วิกฤตคือโอกาส! “รวิศ” นำทัพศรีจันทร์ ฝ่ามรสุมซัพพลายเชน-ดันนวัตกรรม สยายปีกบุกตลาดอาเซียน วางเป้า 3 พันล้าน พร้อมลุย IPO ปี 70

วิกฤตคือโอกาส! “รวิศ” นำทัพศรีจันทร์ ฝ่ามรสุมซัพพลายเชน-ดันนวัตกรรม สยายปีกบุกตลาดอาเซียน วางเป้า 3 พันล้าน พร้อมลุย IPO ปี 70

กางแผนธุรกิจ “ศรีจันทร์สหโอสถ” หลังกวาดรายได้ทะลุ 2 พันล้านบาท เดินหน้าจัดทัพแบรนด์ ศรีจันทร์ และ ศศิ เจาะอินไซต์ผู้บริโภคด้วยสินค้าราคาจับต้องได้ ชูความแข็งแกร่งด้าน R&D คว้าพรีเซนเตอร์ 13 ชีวิตดึงพลังแฟนด้อม พร้อมรุกหนักตลาดอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม ดันสัดส่วนรายได้ต่างประเทศแตะ 10% เพื่อปูทางสู่การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปี 2570 ควบคู่ไปกับการเดินหน้าผลักดันรายได้ให้ถึงเป้าหมาย 3 พันล้านบาทในอีก 2 ปีข้างหน้า


    ปีที่ผ่านมานับเป็นปีที่น่าสนใจของ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ตัวเลขรายได้ปิดที่ 2,055 ล้านบาท และกำไร 274 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 34% จากสินค้ากว่า 500 SKUs แบ่งเป็นแบรนด์ศรีจันทร์ 300 รายการ และศศิ (sasi) อีก 200 รายการ

    รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด เปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวสำคัญของปีนี้คือการปรับโลโก้แบรนด์ศรีจันทร์ จากเดิมที่เน้นความอ่อนช้อยของตัวอักษรไทย มาเป็นฟอนต์ที่มีความร่วมสมัยและเป็นสากลมากขึ้น เพื่อสะท้อนเป้าหมายใหญ่ในการนำพาโปรดักต์ที่คนไทยภาคภูมิใจไปแข่งขันในระดับโลก


บทเรียนจากวิกฤต สู่การพัฒนานวัตกรรม

    แม้ศรีจันทร์จะมีเป้าหมายใหญ่ในการสยายปีกสู่เวทีโลก แต่เส้นทางดังกล่าวก็ต้องเผชิญกับความท้าทายจากวิกฤตเศรษฐกิจรอบด้าน โดย รวิศ อธิบายว่า หากโควิด-19 คือสถานการณ์ที่ทำให้คนอยู่บ้านและหยุดแต่งหน้า วิกฤตจากสงครามและภูมิรัฐศาสตร์ในตอนนี้ก็คือความไม่แน่นอนของซัพพลายเชน สมัยก่อนธุรกิจสามารถสั่งของล่วงหน้าได้เป็นปี แต่ทุกวันนี้ความไม่แน่นอนสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ต้นทุนผันผวน ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็รู้สึกไม่ปลอดภัยและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

    แต่แทนที่จะผลักภาระให้ลูกค้าด้วยการขึ้นราคา ศรีจันทร์เลือกที่จะตรึงราคาสินค้าไว้เท่าเดิม และหันมาแก้ปัญหาด้วยการบริหารจัดการหลังบ้าน ตั้งแต่การหาซัพพลายเออร์รายใหม่ เตรียมแผนสำรองเสมอ ไปจนถึงการตั้งคำถามกับแพ็กเกจจิ้งแบบเดิมๆ ว่าสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อลดต้นทุนได้หรือไม่ ซึ่งแรงกดดันเหล่านี้กลับนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ภายในองค์กร


อินไซต์ “ครีมซอง” และอาวุธลับ T-Skin

    นอกจากการปรับตัวหลังบ้านแล้ว ศรีจันทร์ยังจับตาดูความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด ซึ่งพบว่าแม้คนจะคิดเยอะขึ้นเวลาควักกระเป๋าจ่าย แต่ความต้องการดูแลตัวเองไม่ได้ลดลง พฤติกรรมที่เห็นได้ชัด คือ การเปลี่ยนมาซื้อสินค้าขนาดเล็กแต่ซื้อถี่ขึ้น ส่งผลให้ตลาดครีมซองเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะกลุ่มมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 5,260 ล้านบาท ซึ่งศรีจันทร์สามารถเติบโตในหมวดนี้ได้ถึง 45.32% และครองอันดับหนึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่สอง

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สินค้ากลุ่มนี้มาแรง เป็นเพราะครีมซองตอบโจทย์ความสะดวกในการพกพา อีกทั้งยังเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงให้ผู้บริโภค ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ก็สามารถทดลองสินค้าใหม่ๆ ได้

    นอกจากนี้ บริษัทยังเอาจริงกับคอนเซปต์ “T-Skin” หรือการทำสกินแคร์ที่ออกแบบมาเพื่อผิวคนไทยและคนในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะ ซึ่งสภาพอากาศถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก สินค้ากลุ่มนี้จึงต้องถูกพัฒนาให้รอดในสภาพอากาศร้อนจัด ไม่ใช่เพียงแค่ควบคุมคุณภาพขณะอยู่บนผิวหน้าผู้ใช้เท่านั้น แต่ยังต้องทนทานต่อความร้อนสะสมในคลังสินค้าและบนชั้นวางของด้วย

    ซึ่งทีม R&D ต้องทำงานหนักและลงทุนกับส่วนนี้สูงมาก เพื่อตอบรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่อ่านฉลากและมีความรู้เรื่องส่วนผสมเป็นอย่างดี


พลัง Fandom และการเจาะตลาดอาเซียน

    อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าจับตา คือ การดึงพรีเซนเตอร์ระดับท็อปมาร่วมงานถึง 13 คน นำโดย แบมแบม (ดูแลไลน์สกินแคร์), ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก (ไลน์เมคอัพ), ซีนุนิว (ไลน์กันแดด), เก้า สุภัสสรา (ศศิ) ไปจนถึง เก่ง-น้ำปิง และวง Proxie

    รวิศ ย้ำว่า นี่ไม่ใช่แค่การซื้อยอดเอนเกจเมนต์ แต่เป็นการใช้ศิลปินเป็นสะพานส่งออกวัฒนธรรม T-Pop ควบคู่ไปกับแบรนด์ไทย ซึ่งกลุ่มแฟนคลับคือหัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้

    ส่วนในแง่การเติบโตต่างประเทศ ปีนี้ศรีจันทร์เติบโตขึ้นถึง 135% โดยมีฐานที่แข็งแกร่งในลาว ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และเพิ่งเปิดตลาดใหม่ในเมียนมา เป้าหมายต่อไปคือการขยายสู่ภูมิภาคอาเซียนเต็มกำลัง ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และโฟกัสพิเศษที่ “เวียดนาม” ซึ่งเป็นตลาดดาวรุ่ง ประชากรอายุน้อย และมีความเชื่อมั่นในมาตรฐานสินค้า Made in Thailand สูงมาก โดยบริษัทตั้งเป้าดันสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศให้เกิน 10% ในปีนี้


เตรียมตัวสู่ IPO

    การขยายตลาดต่างประเทศและการเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ต้องอาศัยปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวยด้วย รวิศ จึงฝากมุมมองถึงการสนับสนุนจากภาครัฐว่า การช่วยเหลือภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีความแม่นยำและแก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยเฉพาะเรื่องการสร้างกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียม (Fair Play) ระหว่างบริษัทที่จดทะเบียนในไทยกับสินค้านำเข้า

    ส่วนแผนงานระยะสั้น ศรีจันทร์ยังคงเดินหน้าเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปีหน้า พร้อมวางเป้าหมายรายได้แตะ 3,000 ล้านบาทในอีก 2 ปีข้างหน้า

    วิกฤตที่ผ่านมาสอนให้บริษัทเรียนรู้ที่จะปรับตัวและโฟกัสในสิ่งที่เก่งจริงๆ รวิศ เชื่อว่าในวันที่โลกเผชิญความท้าทาย องค์กรที่แข็งแกร่งจะยิ่งโดดเด่น เช่นเดียวกับประโยคที่เขาใช้เตือนใจเสมอว่า "The Darkest Night Shines The Brightest Moon ในคืนที่มืดมิดที่สุด พระจันทร์จะสว่างที่สุดเสมอ"


ภาพ : ศรีจันทร์สหโอสถ




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ตลาดความงามยังฮอต! WONTECH จากเกาหลีโตแรงในไทย สองปีกวาดรายได้ทะลุ 1,000 ล้าน ครองตลาด RF กว่า 40%

​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine