต่างกัน ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าชายหญิงอยู่ที่ประมาณ 50% เท่ากัน

    สำหรับทิศทางในอนาคต พิชเยนทร์กล่าวว่า บริษัทไม่ได้กำหนดว่าต้องร่วมงานกับคาแร็กเตอร์ตลอดไป แต่จะพิจารณาจากความนิยมของผู้บริโภค หากคาแร็กเตอร์ยังได้รับความนิยมก็ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ เนื่องจากผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนศิลปินและสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมกับสิ่งที่ชื่นชอบ

    “หากในอนาคตคาแร็กเตอร์ไม่ได้รับความนิยม บริษัทก็ต้องพิจารณาว่าโอกาสใหม่ที่จะเข้ามาแทนคืออะไร โดยไม่ได้จำกัดกรอบของแบรนด์ว่าจะต้องทำคอลแล็บกับคาแร็กเตอร์เท่านั้น หากเพลง ศิลปิน หรือการท่องเที่ยวกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ บริษัทก็พร้อมที่จะเข้าไปจับกระแสเหล่านั้น เพราะเป้าหมายสำคัญคือการนำสินค้าไปถึงผู้บริโภคให้ได้” พิชเยนทร์กล่าว


มากกว่าฟังก์ชัน ดีไซน์ต้องตอบโจทย์

    พิชเยนทร์กล่าวถึงเทรนด์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันว่า ได้ก้าวข้ามเรื่องฟังก์ชันการใช้งานไปมาก โดยต้องมีการออกแบบที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคด้วย สังเกตได้จากผลิตภัณฑ์อย่างคีย์บอร์ดที่ปัจจุบันแทบไม่เห็นสินค้าสีดำแบบเดิมในตลาดแล้ว ทำให้แบรนด์ต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบมากขึ้น ควบคู่กับการรักษาฟังก์ชันการใช้งาน เพราะการมีฟังก์ชันที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้า

    ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อแนวโน้มดังกล่าวคือการเติบโตของตลาดออนไลน์ ซึ่งการซื้อสินค้าได้รับแรงกระตุ้นจากความรู้สึก หากผลิตภัณฑ์ไม่มีดีไซน์ที่ดึงดูดความสนใจ ก็ต้องแข่งขันกับตลาดหน้าร้านแบบเดิม ซึ่งมีการเติบโตไม่เท่ากับช่องทางออนไลน์

    สำหรับแอนิเทคเขามองว่าการจะไปถึงเป้าหมายดังกล่าวไม่สามารถอาศัยการขายสินค้าแบบเดิมเพียงอย่างเดียวได้ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าเมื่อเกิดความรู้สึกเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ จึงเป็นที่มาของการร่วมงานกับคาแร็กเตอร์ต่างๆ เพื่อสร้างความต้องการเป็นเจ้าของสินค้า ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นหนึ่งในเทรนด์ของผู้บริโภคสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน

​

​

    อีกปัจจัยหนึ่งคือขนาดครอบครัวที่เล็กลงและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่มีความเป็นคนเมืองมากขึ้น ไม่ได้อาศัยอยู่ในครอบครัวขนาดใหญ่เหมือนเดิม ส่งผลให้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะมีขนาดเล็กลงและตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะบุคคลมากขึ้น

    “แนวโน้มดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้การออกแบบสินค้าแสดงถึงตัวตนของผู้ใช้งาน หรือมีดีไซน์ที่สอดคล้องกับที่อยู่อาศัยและเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ได้มากขึ้น แตกต่างจากในอดีตที่การเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอาจให้ความสำคัญกับฟังก์ชันเป็นหลัก เช่น หม้อหุงข้าวขนาด 5 ลิตรที่ใช้ร่วมกันทั้งครอบครัว” พิชเยนทร์กล่าว




ภาพ: แอนิเทค

ออกแบบ: ชัยกานต์ มณีจักร์



​

เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Gen Z ปลุกกระแสกล้องคอมแพค! ภาพไม่ต้องชัดมาก ได้ฟีลโทนฟิล์ม ส่วนสาย Vlog หันใช้ Action Cam หนุน “บิ๊ก คาเมร่า” เร่งแคมเปญท้ายปี ตั้งเป้ารายได้โต 10%

​​​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine