รชต ธันยาวุฒิ แม่ทัพใหญ่ผู้ขับเคลื่อนบริษัท วัน เอเชีย เวนเจอร์ส จำกัด สร้างชื่อโด่งดังจากการปั้นเทศกาลดนตรี EDM "Siam Songkran" ล่าสุดยังได้รับสิทธิ์เป็นพาร์ตเนอร์จัดงาน "Tomorrowland" ครั้งแรกในทวีปเอเชีย โดยงานจะจัดขึ้นในประเทศไทยเดือนธันวาคมปลายปีนี้ ซึ่งนี่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการจัดงานอีเวนต์ด้านความบันเทิงระดับโลก
ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ชื่อของ “Tomorrowland Thailand” ถูกพูดถึงขึ้นมาทันที เมื่อมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าเทศกาลดนตรีระดับโลกจากเบลเยียมกำลังจะเดินทางมาปักหมุดครั้งแรกในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 11-13 ธันวาคม 2026 ณ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี
ไม่ใช่เพียงเพราะนี่คือการนำหนึ่งในเทศกาลดนตรีระดับโลกเข้ามาจัดในไทย หากแต่ยังมาพร้อมความคาดหวังต่อ “พลังทางเศรษฐกิจ” ของงาน โดยมีการประเมินว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 5 หมื่นคน และสร้างเม็ดเงินสะพัดจากการจัดงานปีแรกกว่า 5.5 พันล้านบาท

แต่กว่าจะมาถึงวันที่ชื่อของ Tomorrowland ปรากฏอยู่บนแผนที่ประเทศไทย เบื้องหลังไม่ได้มีเพียงเวทีขนาดใหญ่ แสง สี และเสียง หากยังมีเรื่องราวของ “คนไทย” ที่อยู่เบื้องหลังการพาแบรนด์ระดับโลกเข้ามาสู่ตลาดแห่งนี้
หนึ่งในนั้นคือ One Asia Ventures ผู้จัดงาน Siam Songkran Festival ซึ่งคว้าสิทธิ์ทำงานร่วมกับ WEAREONE.world บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกจากประเทศเบลเยียม ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานเทศกาลดนตรีดังกล่าว
Forbes Thailand จึงชวน โอม-รชต ธันยาวุฒิ ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท วัน เอเชีย เวนเจอร์ส จำกัด มาย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวครั้งนี้ ตั้งแต่วันที่แนวคิดในการนำ Tomorrowland มาสู่ประเทศไทยยังเป็นเพียงความเป็นไปได้ จนกลายมาเป็นหนึ่งในอีเวนต์ระดับโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นจริงบนผืนดินไทย
จากเด็กมัธยมที่โตมากับเพลงไทย สู่การค้นพบโลกของ EDM
รชตบอกว่า สมัยเรียนชั้นมัธยมเขาก็ไม่ได้แตกต่างจากเด็กวัยรุ่นทั่วไปที่ชอบฟังเพลงป๊อปหรือเพลงร็อกจากศิลปินไทยที่กำลังดังและฮิตอยู่ในยุคนั้น แต่พอได้ไปเรียนศึกษาต่อปริญญาโทที่เมือง San Francisco ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นั่นเปรียบเสมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ทางดนตรีให้กับเขา
"ผมได้ไปเที่ยวคลับแนว electronic music ที่จะเปิดเพลงเปลี่ยนไปตามแนวของแต่ละวัน นับตั้งแต่ trance, techno ไปจนถึง house ซึ่งพอเรามีประสบการณ์ในการฟังมากๆ ก็จะแยกแยะได้ว่าเราชอบเพลงสไตล์ไหน และยังทำให้เราเรียนรู้ได้ว่ารสนิยมของผู้บริโภคหรือคนฟังเพลงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และยังเปิดใจให้กับเพลงแนวอื่นได้ตลอดเวลา"
จากจุดเริ่มต้นในเรื่องของการชอบฟังเพลงสมัยวัยรุ่น พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการฟังเพลงหลายแนวตามผับต่างๆ นี่จึงเป็นที่มาของการจุดประกายให้รชตหันมาลองจัดงานปาร์ตี้อีเวนต์พร้อมเชิญศิลปินมาแสดงโชว์ในผับบ้าง หลังจากที่เขาเรียนจบและกลับมาทำงานกับบริษัทโฆษณาในไทย
แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นไปตามคาด เพราะสิ่งที่เขาวางแผนไว้ต้อง "ขาดทุน" หลังจากควักกระเป๋าเอาเงินเก็บก้อนหนึ่งมาลงทุนในผับเล็กๆ จากที่คิดว่าจะมีลูกค้ามาร่วมงานกว่าพันคน กลับมีแค่เพื่อนมาร่วมงานแค่ร้อยกว่าคนเท่านั้น
"ความล้มเหลวครั้งนั้นกลายเป็นบทเรียนสอนผมเลยครับว่า ความชอบส่วนตัวของเรา ไม่เท่ากับ demand ความต้องการของตลาดที่แท้จริง สรุปก็คือเราเจ๊งครับ" รชตเล่าไปพร้อมกับเสียงหัวเราะของประสบการณ์เริ่มต้นธุรกิจที่เคยเจอในอดีต หลังจากทำอีเวนต์แบบตามใจความชอบตัวเองแต่ไม่ได้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าจริงๆ

จากเอเจนซี่ Artist Booking สู่การปั้น "เทศกาลดนตรี"
แม้เริ่มต้นทำธุรกิจในช่วงแรกจะเจ๊ง แต่รชตก็ยังไม่ท้อ เขาเดินหน้าต่อกับการเป็นเอเจนซี่ในการจัดหาศิลปินคนดังจากต่างประเทศ โดยใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์และค่อยๆ สร้าง portfolio ในการทำ artist booking ให้กับเทศกาลงานดนตรีในสเกลระดับต่างๆ แต่ตั้งเล็กๆ ไปจนถึงขนาดใหญ่
จากศิลปินที่เคยติดต่อจัดหามาได้มีค่าตัวประมาณ 4 แสนบาทในช่วงเริ่มต้น ก็ค่อยๆ ขยับขึ้นไปสู่ศิลปินดังระดับหลายล้านบาท แล้วในที่สุดชื่อของบริษัท One Asia Ventures ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงการ music festival ด้วยวลีที่ว่า "ถ้าอยากได้ศิลปินคนดังระดับนี้ คุณมาหาที่เราได้"
แต่กว่าจะมีชื่อเสียงในวงการจนเป็นที่ยอมรับ รชตบอกว่า เขาต้องใช้เวลา เรียนรู้ ลองผิดลองถูก ในการประสานงานร่วมกับคนในรูปแบบต่างๆ สั่งสมประสบการณ์อยู่นานถึง 10 ปี ก่อนที่จะริเริ่มสร้างอาณาจักรดนตรีเป็นของตัวเอง

Siam Songkran เทศกาล EDM สุดปัง และยังคงเอกลักษณ์ไทย
แรงบันดาลใจสำคัญในการจัดงานเทศกาลดนตรี Siam Songkran ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 รชตเล่าว่ามาจากประสบการณ์ความประทับใจตอนที่เขาไปเที่ยวงาน music festival ที่สหรัฐฯ อย่าง EDC Las Vegas และ Ultra Miami
ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เขาสังเกตเห็นได้ชัด คือ งาน festival ในต่างประเทศไม่ได้จบลงเมื่อเสียงเพลงหยุด เพราะในงานยังมีกิจกรรมต่างๆ ทีี่สร้างความเพลิดเพลิน อาทิ กาสิโน ร้านอาหาร สถานบันเทิง ศูนย์สุขภาพ ชายหาด สนามกอล์ฟ และอื่นๆ ให้เลือกอีกมากมาย
เมื่อหันกลับมามองที่ประเทศไทย "ถ้าไม่นับเรื่อง tech หรือผับ เรามีโรงแรมสวยๆ มีทะเล มีสถานที่พักผ่อน หรือมีสนามกอล์ฟ ตลอดจนเวลเนสบริการครบทุกด้าน ดังนั้นเรื่อง identity ที่สร้างเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ เราจึงต้องการเน้นความเป็นไทยที่ทำให้คนต่างชาติรู้สึก wow และต้องไม่ยัดเยียดจนเกินไป"
นี่จึงถือเป็นไอเดียคอนเซ็ปต์และเป็นรากฐาน DNA ของ Siam Songkran ที่ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี

ทุกปัญหาคือการเรียนรู้ สร้างการเติบโต แข็งแกร่ง
ในช่วง ยุคแรกเริ่ม ปีแรกของการจัดงาน Siam Songkran ต้องใช้เงินทุนมากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งรชตเล่าว่าเขามีเงินลงทุนเพียง 20% ของเงินทุนทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นเงินจากพาร์ตเนอร์ต่างชาติที่ร่วมลงทุน
หลังจบงานปีแรก ธุรกิจสร้างรายได้แบบคุ้มทุนและทำกำไรได้เพียง 1 แสนบาทเท่านั้น หากเป็นคนอื่นอาจจะรู้สึกท้อแท้ ถอดใจ จนไม่กล้าเสีี่ยงลงทุนต่อ แต่สำหรับรชตเขามองเห็นสิ่งที่ต่างออกไป เพราะเขามองเห็น "data คือ โอกาสที่มีค่ามากกว่ากำไร" ซ่อนอยู่ในนั้น
"เรามองเห็นข้อมูลว่าอะไรทำให้คนมาเที่ยว อะไรทำให้คนตัดสินใจซื้อ รวมถึงอะไรทำให้ operation พัง ทุกรายละเอียดสอนให้เรารู้ว่า การทำธุรกิจต้องมีความชัดเจน รอบคอบ ทุกอย่างต้องสามารถตรวจสอบได้ โดยเฉพาะเรื่องของราคา ซัพพลายเออร์ รวมถึงการผลิตงานตามขั้นตอนต่างๆ"
ถัดมา ยุคของการเติบโต รชตบอกว่า ในปี 2023 ทีมงานตัดสินใจอยากจะเปลี่ยนสถานที่จัดงานไปยังที่ใหม่ โดยคำนวณปริมาณความจุของคนและจุดคุ้มทุนไว้ที่ประมาณ 1.4 หมื่นคนต่อวัน ผลคือบัตรขายหมดเร็วเกินคาด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันงานกลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
ปัญหาหลักเกิดจาก production ของขนาดพื้นที่ไม่ได้มาตรฐานตามที่ดีไซเนอร์ออกแบบไว้ คนที่ซื้อตั๋วมาร่วมงานมีจำนวนมากแน่นขนัดจนเกินไป
ขณะเดียวกันพื้นที่จัดงานยังเกิดปัญหาเรื่องพื้นที่มีน้ำท่วมขังจนกลายเป็นโคลนเฉอะแฉะทั่วทั้งงาน ทั้งหมดนี้ถือเป็น bad experience ประสบการณ์ยอดแย่ที่กระทบต่อความรู้สึกผู้บริโภค ส่งผลให้ยอดการขายบัตรเข้าร่วมงานเทศกาลดนตรีปีถัดมาร่วงลงอย่างหนัก แม้จะมีศิลปินดีเจคนดังระดับโลกมาร่วมงานก็ตาม
"สิ่งที่เกิดขึ้นในปีก่อน เราทำให้ผู้บริโภครู้สึกผิดหวังมากๆ นี่เลยเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ที่เราต้องรีบแก้ไข เห็นได้จากเงินลงทุนในปี 2024 จากเดิมที่แพลนไว้ 25 ล้าน เราก็เพิ่มเป็น 36 ล้านบาท เราย้ายกลับมาจัดงานที่เดิมแล้วออกแบบเวทีให้สวยงามอลังการ สุดท้ายเราได้กระแสตอบรับผ่านโซเชียลดีมากๆ และได้ความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคกลับคืนมา” รชต กล่าว

Experience Economy ลูกค้ายินดีจ่าย เพื่อประสบการณ์ที่ดีกว่า
สำหรับการทำธุรกิจต่างๆ ในยุคปัจจุบัน นอกเหนือจากเรื่องของสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ กลุ่มผู้บริโภคหรือลูกค้ายังเลือกตัดสินใจจ่ายเงินเพิ่มเพื่อรับประสบการณ์ที่ดีหรือสิ่งที่น่าประทับใจมากขึ้นกว่าเดิม
ซึ่งในส่วนของธุรกิจการจัดงานเทศกาลดนตรีที่ผ่านมา รชตบอกว่าเขามองเห็น pain point หลักที่ลูกค้าต้องเจอและรู้สึกถูกเอารัดเอาเปรียบ จากปัญหาการเติมเงินเข้าระบบผ่าน wristband เพื่อใช้จ่ายภายในงานแล้วไม่สามารถ refund ถอนเงินที่เหลือคืนออกมาได้หลังงานเลิก
"เราใช้เวลากว่า 3 ปี ร่วมกับธนาคารแห่งหนึ่งพัฒนาแอปพลิเคชัน Casheers (แคชเชียร์) เพื่อช่วยให้ลูกค้าเติมเงินได้ง่ายและใช้จ่ายได้สะดวกขึ้นระหว่างสนุกสนานอยู่ภายในงาน โดยแอปฯ ดังกล่าวลูกค้าสามารถถอนเงินที่เหลือกลับเข้าบัญชีธนาคารตนเองได้หลังจบงาน นี่คือความจริงใจและความแตกต่างที่เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของเราเมื่อเทียบกับคู่แข่ง" รชต กล่าวเสริม

"ประเทศไทย" Destination การท่องเที่ยว สู่ Event Hub ระดับโลก
เหตุผลที่เทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง "Tomorrowland" เลือกจัดงานที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกในทวีปเอเชียช่วงปลายปีนี้ รชตบอกว่าเหตุผลหลักคือ ประเทศไทยมีศักยภาพในระบบนิเวศของการท่องเที่ยวอย่างเห็นได้ชัด
ซึ่งนอกเหนือจากสถานที่จัดงาน "Wisdom Valley" พัทยา จังหวัดชลบุรี จะมีพื้นที่กว้างขวางกว่า 1,400 ไร่ เหมาะแก่การสร้างเวทีใหญ่อลังการรองรับคนได้มากกว่า 5 หมื่นคนต่อวันแล้ว ตัวเมืองพัทยายังมีโรงแรมชั้นนำ ร้านอาหาร สนามกอล์ฟ สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการด้านต่างๆ ทั้ง wellness และ entertainment ให้บริการอย่างครบครัน
"โปรเจกต์นี้ไม่ใช่แค่การเจรจาขอซื้อลิขสิทธิ์ Tomorrowland มาจัดในไทยเท่านั้น แต่มันคือการที่เราได้พาร์ตเนอร์ธุรกิจคนใหม่ ได้เรียนรู้ ได้พัฒนาทีม พัฒนาประเทศ และพัฒนาความเป็นไทยออกไปสู่เวทีระดับสากลที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม"
สำหรับโมเดลธุรกิจของ Tomorrowland Thailand รชตยังบอกด้วยว่า จากประสบการณ์ทำงานที่สั่งสมมาผนวกกับการนำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ใส่ลงไปในดีเทลของการจัดงาน Siam Songkran จนได้มาเป็นพาร์ตเนอร์ของการจัดงานอีเวนต์ระดับโลกครั้งนี้
DNA ของความเป็นไทยจะไม่ถูกจำกัดให้อยู่แต่บนเวทีหลักเท่านั้น แต่ยังจะมีการนำเสนอผ่านเวทีอื่นๆ ที่จัดขึ้นภายในงาน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทีมงานคนไทยได้โชว์พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ได้อีกทางหนึ่ง

แผนการเติบโตก้าวต่อไป "ต้องใหญ่ขึ้น ดีขึ้นกว่าเดิม"
แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เสียเงินซื้อบัตรเข้าร่วมงาน Siam Songkran ปีนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้นสูงถึง 9 หมื่นคน แต่รชตยังบอกกับ Forbes Thailand ว่า คงยังไม่ให้คะแนนตัวเองเต็มสิบ เพราะสำหรับเขาการจัดงานที่ดีไม่ได้วัดเพียงจำนวนคนหรือศิลปินที่นำมาร่วมงานได้เท่านั้น
แต่ยังต้องดูรายละเอียดอื่นๆ ทั้งกลุ่มลูกค้า VIP หรือกระบวนการผลิต production ต่อเนื่องไปถึงประสบการณ์ความประทับใจที่ผู้บริโภคได้รับ โดยหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงล่าสุดที่เห็นได้ชัดของการทำงาน คือบริษัทมีการเพิ่มจำนวน head of project จากเดิมที่มีเพียง 4 คน เป็น 8 คน เพื่อให้แต่ละคนโฟกัสกับงานเฉพาะด้านได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม
สำหรับเป้าหมายอนาคตในอีก 3 ปีข้างหน้า รชตบอกว่า เขาจะไม่โฟกัสอยู่ที่เรื่องรายได้เพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นเรื่องการสร้างทีมและแบรนด์ห้แข็งแกร่งมากขึ้นจนสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง
"ภายใน 3 ปีหลังจากนี้ ผมตั้งใจพัฒนาทีมให้ทำงานได้แบบเพอร์เฟกต์ ไร้ที่ติ และอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอก เช่น ศิลปิน ขณะเดียวกันก็จะขยายธุรกิจไปสู่การจัดอีเวนต์ในรูปแบบใหม่ๆ ที่เป็นกิจกรรมเชิงไลฟ์สไตล์ในตอนกลางวัน และ Wellness เพิ่มขึ้น เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้สร้าง entertainment ecosystem อย่างครบวงจร"
ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์ และ บริษัท วัน เอเชีย เวนเจอร์ส จำกัด
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ดร.จักรพล จันทวิมล เกมกลยุทธ์ "Event Marketing" สร้างแม่เหล็กดึงคนเข้าห้างซีคอนสแควร์
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


