Sephora เผย 4 กลยุทธ์เจาะอินไซต์ผู้บริโภคไทย ดันยอดขายโต 5 เท่าภายใน 5 ปี ตั้งเป้าขยายเพิ่ม 2 สาขา "เชียงใหม่และพัทยา"

Sephora เผย 4 กลยุทธ์เจาะอินไซต์ผู้บริโภคไทย ดันยอดขายโต 5 เท่าภายใน 5 ปี ตั้งเป้าขยายเพิ่ม 2 สาขา "เชียงใหม่และพัทยา"

Sephora เผย 4 กลยุทธ์เจาะอินไซต์ผู้บริโภคไทย ดันยอดขายช่วง 5 ปีที่ผ่านมาโตเพิ่ม 3 เท่าท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมตั้งเป้าลุยตลาดต่างจังหวัดเพิ่ม 2 สาขา เตรียมเปิดตัวที่เชียงใหม่ปลายเดือนนี้ และปักหมุดที่พัทยาอีกแห่งในปีหน้า


    Kristina Strunz กรรมการผู้จัดการ เซโฟร่า ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย เผยข้อมูลอัปเดตล่าสุดกับทาง Forbes Thailand ถึงการเข้ามารับตำแหน่งบริหารธุรกิจตั้งแต่เดือนมกราคมว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกจะยังคงชะลอตัว แต่ผู้บริโภคไทยยังคงใช้จ่ายเพื่อความงามแต่จะพิถีพิถันในการเลือกซื้อมากขึ้น 

    ซึ่งแบรนด์ Sephora เองยังคงรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และตัวเลขยอดขายของ 9 เดือนที่ผ่านมาก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจเกินความคาดหมาย


​

    "Sephora ค่อยๆ สร้างการเติบโตมาจนครบรอบ 12 ปีในปีนี้ ซึ่งตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจสามารถสร้างยอดขายผ่านช่องทางร้านค้าและออนไลน์ให้เพิ่มขึ้นได้ถึง 3 เท่า มีสาขาในปัจจุบันทั้งสิ้น 13 แห่ง กระจายอยู่ตามห้างใหญ่ทั่วกรุงเทพฯ 12 แห่ง และที่ภูเก็ตซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตของต่างชาติอีก 1 แห่ง 

    "อนาคตทางแบรนด์มีแผนขยายไปยังตลาดต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่ที่มีศักยภาพมากขึ้น ซึ่งตอนนี้เราตั้งเป้าขยายเพิ่ม 2 สาขาก่อน โดยปลายเดือนนี้จะเปิดสาขาที่ห้าง Central จ.เชียงใหม่ และในปีหน้าจะปักหมุดเพิ่มในห้างที่ตั้งอยู่ย่านแหล่งท่องเที่ยวของพัทยา" 

 

ผลประกอบการของบริษัทย้อนหลัง 5 ปี

    ปี 2564 รายได้รวม 826 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 258 ล้านบาท (-33.54%)

    ปี 2565 รายได้รวม 1.39 พันล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 169 ล้านบาท. (+34.20%)

    ปี 2566 รายได้รวม 2.22 พันล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 9.98 ล้านบาท (+94.12%)

    ปี 2567 รายได้รวม 2.77 พันล้านบาท กำไรสุทธิ 127 ล้านบาท (+1,378%)

    ปี 2568 รายได้รวม 3.21 พันล้านบาท กำไรสุทธิ 143 ล้านบาท (+12.35%)

​

​Kristina Strunz​


12 ปีสร้างการเติบโต เจาะอินไซต์ลูกค้าไทย

    ชญาภา รัตนเดช ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เซโฟรา ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจเติบโตได้ดีจากความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคในไทยซึ่งส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 25-35 ปี โดยหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การนำแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดเท่านั้น 

    แต่ยังมีการปรับกลยุทธ์สำหรับเปิดตัวสินค้าให้เหมาะกับความต้องการของตลาดไทย ทั้งการคัดเลือกสินค้า (SKU) เฉดสี การสื่อสารการตลาด และการคาดการณ์เทรนด์ล่วงหน้า

    แม้หลายแบรนด์จะเปิดตัวสินค้าในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พร้อมกัน แต่ Sephora ให้ความสำคัญกับการปรับรายละเอียดให้เข้ากับผู้บริโภคแต่ละประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จของสินค้าในตลาดไทยได้มากกว่าเดิม

    "ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ผู้บริโภคไทยนิยมใช้บลัชออนปัดแก้มและเปิดรับการใช้หลายเฉดสีร่วมกัน Sephora จึงนำเสนอเทคนิคการใช้ครีมบลัชร่วมกับแป้งบลัชเพื่อช่วยให้สีติดทนนานขึ้น ตอบโจทย์สภาพอากาศร้อนและปัญหาการเติมเครื่องสำอางระหว่างวัน และยังดันยอดขายสินค้าให้เพิ่มขึ้นได้อีกทางหนึ่ง" ชญาภา กล่าวเสริม

​

​ชญาภา รัตนเดช​


ดัน Setting Spray เป็นดาวเด่น ดึง K-Beauty เสริมพอร์ตสินค้า

    หนึ่งในเทรนด์สินค้าโดดเด่นของปีนี้คือ Setting Spray ที่ช่วยตอบโจทย์สภาพอากาศร้อนชื้นของไทย ทั้งผลิตภัณฑ์ช่วยล็อกเมกอัพให้ติดทนนานขึ้นและสูตรช่วยลดความมันระหว่างวัน 

    โดย Sephora นำกระแสจากโซเชียลมีเดียจากเมืองนอกมาต่อยอดเป็นคอนเทนต์ภาษาไทย รวมถึงการทดลองใช้จริงกับเหล่านักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขัน HYROX เพื่อสื่อสารประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ และขยายฐานการรับรู้ไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่

    ขณะเดียวกัน การเข้ามาของ Olive Young K-Beauty Edit ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Sephora กับ Olive Young ผู้ค้าปลีกความงามรายใหญ่จากเกาหลีใต้ ที่ช่วยเพิ่มทางเลือกสินค้า K-Beauty ผ่านการคัดสรรตามเทรนด์และความต้องการของผู้บริโภค 

    พร้อมปรับการจัดวางสินค้าให้เลือกตามปัญหาผิว เช่น การแก้ปัญหาสิว ลดผิวหมองคล้ำ และการดูแลผิวให้กระชับ แทนการแบ่งตามแบรนด์เพียงอย่างเดียว จะช่วยให้ลูกค้าค้นหาผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้นและยังสนใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากกว่าเดิม

​


ชู 4 กลยุทธ์ สร้างสรรค์การเติบโต

Sephora วางกลยุทธ์ 4 เพื่อสร้างความแตกต่างและกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

    1. Brand Curation คัดสรรแบรนด์มากกว่า 300 แบรนด์ ทั้งแบรนด์เอ็กซ์คลูซีฟและแบรนด์ชั้นนำ พร้อมสินค้าหลายระดับราคา ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงผลิตภัณฑ์พรีเมียม รวมถึงจำหน่ายสินค้าขนาดทดลอง เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองซื้อขนาดเล็กใช้ก่อนตัดสินใจซื้อขนาดจริง​

    2. Beauty Service ยกระดับบริการด้วย Beauty Scan เทคโนโลยีวิเคราะห์ปัญหาผิวและจับคู่ผลิตภัณฑ์ รวมถึงช่วยเลือกเฉดรองพื้นและคอนซีลเลอร์จากหลากหลายแบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำกัดการแนะนำอยู่เพียงแค่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง​

​    3. Seamless Omnichannel Experience เชื่อมต่อประสบการณ์หน้าร้านและออนไลน์ โดยนำข้อมูลการสแกนผิวและประวัติการซื้อมาใช้ให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล ควบคู่กับบริการจัดส่งสินค้าทั่วประเทศ

    4. Cast Member พนักงานถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของธุรกิจ บริษัทมีพนักงานมากกว่า 200 คน และพนักงานกว่า 100 คนคือที่ร่วมงานมาตั้งแต่ช่วงเปิดตลาดในไทย สะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องของทีมงาน ความเข้าใจในแบรนด์ และความสามารถในการส่งมอบประสบการณ์ให้ลูกค้าได้เป็นอย่างดี​

​


    สำหรับภาพรวมธุรกิจของบริษัท เซโฟรา (ประเทศไทย) จำกัด ที่มีทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกิจการในไทย ณ วันที่ 7 มี.ค. 2556 นั้น หากดูผลประกอบการย้อนหลังไป 5 ปี จะเห็นได้ว่า ธุรกิจต้องเผชิญภาวะขาดทุน 258 ล้านบาทในปี 2564 

    หลังจากนั้นในปี 2567 ธุรกิจก็เริ่มฟื้นตัวกลับมาทำกำไรได้ดีขึ้นอยู่ที่ 127 ล้านบาท และในปี 2568 ที่ผ่านมาก็ยังทำกำไรได้ต่อเนื่องอีก 143 ล้านบาท นี่จึงน่าจะเป็นผลให้ Sephora มีกำลังในการขยับเกมรุกขยายสาขาเพิ่มอีก 2 แห่งที่เชียงใหม่และพัทยานั่นเอง

​

ภาพ : Sephora




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : แอนิเทค ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 350 ล้าน ผนึก TikTok Shop รุกตลาดออนไลน์ คอลแล็บคาแร็กเตอร์-ปั้นเครือข่ายอินฟลูฯ รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

​​​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

​