"แอลจี" โชว์ฟอร์มแกร่งโต 9% ชูโมเดล "เช่าใช้" ทลายกำแพงราคาสินค้าพรีเมียม พร้อมเปิดกลยุทธ์ 3 เสาหลัก ปักธงยอดขายทั้งปี 1.8 หมื่นล้านบาท

"แอลจี" โชว์ฟอร์มแกร่งโต 9% ชูโมเดล "เช่าใช้" ทลายกำแพงราคาสินค้าพรีเมียม พร้อมเปิดกลยุทธ์ 3 เสาหลัก ปักธงยอดขายทั้งปี 1.8 หมื่นล้านบาท

ท่ามกลางความท้าทายของกำลังซื้อที่ชะลอตัว ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านซึ่งมีมูลค่ารวมคาดการณ์แตะ 8 หมื่นล้านบาทในปี 2569 กลับยังคงส่งสัญญาณบวก ล่าสุด "แอลจี" (LG) โชว์ความแข็งแกร่งด้วยยอดขายครึ่งปีแรกที่เติบโตถึง 9% ทิ้งห่างภาพรวมตลาดที่โตเพียง 2% พร้อมกางแผนครึ่งปีหลัง อัดงบ 10 ล้านบาทฉลองครบรอบ 38 ปี ชูกลยุทธ์นวัตกรรม AI และโมเดล Subscription เจาะกลุ่มพรีเมียม หวังดันยอดขายทะลุเป้า 1.8 หมื่นล้านบาทอย่างแข็งแกร่ง


    อำนาจ สิงหจันทร์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ความสำเร็จของแอลจีในช่วงครึ่งปีแรกนั้น ถือเป็นตัวเลขที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทย ซึ่งครอบคลุมทั้งทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องปรับอากาศ โดยในปี 2568 ตลาดนี้มีมูลค่าราว 7.5 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะขยายตัวสู่ 8 หมื่นล้านบาทในปี 2569

    ปัจจัยบวกแรกที่ผลักดันยอดขายของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ มาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและยาวนาน ส่งผลให้กลุ่มเครื่องปรับอากาศเติบโตสูงถึง 30-40% รวมถึงสินค้าทำความเย็นที่เติบโตในระดับสองหลัก นอกจากนี้ เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า และเครื่องลดความชื้นก็ทำยอดขายได้อย่างโดดเด่น

    โดยเฉพาะเครื่องลดความชื้นที่เติบโตถึง 30-40% และแอลจีสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 40% แม้ปัจจุบันอัตราการครอบครองของคนไทยจะยังต่ำกว่า 5-15% ก็ตาม ขณะเดียวกัน แอลจียังคงรักษาแชมป์ตลาดเครื่องซักผ้าอย่างเหนียวแน่นเป็นปีที่ 28 ซ้อน ในทุกเซกเมนต์


อำนาจ สิงหจันทร์

    ซึ่งสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านอย่างเห็นได้ชัด จากอดีตที่เครื่องซักผ้า 2 ถังเคยเป็นเบอร์ 1 ปัจจุบันร่วงลงมาอยู่อันดับสุดท้าย (27%) ขณะที่กลุ่มฝาหน้าซึ่งเป็นเซกเมนต์พรีเมียม ขยับสัดส่วนขึ้นมาไล่เลี่ยบี้ติดเครื่องซักผ้าถังเดียวที่ 34-35%

    นอกจากปัจจัยด้านฤดูกาลแล้ว แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะอยู่ในสภาวะชะลอตัว แต่กำลังซื้อในกลุ่มสินค้า "พรีเมียม" กลับไม่ได้รับผลกระทบ ซ้ำยังสวนกระแสด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 30% จนปัจจุบันสินค้ากลุ่มพรีเมียมขยับขึ้นมาครองสัดส่วนถึง 1 ใน 3 หรือประมาณ 35% ของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมทั้งหมด

    โดยมีผลิตภัณฑ์ชูโรงอย่าง OLED TV ที่เติบโตกว่า 10% รวมถึงเครื่องซักผ้า WashTower ขนาดใหญ่ 25 กิโลกรัมขึ้นไป และตู้เย็นขนาดใหญ่แบบ side-by-side ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันที่มีการศึกษาข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น และยินดีจ่ายเงินเพิ่มเพื่อแลกกับความคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี AI ที่ฉลาดล้ำ หรือดีไซน์ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์

    อีกอินไซต์ที่น่าสนใจคือ แม้อายุการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าจะทนทานนานถึง 10 ปี แต่ปัจจุบันผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องเร็วขึ้นในรอบ 5-7 ปี เพื่ออัปเกรดเทคโนโลยี AI ที่ช่วยประหยัดพลังงานและทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ซึ่งพฤติกรรม "ยอมจ่ายเพื่อความคุ้มค่า" นี้เองที่ทำให้แอลจีไม่กังวลต่อการเข้ามาทำสงครามราคาของแบรนด์จากจีน เพราะเชื่อมั่นว่าผู้บริโภคยุคนี้ฉลาดเลือกและมองข้ามเรื่องของถูกเพียงอย่างเดียวไปแล้ว



โมเดล Subscription และ B2B สปริงบอร์ดสร้างรายได้

    เพื่อต่อยอดความสำเร็จและเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงนวัตกรรมพรีเมียมได้ง่ายขึ้น ไฮไลต์สำคัญที่เข้ามาพลิกโฉมตลาดคือความสำเร็จของโมเดล LG Subscription ที่ช่วยทลายข้อจำกัดด้านงบประมาณของผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยมียอดผู้ใช้บริการเติบโตพุ่งขึ้นกว่า 2 เท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจุบันมีฐานลูกค้าแล้วกว่า 40,000 ราย และตั้งเป้าขยายสู่ 50,000 รายภายในสิ้นปีนี้

    โดยกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในระบบ Subscription คือ เครื่องซักผ้าอันดับ 1 และเครื่องปรับอากาศอันดับ 2 ขณะที่สินค้ากลุ่มตู้เย็น ทีวี เครื่องฟอกอากาศ และเครื่องกรองน้ำ ตามมาเป็นอันดับ 3 ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้โมเดลนี้ได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว เกิดจากการเข้าไปตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการใช้งานสินค้าพรีเมียม ควบคู่กับสิทธิประโยชน์ด้านบริการดูแลรักษาฟรีตลอดอายุสัญญา ทำให้ผู้บริโภคอุ่นใจและตัดสินใจเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น

    ไม่เพียงแค่ฝั่งผู้บริโภคทั่วไป (B2C) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ในฝั่งของกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร (B2B) แอลจีก็สามารถสร้างการเติบโตได้ถึง 12% โดยปัจจุบันมีสัดส่วนคิดเป็น 10% ของยอดขายรวม ปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวของระบบปรับอากาศเชิงพาณิชย์และจอแสดงผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในภาคการศึกษาที่เติบโตได้ดีทั้งจากโปรเจกต์ของภาครัฐและเอกชน


3 เสาหลักกลยุทธ์ "LG Make It Yours. Make It Easy."

    จากความสำเร็จรอบด้าน ผนวกกับข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แอลจีจึงได้เดินหน้าจัดแคมเปญฉลอง 38 ปีในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน พร้อมหลอมรวมกลยุทธ์ครึ่งปีหลังภายใต้ 3 เสาหลักอย่างกลมกลืน

    เริ่มจากการยกระดับชีวิตด้วยนวัตกรรม (Easy to Live) ชูเทคโนโลยี AI in Action ที่แอลจีพัฒนามานานกว่า 7-8 ปี เพื่อช่วยประหยัดเวลาและพลังงาน โดยปัจจุบันกว่า 50% ของผลิตภัณฑ์แอลจีมี AI เป็นส่วนประกอบสำคัญ อาทิ ทีวี 99% และเครื่องซักผ้า 40% ควบคู่กับการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชัน LG ThinQ ที่มียอดผู้ใช้งานจริงทะลุ 1 ล้านคน

    ต่อมาคือการเข้าถึงง่ายไร้รอยต่อ (Easy to Own) ตอบสนองพฤติกรรม omnichannel ด้วยเครือข่ายร้านค้าปลีกกว่า 950 สาขาทั่วประเทศ พร้อมยกระดับแพลตฟอร์ม LG.com ให้เป็นช่องทาง D2C อย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งเน้นการมอบสิทธิพิเศษแทนการดัมป์ราคา เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเครือข่ายคู่ค้า

    ปิดท้ายด้วยการสร้างความมั่นใจในบริการ (Easy to Trust) ผ่านแคมเปญ "LG Best Care" ขยายเวลาให้บริการซ่อมถึงบ้านในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลจนถึง 21.00 น. (จันทร์-ศุกร์) เสริมทัพด้วยเทคโนโลยี smart diagnosis ที่ช่วยลูกค้าวิเคราะห์ปัญหาเบื้องต้นได้เอง พร้อมรับสิทธิพิเศษขยายเวลารับประกันสินค้าเพิ่มอีก 1 ปี เมื่อสั่งซื้อผ่าน LG.com


โค้งสุดท้ายกับเป้าหมายท้าทายหมื่นล้าน

    เบื้องหลังความมั่นใจในการส่งมอบสินค้าและบริการ แอลจียังได้เตรียมความพร้อมด้านซัพพลายเชนไว้อย่างรัดกุม โดยยืนยันว่าสายการผลิตจะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชิป AI ขาดแคลนหรือการปรับขึ้นราคา เนื่องจากบริษัทมีการวางแผนและคาดการณ์ระยะยาวล่วงหน้าเป็นปี

    นอกจากนี้ แอลจียังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนระดับโลก โดยได้รับการรับรองจาก S&P Global Top 1% และ SBTi ผ่านการพัฒนาระบบจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) การใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และนวัตกรรม universal design

    ด้วยความพร้อมตั้งแต่กระบวนการผลิต นวัตกรรม ไปจนถึงกลยุทธ์การขาย ทำให้ทิศทางในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี บริษัทยังมองเห็นโอกาสมหาศาลจากแคมเปญดับเบิลเดย์ ที่คาดว่าจะผลักดันยอดขายช่องทางอีคอมเมิร์ซให้เติบโตในระดับ double digit

    รวมไปถึงความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐอย่าง "ช้อปดีมีคืน" ในช่วงปลายปี ซึ่งมักจะเป็นตัวเร่งการตัดสินใจซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ได้เป็นอย่างดี

    จากแรงขับเคลื่อนทั้งหมดนี้ อำนาจ กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า "ข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า ทิศทางที่เราเดินมานั้นสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยอย่างแท้จริง ซึ่งนี่จะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยผลักดันให้แอลจีเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง"

    โดยบริษัทตั้งเป้าผลักดันยอดขายรวมทั้งปีแตะระดับ 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างเต็มภาคภูมิ


ภาพ : แอลจี




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : CENTEL ไตรมาส 2 กำไร 176 ล้าน โต 69% โรงแรมมัลดีฟส์โตแรง อาหารกำไรพุ่ง ตั้งเป้ารายได้โรงแรมปีนี้ 1.42-1.45 หมื่นล้าน

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine