“เนสท์เล่” ทุ่มอีก 6.4 พันล้าน! ขยายฐานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง จ.ระยอง ดึงวัตถุดิบไทย สู่ห่วงโซ่การผลิต เตรียมส่งออกกว่า 90% ป้อนตลาดโลก

“เนสท์เล่” ทุ่มอีก 6.4 พันล้าน! ขยายฐานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง จ.ระยอง ดึงวัตถุดิบไทย สู่ห่วงโซ่การผลิต เตรียมส่งออกกว่า 90% ป้อนตลาดโลก

FORBES THAILAND / ADMIN
03 Sep 2026 | 11:58 AM
READ 300

หลังประกาศลงทุนกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท สร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ในไทยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ล่าสุด “เนสท์เล่” เดินหน้าลงทุนอีก 6.4 พันล้านบาท ขยายฐานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงและขนมสำหรับสัตว์เลี้ยงที่นิคมฯ อมตะซิตี้ จ.ระยอง เน้นใช้วัตถุดิบในประเทศ และส่งออกกว่า 90% ไปยังตลาดสหรัฐฯ แคนาดา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์


    นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าคณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เพื่อขยายฐานการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง เงินลงทุนรวมกว่า 6.4 พันล้านบาท

    โดยประกอบด้วย โครงการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง มูลค่าประมาณ 4.5 พันล้านบาท และโครงการผลิตขนมสำหรับสัตว์เลี้ยง มูลค่าประมาณ 1.93 พันล้านบาท ซึ่งทั้งสองโครงการได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร และเน้นการผลิตโดยใช้วัตถุดิบในประเทศเพื่อการส่งออกเป็นหลัก

    ท่ามกลางกระแสการดูแลสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัวที่ขยายตัวต่อเนื่องทั่วโลก การขยายการลงทุนของเนสท์เล่ครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อรองรับความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากเยอรมนีและอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องกว่า 8% ต่อปี โดยโครงการลงทุนครั้งนี้จะส่งออกกว่า 90% ไปยังตลาดสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

    นอกจากนี้ ทั้งสองโครงการมีการใช้วัตถุดิบในประเทศในสัดส่วนสูง มูลค่ารวมกว่า 450 ล้านบาทต่อปี โดยโครงการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ภายใต้แบรนด์ Felix, Pro Plan และ Friskies จะใช้วัตถุดิบในประเทศประมาณ 56% เช่น เนื้อไก่ เนื้อปลาซาร์ดีน ผัก น้ำมัน วิตามินและแร่ธาตุ

    ขณะที่โครงการผลิตขนมสำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งจะเน้นผลิตขนมสำหรับแมว ภายใต้แบรนด์ Purina One และ Felix จะใช้วัตถุดิบในประเทศประมาณร้อยละ 88 เช่น เนื้อไก่ น้ำตาล และแป้งมันสำปะหลัง ถือเป็นการต่อยอดผลิตภัณฑ์เกษตรของไทยออกสู่ตลาดโลกได้อย่างดี

    สำหรับบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เป็นบริษัทในกลุ่ม Nestle S.A. ผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มระดับโลกจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2536 และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอมาอย่างต่อเนื่อง

    ตอกย้ำความเชื่อมั่นในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตระยะยาวโดยมีหลายผลิตภัณฑ์ที่คนไทยคุ้นเคยทั้งเนสกาแฟ ไมโล แม็กกี้ และไอศกรีมเนสท์เล่ ควบคู่กับธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ Purina One, Felix, Pro Plan, Friskies, Alpo และ Supercoat

    การลงทุนของเนสท์เล่ในครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มเพื่อป้อนตลาดโลก โดยเมื่อรวมกับโครงการตั้งโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนก่อนหน้านี้ ทำให้ในปี 2569 เพียงปีเดียว เนสท์เล่ทุ่มลงทุนใหม่ในประเทศไทยรวมกว่า 2.9 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมทั้งธุรกิจกาแฟและอาหารสัตว์เลี้ยง

    ที่สำคัญ การลงทุนเหล่านี้ยังช่วยสร้างความเชื่อมโยงกับภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมในประเทศ ผ่านการใช้วัตถุดิบไทยทั้งเมล็ดกาแฟ น้ำนมดิบ น้ำตาล เนื้อไก่ ปลา ผัก และวัตถุดิบทางการเกษตรอื่น ๆ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 4.7 พันล้านบาทต่อปี ช่วยสร้างตลาดรองรับผลผลิต เพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบทางการเกษตร สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทยไปสู่มาตรฐานสากล พร้อมเชื่อมโยงผู้ผลิตในประเทศเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของบริษัทระดับโลก

    “ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งฐานวัตถุดิบที่หลากหลาย ผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญ มาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับ และความสามารถในการผลิตเพื่อรองรับตลาดทั่วโลก การลงทุนอย่างต่อเนื่องของบริษัทชั้นนำอย่างเนสท์เล่ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดจุดแข็งเหล่านี้ไปสู่อุตสาหกรรมอาหารที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยบีโอไอจะเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทย และผลักดันประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตอาหารชั้นนำของโลก” นฤตม์ กล่าว




ภาพ : เนสท์เล่ และ Purina (ใช้เพื่อประกอบข่าวเท่านั้น)




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “แอร์บัส” เลือกกรุงเทพฯ ตั้งสำนักงานใหญ่ “Skywise” เอเชีย ฐานทดสอบซอฟต์แวร์แห่งเดียวของโลก

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine