ใช้สาหร่ายไป 2 ล้านโรล! KANORI กวาดรายได้ปี 68 กว่า 400 ล้าน ปีนี้ลุยต่อ ขยายเพิ่ม 1-2 สาขา

ใช้สาหร่ายไป 2 ล้านโรล! KANORI กวาดรายได้ปี 68 กว่า 400 ล้าน ปีนี้ลุยต่อ ขยายเพิ่ม 1-2 สาขา

FORBES THAILAND / ADMIN
02 Feb 2026 | 06:30 PM
READ 160

“KANORI Hand Roll bar” ร้านอาหารญี่ปุ่นแฮนด์โรลเจ้าแรกในไทย ยังคงโตแกร่ง ปี 2568 กวาดรายได้ 400 ล้านบาท ใช้สาหร่ายไปกว่า 2 ล้านโรล! พร้อมเดินหน้าขยายสาขาปี 2569 เพิ่ม 1-2 แห่ง


    แม้จะเปิดทำการได้เพียง 2 ปีกว่าๆ เท่านั้น แต่ KANORI Hand roll bar ของ 3 พี่น้องครอบครัว “กอบกุลสุวรรณ” ทั้ง ปณิธาน, ปณิธิ และปวิตรา กอบกุลสุวรรณ ก็ได้เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลประกอบการจากปี 2567 ทำรายได้ 200 ล้านบาท และล่าสุดปี 2568 KANORI Hand roll bar มีผลประกอบการราว 400 ล้านบาท เติบโตกว่า 100% จากการขยายสาขาครบ 5 แห่ง

    ปณิธิ กอบกุลสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ไทยสากล เอสเตท จำกัด ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ KANORI Hand roll bar เติบโตนั้น มาจากจุดยืนเรื่อง First Mover

    ในตลาด Hand roll นั้น KANORI เป็นเจ้าแรกในไทย แม้จะมีคู่แข่งเกิดขึ้นมากมาย แต่สุดท้ายผู้บริโภคก็ยังเลือก KANORI และยิ่งคู่แข่งเยอะขึ้น ก็ยิ่งมีคนรู้จักแฮนด์โรลมากขึ้น สร้างการรับรู้ให้ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพิ่มขึ้นด้วย

    โดยความนิยมและการเติบโตของ KANORI ล่าสุดถูกการันตีด้วยรางวัล GrabThumbsUp Awards 2026 ในสาขาสุดยอดร้านอาหารขายดี หรือ GrabFood Dine-out โดยมีเกณฑ์การตัดสินจากยอดขายและจำนวนรีวิวสูงสุดบนแอปพลิเคชัน GrabFood



    ด้าน ปวิตรา กอบกุลสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสากล เอสเตท จำกัด เผยว่า KANORI Hand roll bar เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่ใช้ อูนิ หรือ ไข่หอยเม่น และสาหร่ายมากที่สุดในประเทศไทย โดยในปี 2568 ใช้อูนิไปมากถึง 3,800 กล่อง

    ส่วน สาหร่าย คือหัวใจสำคัญของแฮนด์โรล โดย KANORI เป็น Exclusive Partner กับผู้ผลิตสาหร่ายกรอบที่ญี่ปุ่น ทำให้ความกรอบของสาหร่ายที่นี่ไม่มีใครเหมือน ซึ่งปีที่ผ่านมาใช้สาหร่ายไปทั้งสิ้น 2 ล้านโรล

    สำหรับเป้าหมายของ KANORI ในปี 2569 วางแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 1-2 แห่ง เล็งย่าน Residential Area พร้อมไปกับการสร้างความแข็งแรงภายในองค์กร

    แม้ต้องการโตเร็ว แต่ต้องโตอย่างแข็งแรงด้วย โดย KANORI อยู่ระหว่างการสร้างครัวกลางแห่งใหม่ คาดว่า จะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ รวมถึงความแข็งแกร่งด้านซัพพลายเชน ทรัพยากรบุคคล รักษามาตรฐานคุณภาพสินค้า ทำให้แข็งแรงมากที่สุดเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืน

    “เป้าหมายในปีนี้ต้องการขยายไปรอบนอก และโฟกัสภายในองค์กรให้แข็งแรง ทั้งเรื่องซัพพลายเชน บุคลากร ออฟฟิศหลังบ้าน รักษาคุณภาพและเพิ่มคุณภาพสินค้าให้ดีมากขึ้น ทำให้ใหญ่เพื่อรองรับการขยายในอนาคต เป็นปีที่เราเน้นย้ำส่วนนี้” ปวิตรา กล่าว




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ตลาดเริ่มเต็ม-แข่งขันสูง ปี 68 ‘ร้านอาหารญี่ปุ่น’ ในไทยลดลง! ‘เจโทร’ แนะจะอยู่รอด ต้องเป็นร้านเฉพาะทาง-มีเรื่องเล่า-สร้างประสบการณ์

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine