โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เผยภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในคนไทย ทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล! ล่าสุดขอขยายบทบาทสู่ Well-being Economy ด้วยการเปิดแนวทางผ่าตัดลดน้ำหนักยุคใหม่ ตั้งแต่การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร การผ่าตัดขั้นสูง ไปจนถึงการใช้ AI และ telemedicine สะท้อนความพยายามในการรับมือปัญหาโรคอ้วนอย่างเป็นระบบ และยกระดับมาตรฐานการแพทย์ไทยในระยะยาว
โรคอ้วนกำลังกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสาธารณสุขที่รุนแรงที่สุดของประเทศไทย และไม่ใช่เพียงปัญหาสุขภาพส่วนบุคคลอีกต่อไป หากแต่เป็น “ต้นทุนแฝง” ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว
ข้อมูลจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปกว่า 42.4% อยู่ในภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ขณะที่รายงานของ World Obesity Federation (WOF) ชี้ว่า แนวโน้มดังกล่าวยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยสู่ “สังคมอ้วน” เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระบุว่า โรคอ้วนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านรูปลักษณ์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่สร้างภาระต่อระบบสาธารณสุขและสุขภาพของคนไทย ตั้งแต่เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ไปจนถึงมะเร็งบางชนิด
ไม่เพียงเท่านั้น โรคอ้วนยังกระทบต่อระบบเศรษฐกิจด้วย โดยรายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และ WOF ประเมินว่า ในปี 2562 ประเทศไทยสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจจากโรคอ้วนสูงถึง 256,370 ล้านบาท หรือราว 1.5% ของ GDP จากค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลโดยตรง และต้นทุนทางอ้อม เช่น การขาดงาน ประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การคาดการณ์ว่า หากไม่มีมาตรการจัดการอย่างจริงจังภายในปี 2603 ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากโรคอ้วนของไทยอาจพุ่งแตะระดับ 5.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 5.6% ของ GDP เพิ่มขึ้นถึง 22 เท่าเมื่อเทียบกับปีฐาน 2562
จากปัญหาที่กำลังขยายตัวนี้ ทำให้การค้นหาวิธีการควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องและปลอดภัย เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับคนไทย
ดร.อาทิรัตน์ กล่าวต่อว่า “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน และตระหนักถึงปัญหาของผู้มีน้ำหนักไม่สมดุล โดยโรงพยาบาลฯ ให้การดูแลรักษาเพื่อควบคุมน้ำหนักในมิติที่หลากหลาย ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมงานสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมกันออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล โดยพิจารณาปัจจัยทางด้านร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ครอบคลุมทางเลือกการรักษาที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้ยา จนถึงการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร และการผ่าตัด ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน”

พญ.นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ระบุว่า Weight Management คือกระบวนการดูแลสุขภาพระยะยาว ที่ผสานโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และในบางกรณีอาจรวมถึงการใช้ยา ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มี BMI สูง หรือมีโรคร่วม เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง
ขณะที่ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการปรับพฤติกรรมหรือยา การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง เช่น การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) หรือการผ่าตัดลดน้ำหนัก เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว และเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการควบคุมน้ำหนัก
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของการรักษาโรคอ้วนในประเทศไทย คือการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงมาผสานเข้ากับการดูแลเชิงระบบ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่พัฒนาแนวทางการรักษาโรคอ้วนด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) ควบคู่กับการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1 Receptor Agonist (GLP-1RA) ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยบางรายสามารถลดน้ำหนักได้สูงถึง 44% นับเป็นหนึ่งในอัตราความสำเร็จที่โดดเด่นในระดับโลก
นอกจากนี้ ยังมีการผ่าตัดลดน้ำหนักซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีค่า BMI สูงมาก ได้แก่ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy) สำหรับผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่า 30 และการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระเพาะอาหารและลำไส้ให้มีขนาดเล็กลง (Roux-en-Y Gastric Bypass) สำหรับผู้ที่มี BMI มากกว่า 40 ซึ่งช่วยจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทาน กระตุ้นความอยากอาหารน้อยลง และส่งผลให้น้ำหนักลดลง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดจากทีมแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตหลังการรักษา
ดร.อาทิรัตน์เผยว่า แก่นหลักที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ยึดมั่นมาโดยตลอด คือการลงทุนและพัฒนา medical innovation อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทคโนโลยีการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ ซึ่งในอดีตจำกัดอยู่เพียงบางโรค เช่น การผ่าตัดต่อมลูกหมาก แต่ปัจจุบันได้ขยายการใช้งานไปสู่หลากหลายสาขา รวมถึงการผ่าตัดทางนรีเวชแล้ว
ปัจจุบัน โรงพยาบาลมีแพทย์ที่ผ่านการฝึกและสามารถใช้หุ่นยนต์ผ่าตัดได้มากกว่า 30 คน ส่งผลให้ผลลัพธ์ทางการรักษาดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของอาการเจ็บที่ลดลง ระยะเวลาพักฟื้นที่สั้นลง และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยหลังการรักษา ซึ่งล้วนเป็นผลจากการยกระดับมาตรฐานทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง
ดร.อาทิรัตน์อธิบายว่า Well-being economy จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย จิตใจ และมิติทางสังคม อย่างไรก็ตาม ในฐานะโรงพยาบาล บำรุงราษฎร์เลือกโฟกัสในสองแกนหลักที่เป็นหัวใจของการแพทย์ คือร่างกายและสุขภาพจิต โดยเฉพาะ mental health ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจสุขภาพที่มีศักยภาพการเติบโตสูงในระยะยาว
จากแนวโน้มดังกล่าว เทคโนโลยีอย่าง telemedicine และ teleconsultation จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ และในอนาคตอันใกล้ โรงพยาบาลมีแผนนำ AI เข้ามาเป็นเครื่องมือสนับสนุนทั้งการดูแลผู้ป่วยและการบริหารจัดการระบบสุขภาพ นอกจากนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ยังได้เปิดตัวแพ็กเกจ Biological Age ที่ช่วยประเมินอายุชีวภาพเชิงลึก สะท้อนแนวคิดการแพทย์เชิงป้องกันและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งเปิดโอกาสใหม่ทางธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
ดร.อาทิรัตน์มองว่า การบริหารโรงพยาบาลไม่ควรถูกขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในระยะสั้น แต่ควรเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ที่มองไกลและเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้ป่วย รวมถึงการอ่านเทรนด์โลกให้ขาด จากนั้นจึงขับเคลื่อนองค์กรด้วยมาตรฐานคุณภาพที่แข็งแรง เพราะเมื่อรากฐานมั่นคง รายได้จะเติบโตตามมาอย่างยั่งยืน
ภาพ: โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ตลาดเริ่มเต็ม-แข่งขันสูง ปี 68 ‘ร้านอาหารญี่ปุ่น’ ในไทยลดลง! ‘เจโทร’ แนะจะอยู่รอด ต้องเป็นร้านเฉพาะทาง-มีเรื่องเล่า-สร้างประสบการณ์
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

