กรุง Paris ในเวลานี้กำลังเปิดเวทีให้มรดกชั้นสูงของไทยเปล่งประกายสู่สายตาชาวโลกผ่านนิทรรศการที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ และคุณค่าทางวัฒนธรรม โดยมีฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นหัวใจของการบอกเล่าเรื่องราว
เดือนพฤษภาคม ปี 2569 ที่ผ่านมาสื่อมวลชนหลายสำนักต่างรายงานถึงการเปิดนิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล” หรือ “La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้พระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุง Paris เนื่องในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยนิทรรศการมีกำหนดเปิดให้ประชาชนเข้าชมจนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายนของปีเดียวกัน
ความสำคัญของนิทรรศการครั้งนี้มิได้จำกัดอยู่เพียงการบอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติผ่านเรื่องราวของพระบรมวงศานุวงศ์ หากยังเป็นการนำเสนอคุณค่าที่ประเมินมิได้ของฉลองพระองค์จำนวน 56 องค์ ซึ่งแต่ละองค์ล้วนสะท้อนทั้งพระราชกรณียกิจ ความสามารถของช่างฝีมือไทย และสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับฝรั่งเศส
ฉลองพระองค์เหล่านี้จึงมิได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกาย หากเป็นสัญลักษณ์ที่บรรจุเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และงานหัตถศิลป์ไว้อย่างลึกซึ้ง ทั้งยังสะท้อนวิวัฒนาการของแฟชั่นที่เชื่อมโยงขนบประเพณีเข้ากับโลกสมัยใหม่จนก่อรูปเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ซอฟต์พาวเวอร์ครั้งสำคัญของไทย ซึ่งทรงคุณค่าทั้งในมิติทางวัฒนธรรมและศักยภาพทางเศรษฐกิจ โดยเบื้องหลังความสำเร็จของนิทรรศการคือความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย หรือ SACIT และกระทรวงการต่างประเทศ ผ่านสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุง Paris
จุดเริ่มต้นนิทรรศการ
ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เผยที่มาถึงนิทรรศการราชพัสตราสู่สากลกับ Forbes Thailand ว่า โครงการดังกล่าวมีจุดตั้งต้นจากวาระการเฉลิมฉลองครบ 340 ปีความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส และ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้โครงการนี้เป็นมากกว่ากิจกรรมเฉลิมฉลองทางการทูตคือพระประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่จะนำเสนอศิลปวัฒนธรรมและงานหัตถศิลป์ของไทยผ่านแฟชั่นร่วมสมัยสู่สายตานานาชาติ ทำให้เป็นที่มาของการจัดนิทรรศการด้านวัฒนธรรมที่สามารถสะท้อนคุณค่าของมรดกสิ่งทอไทยบนเวทีโลก
“พระองค์ท่านเป็นผู้ริเริ่มในการจัดนิทรรศการ ประกอบกับพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ มีคอลเล็กชั่นของสมเด็จพระพันปีหลวงจำนวนมาก จึงทำให้พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เป็นหนึ่งในผู้ดูแลในโครงการนี้” ปิยวราอธิบายถึงจุดตั้งต้น โดยนอกจากฝั่งประเทศไทย ในส่วนของ Musée des Arts Décoratifs ก็ยังเป็นทีมงานสำคัญในการผลักดันให้โครงการดำเนินจนแล้วเสร็จภายใต้การดูแลของ Béatrice Quette ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ฝรั่งเศส และทำงานร่วมกันนับจากช่วงปลายปี 2567 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2568 เพื่อนำฉลองพระองค์ ผ้ายกโบราณ และงานหัตถศิลป์ต่างๆ ไปจัดแสดงในห้อง Fashion Gallery
Fashion Gallery ของ Musée des Arts Décoratifs เป็นพื้นที่เดียวกับที่เคยจัดแสดงผลงานของแบรนด์แฟชั่นระดับตำนานของโลกไม่ว่า Christian Dior, Paul Poiret หรือ Madame Grés โครงการนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้ผ้าไทยไม่ได้เป็นเพียงมรดกของชาติ แต่เป็นการก้าวสู่การเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ชาวโลกจะได้ร่วมชื่นชม

“พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ มีความประสงค์ที่จะนำนิทรรศการเราไปจัดแสดงในต่างประเทศมาตลอด มันเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่เราอยากจะทำ” ปิยวรากล่าว “Fashion Gallery เขาค่อนข้างใหญ่ ซึ่งนิทรรศการนี้เราไปจัดในส่วนของนิทรรศการหมุนเวียน”
ปิยวราขยายความว่า เนื้อหาหลักของนิทรรศการราชพัสตราสู่สากลมาจากการค้นคว้าและพัฒนาจากฐานข้อมูล รวมทั้งคอลเล็กชั่นที่พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ มีอยู่แล้ว โดยเริ่มจากการกำหนดว่าเรื่องราวใดควรถูกนำมาเล่า ก่อนจัดวางเป็นโครงเรื่องและแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ อย่างชัดเจน จากนั้นจึงมีการทำงานร่วมกับ SACIT (นำโดย สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง) เพื่อช่วยขัดเกลาเนื้อหาให้มี
ความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เมื่อคัดเลือกฉลองพระองค์ได้ในระดับหนึ่งแล้ว ทีมงานจึงนำเสนอแนวทางทั้งหมดต่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงมีพระวินิจฉัยและทรงเพิ่มเติมฉลองพระองค์บางส่วนที่เห็นว่ามีความสำคัญ จนทำให้เส้นเรื่องของนิทรรศการมีความครบถ้วนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ภาษาทางการทูต
มองย้อนกลับไปในปี 2503 การเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มิได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หากยังเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ “เครื่องแต่งกาย” เป็นเครื่องมือทางการทูตที่แยบยลและทรงพลัง ด้วยเครื่องแต่งกายเป็นภาษาที่ไร้พรมแดน ฉลองพระองค์ทุกองค์จึงได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อสื่อสารถึงอารยธรรม ความประณีต และเอกลักษณ์ของชาติ
ฉลองพระองค์หลายองค์ในยุคดังกล่าวได้รับการออกแบบโดย ปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain) ห้องเสื้อชั้นสูงของฝรั่งเศส แต่เลือกใช้ผ้าไหมไทย ผ้ายก หรือผ้าทอพื้นเมืองเป็นวัสดุหลัก ในขณะที่งานปักประดับอันวิจิตรมีสถาบันปักเลอซาจ (Lesage) ของฝรั่งเศสที่เชี่ยวชาญด้านการปักมาช่วยหลอมรวมศาสตร์ชั้นสูงนี้ให้เข้ากับสิ่งทอไทยได้อย่างกลมกลืน เกิดเป็นผลงานทางแฟชั่นชั้นสูงอันล้ำค่าที่สะท้อนวิถี วัฒนธรรม และอารยธรรมไทยในบริบทที่ไทยนำมาสานสัมพันธ์กับทางตะวันตกได้อย่างร่วมสมัยมาจนถึงทุกวันนี้
ปิยวราเสริมว่า การเล่าเรื่องของนิทรรศการผ้าในบริบทของคนไทยและในมุมมองของต่างชาตินั้นไม่เหมือนกัน เพราะคนไทยมีพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งกำเนิด เทคนิค และความแตกต่างของผ้าแต่ละประเภทอยู่บ้างแล้ว ในขณะที่ผู้ชมชาวตะวันตกอาจรับรู้ผ่านลักษณะทางสายตามากกว่า ทีมภัณฑารักษ์จึงปรับโครงสร้างเนื้อหาให้เข้าใจง่าย
“ตอนแรกเราก็มีการถกเถียงกันว่าจะแยกเป็นประเภทผ้า หรือว่าเราจะแยกเป็นแบบลำดับเรื่องราว แต่ชาวต่างชาติอาจจะไม่ได้มีแบ็กกราวด์เหมือนคนไทย เพราะฉะนั้นเราก็เลยมาจบที่ว่า เราเล่าเป็นประเภทของผ้าจะได้เข้าใจง่าย” จากนั้นจึงจัดกลุ่มผ้าตามประเภทและลักษณะร่วม เช่น การนำผ้ายก ผ้าจก และผ้าขิตมาร้อยเรียงอยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน ภายใต้กรอบความเข้าใจแบบกลุ่มผ้าทอ พร้อมอธิบายความแตกต่างด้านสี วัสดุ และเทคนิคการทอ เพื่อให้ผู้ชมต่างชาติสามารถมองเห็นทั้งความเชื่อมโยงและเอกลักษณ์ของสิ่งทอไทยได้อย่างชัดเจน
นับจากวันจัดแสดงจนถึงวันนี้ ผู้ชมจำนวนมากชื่นชมความประณีตของผืนผ้าไทยผ่านฟีดแบ็กที่ทีมงานได้รับ โดยพระนามของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงนั้นกล่าวได้ว่าเป็นที่รู้จักในยุโรปอยู่แล้ว จึงทำให้ผู้คนสนใจเดินทางมาชมนิทรรศการมากขึ้น
“ชาวต่างชาติรู้จัก Queen Sirikit อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเขาก็มาติดตามชมนิทรรศการนี้ และเมื่อเราเล่าความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส รวมถึงฉลองพระองค์ที่ออกแบบโดยปิแอร์ บัลแมง และปักโดยเลอซาจ เขาก็สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกันได้” ปิยวรากล่าวถึงผลลัพธ์ด้วยความภาคภูมิใจ

อารยะแห่งผ้าไทย
การได้ชื่นชมฉลองพระองค์ หรือศิลปะผ้าไทยมิได้เป็นเพียงจุดประสงค์เดียวของการจัดนิทรรศการ แต่คือการค่อยๆ พาผู้ชมสำรวจวิวัฒนาการของเครื่องแต่งกายราชสำนักไทยตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1960 จนถึงปัจจุบัน ผ่านพื้นที่จัดแสดงทั้ง 7 ห้อง ไม่ว่า “ปฐมบทแห่ง 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส”, “ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ”, “ราชพัสตรา คุณค่าแห่งงานหัตถศิลป์”, “ฉลองพระองค์ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยห้องเสื้อบัลแมงและสถาบันปักเลอซาจ”, “ผ้ายก มรดกภูมิปัญญาผ้าไทย”, “ผ้าไหมมัดหมี่ในงานแฟชั่นชั้นสูง” และ “แรงบันดาลใจจากชุดไทย” ก่อนปิดท้ายด้วยการสาธิตศิลปหัตถกรรมไทยที่ทำให้ผู้ชมได้เห็นว่างานฝีมืออันละเอียดอ่อนเหล่านี้ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน
นิทรรศการครั้งนี้ยังนับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของวงการพิพิธภัณฑ์ไทย เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชา-นุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เชิญฉลองพระองค์พร้อมเครื่องประกอบออกจัดแสดงในต่างประเทศเป็นครั้งแรก ร่วมกับงานหัตถศิลป์ชั้นสูงและผลงานออกแบบร่วมสมัยของนักออกแบบไทย รวมกว่า 200 รายการ
ปิยวราเสริมว่า สำหรับพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป้าหมายของการอนุรักษ์ผ้าไทยไม่ใช่เพียงการเก็บรักษาสิ่งของล้ำค่า แต่คือการรักษาภูมิปัญญาและตัวตนของผู้คนที่สั่งสมผ่านกาลเวลา เพื่อให้คนรุ่นหลังยังคงมองเห็นว่าความงดงามของผ้าไทยเกิดขึ้นจากมือของช่างทอ และองค์ความรู้ที่ถ่ายทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และการนำฉลองพระองค์หรือผืนผ้าโบราณนำมาบอกเล่าก็ไม่ต่างอะไรจากการแสดงอารยธรรมของชาติชาติหนึ่ง
“เฟิรสต์อิมเพรสชันของคนเราก็คือเรื่องเครื่องแต่งกายว่าคุณมาจากไหน...ด้วยความที่สมเด็จพระพันปีหลวง พระองค์ท่านทำแบบนี้มาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2503 ไม่ว่าท่านจะเสด็จต่างประเทศ หรือเสด็จที่ไหน พระองค์ท่านจะต้องมีทั้งชุดไทยและชุดฝรั่งที่ตัดเย็บด้วยผ้าไทย เพราะฉะนั้นมันคือการสื่อสารบอกความเป็นอารยะของเรา ว่าเรามีวัฒนธรรมการแต่งกาย มีวัฒนธรรมการทอผ้าเองมาอย่างยาวนาน”
ผ้าไทยจึงไม่ใช่เพียงวัสดุสำหรับการตัดเย็บแต่เป็นหลักฐานของอารยธรรมที่ยังมีชีวิตการเลือกใช้ผ้าไทยในฉลองพระองค์ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จึงเป็นทั้งการสร้างภาพจำให้โลกเห็นอัตลักษณ์ของประเทศไทย และเป็นการสื่อสารอย่างลุ่มลึกว่าประเทศไทยมีมรดกทางหัตถศิลป์ที่ยังคงได้รับการสืบทอดอย่างต่อเนื่อง
“เมื่อระยะเวลาผ่านไปก็เกิดอินดัสเทรียลขึ้นมา มีการทอผ้าด้วยโรงงาน แต่มันก็ยังไม่สื่อถึงความเป็นไทยของเรา เพราะว่าผ้าโรงงานก็คือมีทั่วโลก แต่ว่าผ้าที่ทอด้วยแฮนด์เมดในปัจจุบันนี้จะมีสักกี่ที่ที่ยังทอผ้าด้วยมืออยู่ในโลกนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของคนไทยที่สมเด็จพระพันปีทรงทำให้ประเทศไทยยังมีผ้าทอมืออยู่ในปัจจุบัน”
มากไปกว่านั้นปิยวราอธิบายถึงคุณค่าที่ลึกซึ้งของผ้าไทยด้วยว่า ลวดลายที่ปรากฏบนผืนผ้าแต่ละผืนเปรียบเสมือนเอกสารประวัติศาสตร์ที่บันทึกวิวัฒนาการของศิลปกรรมไทยไว้ในรูปแบบที่จับต้องได้ทุกเส้นสายล้วนสะท้อนอิทธิพลของความเชื่อ สถาปัตยกรรม และศิลปะในแต่ละยุคสมัย “มันสื่อถึงลวดลายต่างๆ ที่สามารถสืบย้อนไปได้ถึงรากเหง้าของเรา ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย...มันเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนแล้วก็ลึกซึ้งที่เราก็ควรที่จะต้องอนุรักษ์ต่อๆ ไป”

เบื้องหลังความสำเร็จ
แม้ภาพรวมของนิทรรศการจะเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย อย่างไรก็ตามเบื้องหลังของนิทรรศการคือการทำงานร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญจาก 2 ประเทศที่ดำเนินต่อเนื่องนานเกือบ 1 ปี ภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา ระยะทาง และแนวทางการทำงานที่แตกต่างกัน ความท้าทายของโครงการนี้จึงอยู่ที่การหลอมรวมวิธีคิดและวัฒนธรรมการทำงานของทีมไทยและทีมฝรั่งเศสให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน
ปิยวราเล่าว่า แม้จะเป็นความร่วมมือระหว่าง 2 สถาบันพิพิธภัณฑ์ระดับโลก แต่ทีมงานกลับมีโอกาสพบหน้ากันจริงเพียงไม่กี่ครั้ง ที่เหลือล้วนเกิดขึ้นผ่านการประชุมออนไลน์ การแลกเปลี่ยนเอกสาร และการหารือข้ามเขตเวลาอย่างต่อเนื่อง
“มันไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่เราจะต้องทำงานร่วมกับชาวต่างชาติด้วย ก็จะมีการประชุมร่วมกันทุกสัปดาห์ซึ่งเป็นการประชุมออนไลน์ เราเจอหน้ากันแค่ประมาณ 4 ครั้งเพราะฉะนั้นทุกอย่างทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ทั้งนั้นเลย”
กระบวนการดังกล่าวทำให้ทุกการตัดสินใจต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบมากกว่าที่เคย ทุกครั้งที่มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหา รูปแบบการจัดแสดง หรือข้อเสนอแนะจากฝ่ายไทย ทีมงานจะต้องอธิบายเหตุผลให้ทีมฝรั่งเศสเข้าใจ ในขณะเดียวกันทีมไทยก็ต้องเรียนรู้ข้อกำหนดและมาตรฐานของพิพิธภัณฑ์เจ้าภาพไปพร้อมกัน ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่การประนีประนอม หากแต่เป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่าง 2 สถาบันที่ต่างมีความเชี่ยวชาญในคนละบริบท
“ขั้นตอนของเราห้องนิทรรศการจะต้องเรียบร้อย สีจะต้องแห้งก่อนแล้วค่อยเอาฉลองพระองค์มาติดตั้ง...แต่ว่าของเขาเป็นพื้นที่ที่มีตู้หลายประเภท เพราะฉะนั้นการติดตั้งของเขาก็คือช่างก็ยังทำงานอยู่ เราต้องวางหุ่นก่อน จัดตำแหน่งให้เรียบร้อย แล้วจึงยกออกเพื่อให้ทีมจัดแสงเข้าไปทำงาน ก่อนจะนำทุกอย่างกลับมาติดตั้งอีกครั้ง เวลาก็จำกัดด้วย” ปิยวราเล่าให้เห็นภาพถึงระบบการทำงาน “มันก็เลยเป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้เพิ่มจากการทำงานร่วมกับเขา ก็เป็นการเปิดโลกเราด้วยว่าที่นี่ทำแบบนี้นะ เราก็ทำแบบนี้นะ”
เมื่อถามถึงห้องจัดแสดงที่เธอประทับใจมากที่สุด ปิยวราตอบอย่างไม่ลังเลถึงห้องจัดแสดงห้องแรกเพราะเป็นพื้นที่ที่ทำหน้าที่เสมือนบทนำของเรื่องราวทั้งหมด ภายในห้องจัดแสดงมีฉลองพระองค์บอลกาวน์ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระองค์ระหว่างการเสด็จเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ออกแบบโดยปิแอร์ บัลแมง และปักประดับโดยสถาบันเลอซาจตั้งอยู่กึ่งกลางห้องรายล้อมด้วยฉลองพระองค์ชุดไทยสีทอง 2 องค์ ไม่ว่าจะเป็นชุดโจงกระเบนพร้อมสไบที่สะท้อนซิลูเอตแบบไทย และอีกองค์ที่เป็นสไบ 2 ชาย ที่ทำให้ผู้ชมมองเห็นการหลอมรวมระหว่างหัตถศิลป์ไทยกับโอต์กูตูร์ของฝรั่งเศสตั้งแต่แรกเห็น
“ชุดเหล่านี้เป็นการนำเสนอความเป็นตะวันตก ความเป็นฝรั่งเศส แต่ว่าเป็นฉลองพระองค์ของราชวงศ์ไทย” ปิยวรากล่าว

บทบาทนักอนุรักษ์
ในฐานะที่ปิยวรามีบทบาทสำคัญในการผลักดันนิทรรศการระดับนานาชาติ รวมทั้งการสวมหมวกของผู้อนุรักษ์ผ้าไทยสู่สายตาชาวโลก วิสัยทัศน์ของเธอจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการอนุรักษ์ผืนผ้า แต่เป็นการทำให้พิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่มีชีวิต และการสื่อสารที่เข้าถึงผู้คน รวมทั้งคนรุ่นใหม่ด้วยงานอนุรักษ์ที่แท้จริงไม่ใช่การเก็บรักษาอดีตไว้ในตู้จัดแสดง แต่คือการทำให้ผู้คนทุกวัยมองเห็นคุณค่า เข้าใจภูมิปัญญาเบื้องหลัง และอยากเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยต่อไปในอนาคต
ปิยวราเผยว่า ความท้าทายสำคัญของวงการพิพิธภัณฑ์ในวันนี้คือการทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าพิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่ของพวกเขา ไม่ใช่สถานที่ที่เข้าถึงยากหรือมีไว้สำหรับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น สำหรับเธอการปลูกฝังแนวคิดนี้จึงควรเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก
“มันน่าจะต้องเป็นการปลูกฝังเด็กให้เข้ามาชมพิพิธภัณฑ์...มาร่วมสนุกในพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่แค่ไปเดินห้าง หรือไปเที่ยวเล่นอะไร...ถ้าเขาได้ซึมซับงานศิลปวัฒนธรรมตั้งแต่เด็ก เขาก็จะเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้”
อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้นำเสนอเนื้อหาเธอเห็นด้วยอย่างชัดเจนว่า พิพิธภัณฑ์เองก็ต้องเปลี่ยนวิธีการสื่อสารให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ชมยุคใหม่ “เดี๋ยวนี้มันก็จะมีแพลตฟอร์มอะไรต่างๆ ที่คุณสามารถดูผ่านออนไลน์ได้ มีเวอร์ชวลมิวเซียม ซึ่งถ้าเขาได้ซึมซับงานศิลปวัฒนธรรมตั้งแต่เด็ก เขาก็จะเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้...ให้เขาเห็นมุมมองของคนผลิต (ผ้า) ผู้ออกแบบ ผู้สวมใส่ ถ้าเขาได้เห็นกรรมวิธีในการผลิตก็จะรู้ว่ามันใช้เวลาแค่ไหน เขาก็จะเห็นคุณค่าของมัน”
ที่สุดแล้วคุณค่าของพิพิธภัณฑ์จึงไม่ได้วัดจากจำนวนวัตถุที่ได้รับการเก็บรักษา แต่คือการมอบมุมคิดของผู้คนที่เดินออกไปพร้อมความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อวิธีคิด ฝีมือ และวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติ มรดกบนผืนผ้าไทยจึงไม่เคยหยุดนิ่งอยู่เพียงในอดีต แต่กลับมามีความหมายในปัจจุบัน และจะยังคงมีชีวิตต่อไปได้เมื่อคนไทยทุกคนร่วมภาคภูมิใจ เห็นคุณค่า และช่วยกันรักษารากเหง้านี้ไว้ให้คนรุ่นต่อไปได้สืบทอดอย่างสง่างาม
ภาพ: วรัชญ์ แพทยานนท์, พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร ปรุงรสชาติไทยสู่เวทีโลก



