ตลาดเริ่มเต็ม-แข่งขันสูง ปี 68 ‘ร้านอาหารญี่ปุ่น’ ในไทยลดลง! ‘เจโทร’ แนะจะอยู่รอด ต้องเป็นร้านเฉพาะทาง-มีเรื่องเล่า-สร้างประสบการณ์

ตลาดเริ่มเต็ม-แข่งขันสูง ปี 68 ‘ร้านอาหารญี่ปุ่น’ ในไทยลดลง! ‘เจโทร’ แนะจะอยู่รอด ต้องเป็นร้านเฉพาะทาง-มีเรื่องเล่า-สร้างประสบการณ์

เจโทรฯ กรุงเทพฯ เผยผลสำรวจจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นทุกประเภทในไทยปี 68 ลดลงทั่วประเทศ เพราะเศรษฐกิจ ตลาดเริ่มเต็ม แข่งขันสูง และรสนิยมผู้บริโภคเปลี่ยน พบเพียงร้านราเมง และร้านคาเฟ่เท่านั้นยังโต คาดปีหน้าใครอยากอยู่รอด ต้องมีลูกค้าเป้าหมายชัดเจน จัดเมนูเฉพาะทาง (Specialty) มี Story telling ประสบการณ์ต้องประทับใจ และต้องเป็น “ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เป็นกระแส”


    องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กรุงเทพฯ ทำการสำรวจร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยประจำปี 2568 พบว่า ร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยมีจำนวน 5,781 ร้าน ลดลง 135 ร้าน หรือลดลง 2.2% เมื่อเทียบกับการสำรวจในปี 2567 ที่จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นมีทั้งหมด 5,916 ร้าน


    ปรากฏการณ์การลดลงของจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นประเภทต่างๆ ทั่วประเทศไทยครั้งนี้ เกิดขึ้นในรอบ 18 ปีตั้งแต่เจโทรฯ ได้เริ่มทำการสำรวจตลาดอาหารญี่ปุ่นในไทยในปี 2550

    โดยจำนวนร้านในกรุงเทพฯ ลดลง 2.3% ขณะที่ร้านใน 5 จังหวัดในเขตปริมณฑล ได้แก่ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ลดลง 3.1% และต่างจังหวัดลดลง1.9%

    ทั้งนี้มีผลให้สินค้าส่งออกจากญี่ปุ่นมาเมืองไทยบางประเภทหายไปจาก 10 อันดับแรกของการส่งออกใน 11 เดือนของปี 2568 ได้แก่ ปลาแซลมอล/ปลาเทราห์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไข่มุกเลี้ยงและไข่มุกธรรมชาติ ส่วนการส่งออกเนื้อวากิวมาเมืองไทยยังติดอันดับ 4 ของการส่งออกแต่ปริมาณลดลงจาก 4 พันล้านเยน เหลือเพียง 3.9 พันล้านเยนเท่านั้น

    อาเบะ อิจิโระ ประธาน เจโทร กรุงเทพฯ กล่าวว่า เมื่อวิเคราะห์จำนวนแยกตามประเภทร้านอาหารพบว่า มีอันดับที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปี 2567 มากนัก โดยประเภทร้านอาหารที่มีจำนวนมากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ ร้านประเภทภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น (1,398 ร้าน) ร้านซูชิ (1,250 ร้าน) ร้านราเมง (823 ร้าน) ร้าน Izakaya (459 ร้าน) และร้าน Suki/Shabu (437 ร้าน) ตามลำดับ

    ผลสำรวจครั้งนี้ยังพบว่า มีร้านอาหารมากถึง 10 ประเภทจากทั้งหมด 13 ประเภท ที่มีจำนวนร้านลดลงในปีที่ผ่านมา ได้แก่ ร้านภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น ร้านซูชิ ร้านอิซากายะ ร้านสุกี้/ชาบู ร้าน Yakiniku/BBQ (ปิ้งย่าง) ร้าน Donburi ร้านอาหารทอด ร้าน Curry/Omu-rice (ข้าวแกงกะหรี่) ร้านอาหารตะวันตกสไตล์ญี่ปุ่น และร้านโซบะ/อุด้ง

    ส่วนอื่นๆ ที่เหลือ ได้แก่ เทปันยากิที่จำนวนร้านไม่มีการเปลี่ยนแปลง และมีเพียงจำนวนร้าน 2 ประเภท คือ คาเฟ่และราเมนเท่านั้น ที่มีการเติบในปีที่ผ่านมา ผลสำรวจระบุว่า ร้านคาเฟ่เพิ่มขึ้น 6.4% จาก 329 ร้านในปี 2567 เป็น 350 ร้านในปี 2568 ขณะที่ร้านราเมงเพิ่มขึ้น 2.6% จาก 802 ร้านเป็น 823 ร้าน


    สำหรับร้านอาหารที่จำนวนร้านลดลง 3 อันดับแรก ได้แก่ ร้าน Yakiniku /BBQ ลดลง 9% เหลือ 394 ร้านจาก 433 ร้านในปีก่อนหน้า ตามมาด้วยร้านประเภท Donburi ที่มีจำนวนลดลง 8.6% เหลือ 148 สาขาจากในปี 2567 ที่มีอยู่ 162 ร้าน และร้านแกงกะหรี่ลดลง 6.4% จาก 156 ร้านในปี 2567 เหลือ 146 ร้านในปี 2568

    อาเบะกล่าวถึงสาเหตุที่ร้านประเภท Yakiniku /BBQ ลดลงอย่างมาก น่าจะเป็นเพราะว่าการเข้ามาสู่ธุรกิจประเภทนี้ทำได้ไม่ยาก จึงทำให้นักลงทุนเข้ามาเปิดร้านประเภทนี้จำนวนมาก การแข่งขันจึงสูงมาก เมื่อเข้ามาง่ายก็ออกจากธุรกิจนี้ง่ายเช่นเดียวกัน จะเห็นว่าในปี 2568 มีร้าน Yakiniku/BBQ เปิดใหม่เพียง 26 ร้าน แต่มีจำนวนร้านปิดตัวลงถึง 65 แห่ง

    ขณะที่จำนวนร้านประเภท Donburi เปิดเพิ่มเพียง 32 ร้านแต่ปิดลงถึง 46 ร้าน เพราะแบรนด์ร้านประเภทนี้กำลังอยู่ในช่วงปรับกลยุทธ์ว่าจะเป็นดงบุริประเภทไหน ทำให้มีการขยายสาขาลดลง ส่วนร้านประเภทข้าวแกงกะหรี่เจอปัญหาการแข่งขันสูงมาก เพราะจะเปิดบริการอยู่ในศูนย์การค้าเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลาย

    อาเบะกล่าวต่อว่า ส่วนสาเหตุที่ร้านประเภทคาเฟ่ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะความนิยมของมัตฉะ ที่ถูกประยุกต์ให้ใช้ได้กับเมนูเครื่องดื่มที่หลากหลาย

    สะท้อนจากตัวเลขการส่งออกชาเขียวจากญี่ปุ่นมายังประเทศไทย ที่ โยชิฮิโระ ชูดะ เลขาธิการแพลตฟอร์มการส่งออกอาหารของญี่ปุ่นในไทย ระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2568 ที่สูงถึง 2.6 พันล้านเยน ติดอันดับ 7 ของสินค้าเกษตร ป่าไม้ ประมงและอาหาร ส่งออกจากญี่ปุ่นมายังประเทศไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี

    “กระแสนิยมของมัตฉะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมืองไทยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ซัพพลายของมัตฉะในญี่ปุ่นเกิดการขาดแคลนบางช่วง และคาดว่าความนิยมมัตฉะหรือร้านประเภทคาเฟ่ยังคงมีจำนวนมากขึ้นในปีนี้” อาเบะกล่าว


    ส่วนร้านอาหารประเภทราเมงที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น เพราะรสชาติของราเมนชัดเจนเมื่อเทียบกับร้านอาหารประเภทเส้นอื่นๆ สร้างความแตกต่างในการนำเสนอได้ง่ายและการบริหารจัดการทำได้ไม่ยาก

    แม้จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยจะลดลงในปีที่ผ่านมา แต่ตัวเลขการส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้และประมงของญี่ปุ่นมายังไทยใน 11 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา เติบโตขึ้น 16.1 % เป็น 66,400 ล้านเยน

    จากข้อมูลของเจโทรฯ พบว่า การลดลงของร้านอาหารญี่ปุ่นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น ในปี 2568 ร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างประเทศมี 181,000 สาขา ลดลงจาก 187,000 ร้านในปี 2566 ประเทศในภูมิภาคเอเชียจำนวนร้านลดลงมากกว่า 10,000 ร้าน ขณะที่อเมริกากลางและใต้เพิ่มขึ้น 2,000 ร้าน

    สำหรับตลาดต่างประเทศที่มีจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นมากที่สุดในโลกได้แก่ จีน อเมริกา เกาหลี เม็กซิโก ไต้หวัน ส่วนไทยรั้งอันดับ 7 ของโลก


ร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยโตเต็มที่ แต่รสนิยมผู้บริโภคเปลี่ยน

    อาเบะกล่าวว่า นอกจากปัจจุบันตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทยเข้าสู่ระยะเติบโตเต็มที่ท่ามกลางรสนิยมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว สถานการณ์เศรษฐกิจประเทศไทยโดยรวมยังคงชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของธุรกิจร้านอาหาร

    ในขณะเดียวกันผู้บริโภคชาวไทยได้สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับอาหารญี่ปุ่นมาเป็นเวลานาน ส่งผลให้ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยเข้าสู่ระยะเติบโตเต็มที่ การขยายตลาดด้วยการเปิดร้านใหม่หรือการขยายสาขาเพียงอย่างเดียวจึงเป็นเรื่องยาก

    อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การบริโภคลดลงสำหรับกรุงเทพฯ ซึ่งมีร้านอาหารกระจุกตัวหนาแน่นคือ จำนวนชาวญี่ปุ่นที่อยู่อาศัยในประเทศไทยรวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ท่ามกลางสถานการณ์นี้ ความเป็น “ร้านอาหารญี่ปุ่น” เพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถนำมาสร้างความแปลกใหม่และดึงดูดผู้บริโภคได้

    “ค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น จึงเริ่มเห็นแนวโน้มผู้บริโภคที่ชะลอการบริโภควัตถุดิบอาหารญี่ปุ่นที่มีราคาสูงภายในประเทศไทย เช่น โอมากาเสะซูชิ เนื้อวัววากิว และสาเกญี่ปุ่น เพื่อไปบริโภคในประเทศญี่ปุ่นที่เป็นแหล่งกำเนิดแทน” อาเบะกล่าว



จะโตต่อ ต้องเป็นร้านเฉพาะทาง-มีเรื่องเล่า-ประสบการณ์ และอยู่ในกระแส

    “ร้านอาหารญี่ปุ่นที่จะเติบโตได้ จะต้องตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคคนไทย ที่ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มา คุณภาพ รวมทั้งมีการบอกเล่าเรื่องราว (Story) เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ผู้บริโภคยังมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับความคุ้มราคาและคุณค่าทางประสบการณ์ มากกว่าการเลือกโดยให้คุณค่าแก่ความพรีเมียมเพียงอย่างเดียว และโดยเฉพาะผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีแนวโน้มเลือกร้านอาหารตามการดูรีวิวและกระแสเทรนด์ในโลกโซเชียลด้วย” อาเบะกล่าว

    เขากล่าวต่ออีกว่า การเพิ่มขึ้นของจำนวนร้านอาหารเฉพาะทาง ผู้บริโภคมีแนวโน้มให้ความสนใจร้านอาหารที่มีเมนูอาหารญี่ปุ่นเฉพาะทางมากขึ้น เช่น ร้านราเมง ร้านคาเฟ่ ร้านหมูทอดทงคัตสึ ร้านแฮมเบิร์ก รวมทั้งร้านที่มีความพิถีพิถันเป็นพิเศษ เช่น ร้านที่เลือกใช้วัตถุดิบอย่างข้าวญี่ปุ่น

    อาเบะกล่าวอีกว่า ผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นหลายบริษัทให้ความเห็นว่า ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยจะยังคงมีร้านที่เปิดใหม่และปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยร้านที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากจะต้องเป็นร้านที่มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน มีเมนูเฉพาะทาง มีเรื่องราว และประสบการณ์ที่ประทับใจแล้ว คาดว่านอกจาก “อาหารญี่ปุ่นต้นตำรับ” และ “อาหารญี่ปุ่นที่มีมูลค่าเพิ่ม” แล้ว จะเห็น “ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เป็นกระแส” และ “อาหารญี่ปุ่นที่มีการปรับให้เข้ากับผู้บริโภคชาวไทย (Localized)” อาทิ ใช้วัตถุดิบที่หาได้ในเมืองไทย และมีราคาลดลง จะมีจำนวนร้านเพิ่มมากขึ้น

    “แม้จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นลดลงในปีที่ผ่านมา แต่ยังมีความหวังในตลาดเมืองไทย โดยเฉพาะพื้นที่ในต่างจังหวัด ที่ยังจะเห็นการขยายตัวของค้าปลีกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต” อาเบะกล่าว



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ‘เครือสหพัฒน์’ ขยายพอร์ตธุรกิจอาหาร ปักหมุด JV บริษัทญี่ปุ่น เปิด ‘กิวคาขุ’ โฉมใหม่ที่ KINGSQUARE

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine