KFC ยันยังทำงานกับ 3 แฟรนไชส์เดิมอยู่! หลังมีข่าวไทยเบฟจ่อขายกิจการ พร้อมประกาศเข้าสู่ยุคใหม่ ให้ลูกค้า Customize รสชาติได้

KFC ยันยังทำงานกับ 3 แฟรนไชส์เดิมอยู่! หลังมีข่าวไทยเบฟจ่อขายกิจการ พร้อมประกาศเข้าสู่ยุคใหม่ ให้ลูกค้า Customize รสชาติได้

KFC ยืนยันตอนนี้ยังเดินหน้าธุรกิจร่วมกับ 3 แฟรนไชส์ตามเดิม หลังมีกระแสข่าวไทยเบฟฯ จ่อขายกิจการ พร้อมเดินหน้าขยายสาขาสู่ 1,266 แห่งภายในสิ้นปี 2569 ขณะเดียวกันประกาศเข้าสู่ “New Era” ปรับโฉมแบรนด์และประสบการณ์ครั้งใหญ่ เปิดทางลูกค้า Customize รสชาติไก่ได้เอง พร้อมรีดีไซน์ร้านและบริการให้เข้ากับผู้บริโภครุ่นใหม่


    หลังก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA) ในเครือไทยเบฟฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามผู้ถือสิทธิ์แฟรนไชส์ KFC ในประเทศไทย เตรียมขายกิจการ KFC ล่าสุด ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ผู้บริหารแบรนด์ KFC ประเทศไทย ยืนยันว่า ณ ขณะนี้ยังเดินหน้าธุรกิจร่วมกับพันธมิตรแฟรนไชส์ทั้ง 3 รายตามเดิม

    โดย ศศิพินทุ์ จันทรศักดิ์ General Manager KFC ประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการอัปเดตหรือการพูดคุยกับไทยเบฟฯ ในประเด็นดังกล่าว และการดำเนินงานของ KFC ในประเทศไทยยังคงทำงานร่วมกับแฟรนไชส์ทั้ง 3 รายอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน พัฒนาร้าน และขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง


เดินหน้าสู่ 1,266 สาขาในปีนี้

    ศศิพินทุ์ระบุอีกว่า KFC ประเทศไทยดำเนินธุรกิจมาแล้ว 42 ปี ปัจจุบัน KFC มี 1,242 สาขา แบ่งเป็นกรุงเทพฯ ประมาณ 40% และต่างจังหวัด 60% ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด โดยที่ผ่านมาขยายไปในทุกโมเดล และครอบคลุมไปถึงระดับอำเภอแล้ว

    ทั้งนี้ แบรนด์ยังคงมองหาโอกาสขยายสาขาในทุกพื้นที่และทุกโมเดลตามศักยภาพของทำเล เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงแบรนด์ได้มากขึ้น แต่ยังตั้งเป้าคงสัดส่วนระหว่างกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดไว้เท่าเดิม

    โดยภายในสิ้นปี 2569 ตั้งเป้าขยายเป็นประมาณ 1,266 สาขา จากปัจจุบันที่มีอยู่ 1,242 สาขา ขณะที่แผนในปี 2570 ยังคงเดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่อง ตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่

​

ศศิพินทุ์ จันทรศักดิ์


    ด้านผลการดำเนินงาน KFC ระบุว่า ธุรกิจยังเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดขายและยอดขายสาขาเดิม (same store sales) ในปีนี้ยังเป็นบวก พร้อมเดินหน้าขยายโอกาสการบริโภคให้มากกว่าแค่มื้ออาหารหลัก ทั้งเมนูของหวาน ขนม และอาหารว่าง เพื่อเพิ่มความถี่ในการเข้าร้านของผู้บริโภค

    “ตลาดไก่ทอดเป็นตลาดที่มีการเติบโตค่อนข้างเยอะ แต่การที่มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น ก็ทำให้ลูกค้าสนใจมากขึ้น ทุกคนสามารถนำเสนอสินค้าที่ลูกค้าชอบได้มากขึ้น ในส่วนของ KFC เราเป็นเบอร์ 1 ของไก่ทอดอยู่แล้ว” ศศิพินทุ์กล่าว ก่อนจะระบุว่า KFC มีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ประมาณ 56%

    ขณะที่ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดนี้ KFC จะเน้นจุดแข็งด้านรสชาติ คุณภาพ การบริการ เทคโนโลยี และการปรับประสบการณ์ในร้านให้ทันสมัยขึ้น “เราจะพยายามปรับปรุงทั้งเรื่องรสชาติของไก่ทอด คุณภาพบริการ รวมถึงประสบการณ์หน้าร้าน ให้ลูกค้าโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ประทับใจมากขึ้น” ศศิพินทุ์กล่าว และย้ำว่า KFC ยังคงมุ่งรักษาความเป็นผู้นำตลาด ผ่านการพัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงการออกเมนูใหม่และโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่ากลยุทธ์ด้านราคาจะเน้น “ความคุ้มค่า” มากกว่าการแข่งขันด้วยราคาที่ถูกที่สุด


ประกาศเข้าสู่ New Era

    สำหรับทิศทางธุรกิจล่าสุด KFC ได้ประกาศก้าวสู่ “New Era” โดยยกระดับแบรนด์ครั้งสำคัญทั้งระบบ ตั้งแต่เมนูร้าน ประสบการณ์การรับประทานอาหาร ไปจนถึงการรีเฟรชภาพลักษณ์แบรนด์ผ่าน new brand identity เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับผู้บริโภครุ่นใหม่

    พร้อมเปิดตัว KFC สยามเซ็นเตอร์ สาขาต้นแบบแห่งแรกในประเทศไทย (ซึ่งเป็นสาขาที่ดำเนินงานโดย QSA ในเครือไทยเบฟฯ) สำหรับการยกระดับประสบการณ์รูปแบบใหม่จาก QSR สู่ “Quality Experience Restaurant” (QXR)

    หนึ่งสิ่งที่เห็นได้ในการประกาศเข้าสู่ยุคใหม่คือเมนูอาหาร ที่อยู่ภายใต้แนวคิด Modern Menu KFC โดย KFC สาขาต้นแบบแห่งนี้จะชูจุดเด่นที่ไก่ไม่มีกระดูก (boneless) และเปิดให้ลูกค้าปรับรสชาติได้ (customize) ผ่านการคลุกผงปรุงรส ดังก์ซอส และดิปซอส โดยมีรสชาติที่พัฒนาขึ้นสำหรับตลาดไทย เช่น Smoky BBQ, Seoul Hot, New Jai Ded, Garlic Parmesan, White Truffle และ Zabb Spicy รวมถึงดิปซอสใหม่ 5 รสชาติ


​

    ขณะเดียวกัน KFC ยังคงมีเมนูหลักอย่าง Double Down, Zinger Burger และ Twister ซึ่งเหมาะกับการซื้อกลับและรับประทานระหว่างเดินทาง พร้อมเพิ่มเมนูอย่าง Scoop Fries และ Matcha Mochi Egg Tart เข้ามาในไลน์อัปของสาขา โดยระบุว่าเป็นเมนูที่พัฒนาขึ้นสำหรับรูปแบบร้านใหม่นี้ และจะมีจำหน่ายเป็นเมนูประจำ

    ด้านรูปแบบร้าน สาขานี้ถูกปรับให้อยู่ภายใต้แนวคิด New Brand Identity ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่ ยูนิฟอร์มพนักงาน ไปจนถึงรูปแบบเมนูและบริการ โดยมีการนำระบบสั่งอาหารผ่าน kiosk มาใช้ พร้อมพนักงานต้อนรับบริเวณ lobby host และบริการ just pick up สำหรับลูกค้าที่สั่งอาหารล่วงหน้า

​


    นอกจากนี้ KFC ยังนำเสนอสินค้าเมอร์แชนไดส์รุ่นลิมิเต็ด อิดิชัน และปรับองค์ประกอบของแบรนด์ เช่น Colonel Sanders, bucket และโลโก้ให้มีรูปแบบร่วมสมัยมากขึ้น โดยยังคงองค์ประกอบหลักของแบรนด์ไว้

    ภัทรา ภัทรสุวรรณ Associate Marketing Director KFC ประเทศไทย กล่าวว่า การปรับภาพลักษณ์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนดีไซน์ร้าน แต่เป็นการนำ brand asset ที่มีอยู่มาปรับใช้ให้มีความสนุกและเข้าถึงง่ายขึ้น ทั้งในร้าน บรรจุภัณฑ์ และการสื่อสารบนช่องทางต่างๆ โดยจะทยอยปรับสู่ดีไซน์ใหม่ไปยังสาขาทั่วประเทศ

    โดยในช่วงปลายปีนี้ KFC ตั้งเป้าปรับโฉมร้านด้วยดีไซน์ใหม่อย่างน้อยเกือบ 50 สาขา และจะเร่งการปรับโฉมให้เป็นเหมือนสาขาต้นแบบอีก 100-200 สาขาในปีหน้า

​

ภัทรา ภัทรสุวรรณ



ภาพ: KFC ประเทศไทย

ออกแบบภาพปก: ชัยกานต์ มณีจักร์



​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ใครๆ ก็ต้องไปสู่โยเกิร์ต! KAMU KAMU แตกไลน์ “Yothé” เปลี่ยนยอดโยเกิร์ต 5 แสนแก้วสู่แบรนด์ใหม่ ลุย Emsphere ที่แรก ก่อนขยาย 100 สาขาใน 5 ปี

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine