นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์ ปั้น MEDEZE ฟื้นฟูความเสื่อมด้วยสเต็มเซลล์ - Forbes Thailand

นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์ ปั้น MEDEZE ฟื้นฟูความเสื่อมด้วยสเต็มเซลล์

สูตินรีแพทย์ผู้นิยามตนเองว่าเป็นนักนวัตกรรม เป็นผู้นำในการผ่าตัดผ่านกล้องแบบไร้แผล รวมทั้งสนใจศึกษาด้านสเต็มเซลล์กระทั่งก่อตั้งเป็นธุรกิจ และนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลายปี 2567 ตั้งเป้าเป็นผู้นำระดับโลกด้านการฟื้นฟูสภาวะเสื่อมด้วยสเต็มเซลล์ครบวงจรในปี 2569


    นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE บอกว่า มีความสุขกับการเป็นหมอผ่าตัดคนไข้ในโรงพยาบาลรัฐ ช่วยให้คนไข้หายจากการเจ็บป่วย โดยเป็นหัวหน้าศูนย์ตรวจรักษาและผ่าตัดผ่านกล้องกรุงเทพมหานคร (BMEC) รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ ขณะเดียวกันก็คิดว่าควรเปิดบริษัททำธุรกิจเพื่อความมั่นคงด้านรายได้ด้วย 

    ทว่าความจริงกลับสวนทาง 3 ปีแทบแรกไม่มีรายได้ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาได้พบกับแพทย์รุ่นพี่ซึ่งเป็นเจ้าของคลินิกให้บริการดูดไขมัน “เราเสนอบริการให้เขาดูดแล้วเก็บและขายแพ็กเกจคนไข้ เราจัดเก็บ stem cells ให้ หลังจากนั้นก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ”

    นพ.วีรพลบอกว่า ตัวตนที่แท้จริงของเขาคือนักนวัตกรรม (innovation) ชอบพัฒนานวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลง จึงสร้างการผ่าตัดใหม่ๆ เครื่องมือประกอบการเรียนการสอน หรือคอนเซ็ปต์การผ่าตัด  

    “ผมเป็นกงสีแม่ให้ตังค์มา (ลงทุน) คนที่บ้านจะถามว่า ทำเป็นไหม...เราก็เลยต้องเลือกในสาขาวิชาชีพของหมอสูฯ หมอศัลยกรรมไม่เคยเห็นเซลล์ หมอกระดูกผ่าตัดกระดูก...แต่เราเป็นหมอสูฯ มีความชำนาญการเพาะเลี้ยงเซลล์เลยรู้จักห้องปราศจากเชื้อ...หมอสูฯ เป็นคนเพาะเลี้ยงเซลล์ แช่แข็งเซลล์ จึงทำเด็กหลอดแก้วได้...มันเป็นอาชีพที่เราเลือก ไม่ใช่แค่ blue ocean แต่เป็น turquoise ocean”

    ใช่ว่ามีทุนแล้วจะทำธนาคารเก็บสเต็มเซลล์ได้ แต่ต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์ด้วย นพ.วีรพลอธิบายถึงความสำคัญของสเต็มเซลล์ โดยเริ่มจากหมวดของโรคต่างๆ ว่า แบ่งเป็น 5 หมวดคือ การติดเชื้อ เช่น โควิด แบคทีเรีย, โรคเกี่ยวกับเนื้องอก เช่น เนื้องอกมะเร็ง, ฮอร์โมนขาดหรือเกิน, กายวิภาคศาสตร์ เช่น ลำไส้อุดต้น รวมถึงอุบัติเหตุ เช่น ทำให้กระดูกหัก ตับฉีก, โรคเกี่ยวกับพันธุกรรม, โรคเกี่ยวกับความเสื่อม เช่น เบาหวาน ความดันซึ่งมีสาเหตุจากหลอดเลือดไม่อ่อนนุ่มเหมือนเดิม แต่มีความแข็งและเปราะง่าย เวลาป่วยหมอจะให้ยาขยายหลอดเลือดเพื่อลดความดัน แต่ไม่มียาแก้หลอดเลือดแข็ง 

    “Stem cells ช่วยแก้ความเสื่อมของร่างกาย เช่น เป็นข้อเข่าเสื่อมผ่าตัดใส่ข้อเข่าเหล็กไททาเนียมใช้ได้ 10 ปี ต้องผ่าตัดใหม่ แต่ข้อเข่ามีชีวิตสามารถสร้างกระดูกอ่อนได้ เมื่ออายุมากขึ้นกระดูกอ่อนบางลงเพราะเซลล์ใหม่ๆ ลดลง เราต้องสร้าง stem cells ฉีดกลับเข้าไปให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง” 



    สเต็มเซลล์ (stem cells) หรือเซลล์ต้นกำเนิด เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมาพักใหญ่แล้วว่าสามารถรักษาความเสื่อมของร่างกายบางชนิดได้ แต่ในแวดวงการแพทย์ยังมีข้อท้วงติงว่า ผู้ให้บริการบางแห่งโฆษณาเกินจริง

    บทความเรื่องการผลิตและควบคุมคุณภาพเซลล์ต้นกำเนิดชนิด mesenchymal stem cell และ growth factor อย่างถูกต้องตามมาตรฐานทางการแพทย์ โดยศูนย์ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงสถาบันชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงเซลล์ต้นกำเนิดชนิดมีเซนไคม์ MSC ว่า เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์กระดูก (osteoblast) เซลล์กระดูกอ่อน (chondrocyte) และเซลล์ไขมัน (adipocyte) 

    ส่วนใหญ่ใช้ในการรักษาโรคที่เกิดจากความเสื่อมสลายของร่างกาย โดยมีแหล่งที่มาจากอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่ รก (placenta) สายสะดือ (umbilical cord) เลือดจากสายสะดือ (cord blood) เนื้อเยื่อไขมัน (adipose-tissue) ไขกระดูก (bone marrow) เลือด (peripheral blood) และรากฟัน (dental pulp) เป็นต้น 

    เซลล์ต้นกำเนิดชนิดมีเซนไคม์ MSC ถือเป็น “เซลล์ทางการแพทย์” ตามความหมายของประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องมาตรฐานการให้บริการด้านเซลล์ทางการแพทย์ของสถานพยาบาลเฉพาะกรณีการใช้เซลล์เพื่อการบำบัดรักษา พ.ศ. 2565 แต่ยังไม่มีผลิตภัณฑ์เซลล์ต้นกำเนิดมีเซนไคม์ MSC ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทย ส่วนใหญ่ผลิตและใช้ในสถานพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายตาม พรบ. ยา มาตรา 13 (2) 


ธนาคารรับฝากสเต็มเซลล์

    นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์ ผู้ก่อตั้งธนาคารรับฝากสเต็มเซลล์แห่งแรกในประเทศไทย จบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล วุฒิบัตรสาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ประกาศนียบัตรชั้นสูงสาขาการฝากเก็บเนื้อเยื่อและการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ จาก National University of Singapore และวุฒิบัตรด้านการรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิด จาก American Academy of Anti-Aging Medicine 

    ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของสเต็มเซลล์ ปี 2553 จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทชื่อ บจ. กรุงเทพสเต็มเซลล์ เพื่อประกอบธุรกิจให้บริการตรวจวิเคราะห์ คัดแยก เพาะเลี้ยง และรับฝากเซลล์ต้นกำเนิด อีก 3 ปีถัดมาจึงเริ่มให้บริการจัดเก็บสเต็มเซลล์จากการสกัดเนื้อเยื่อไขมันของบุคคลทั่วไป มีผู้ร่วมก่อตั้งอีก 2 คนคือ รศ.ดร.รังสรรค์ พาลพ่าย อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยี ตัวอ่อนและเซลล์ต้นกำเนิด ม. เทคโนโลยีสุรนารี และประธานชมรมสเต็มเซลล์แห่งประเทศไทย และ นพ.จำรัส สกุลไพศาล ผู้ก่อตั้งศูนย์เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ รพ. มหาราช จ. นครราชสีมา ต่อมาบริษัทเปลี่ยนชื่อเป็น เมดีซ กรุ๊ป

    บริษัทดำเนินธุรกิจรับฝากสเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือ เนื้อเยื่อจากสายสะดือ เนื้อเยื่อไขมัน ตรวจศักยภาพเซลล์ภูมิคุ้มกัน โดยจัดเก็บ 60 ปี รับประกัน 30 ปี ค่าใช้จ่ายรายละ 150,000 บาท ปัจจุบันมีผู้ฝาก 40,000 ราย

    โดยดำเนินการผ่านบริษัทย่อย 5 แห่ง ได้แก่ 1. บจ. เมดีซ เอ็นเค ให้บริการทดสอบศักยภาพเซลล์ภูมิคุ้มกัน หรือ NK cells 2. บจ. เมดีซ คอสเมซูติคอล จำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงามภายใต้ตราสินค้า DAA และอาหารเสริม 3. บจ.เมดีซวิจัยและพัฒนา ดำเนินธุรกิจวิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านเทคโนโลยีชีวภาพ 4. Medeze Treasury Pte. Ltd. ดำเนินธุรกิจการลงทุนโดยถือครองและบริหารตราสินค้าของกลุ่มบริษัท 5. Medeze Group Pte. Ltd. วิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านเทคโนโลยีชีวภาพ


    เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเพิ่งเปิดตัวบริการใหม่ Hair Renaissance ธนาคารแช่แข็งเซลล์รากผมแห่งแรกในเอเชีย หลังจากใช้เวลาทำวิจัย 5-6 ปี โดยให้บริการตรวจวิเคราะห์ คัดแยก เพาะเลี้ยง และรับฝากเซลล์รากผม พร้อมดูแล 60 ปี ตั้งเป้าลูกค้า 500 รายในปี 2568 และเพิ่มเป็น 5,000 รายในปี 2573

    “คนไทยอายุ 30-80 ปีผมบาง 25% เราจะเอาแค่ 10% ของลูกค้า ถ้าผมบางไม่มีสิทธิ์ย้ายรากผม…เราไม่ได้ concern ว่า product นี้ economic หรือเปล่า แต่เราจะนำมาตอบโจทย์ความเสื่อมของร่างกาย...ตรงนี้เราจะเอาลูกค้าใหม่ ลูกค้าจากคลินิกย้ายรากผม แต่หลังจากเปิดตัวคุณหมอมักคิดว่าเราไปแย่งธุรกิจ...ผมอยากบอกว่าถ้าลูกค้าบางรายโยกย้ายรากผมไม่ได้ หากเก็บสเต็มเซลล์รากผมเราใช้แค่ 50 เส้น ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง แต่ที่เขาปลูกถ่ายย้ายรากผมใช้เวลา 8 ชั่วโมง...คือโรงพยาบาลเก็บเซลล์รากผมและส่งมาให้ จากนั้น (เพาะ) แล้วเราก็ส่งกลับให้โรงพยาบาล"

    นอกจากบริการข้างต้นแล้วยังมีรายได้อีกทาง ซึ่งผู้บริหาร MEDEZE บอกว่า เป็น “กำไรสุทธิ” นั่นคือการขายแฟรนไชส์ธนาคารจัดเก็บสเต็มเซลล์ โดยจะเปิดแห่งแรกที่ฟิลิปปินส์ ด้วยงบลงทุน 15 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วยห้องปฏิบัติการด้านตรวจวิเคราะห์ คัดแยก เพาะเลี้ยง และจัดเก็บเซลล์ต้นกำเนิดประสิทธิภาพสูง โดยบริษัทมีรายได้จากค่าที่ปรึกษา การออกแบบภายใน ค่าออกแบบห้องทดลอง ค่าแบรนด์รอยัลตี้ ค่าสิทธิบัตร เป็นต้น

    “ประเทศที่เหมาะกับเราเริ่มต้นคือ ประเทศที่มี high gap income สูง มีคนรวยกระจุกจนกระจาย เช่น กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์...เราจะต่อยอด eco system ทั้งหมด วันนี้เราทำกลางน้ำ เราดูแลปลายน้ำคือ รักษาพยาบาล ต่อไปจะทำต้นน้ำด้วย ที่ฟิลิปปินส์เวลาเปิดบริษัททำสเต็มเซลล์ ตัวสำคัญคือ ห้องปราศจากเชื้อ เราจ้างคนอื่นทำและเรียนรู้วิธี maintenance ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา แต่ 2 ปีที่แล้วให้ลูกน้องเรียนรู้วิธีสร้าง วันนี้เราสามารถทำห้องต้นแบบห้องปราศจากเชื้อ ที่ฟิลิปปินส์บริษัทจะรับจ้างสร้างห้อง clean room ให้ ถ้าเราทำเองจะลดต้นทุนลงครึ่งหนึ่ง”



    บริษัทให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเป็นอย่างมาก โดยตั้งงบประมาณไว้ปีละ 3% จากรายได้รวม และกำลังพัฒนาการผลิตอวัยวะสำรอง (กระจกตา) สำหรับปลูกถ่ายให้ผู้ป่วย (อยู่ในขั้นตอนการทดลองในสัตว์กับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย), เพิ่มศักยภาพความสามารถของเซลล์เพชฌฆาตให้พุ่งเป้าไปที่จุดเนื้อมะเร็งที่ต้องการ (ร่วมกับประเทศญี่ปุ่นด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า Osaki Method), นวัตกรรมการบริการการเลี้ยงสเต็มเซลล์รากผม และต่อยอดการนำสเต็มเซลล์ที่จัดเก็บจากไขมันของตนเองไปใช้ในภาวะข้อเข่าเสื่อม (ร่วมมือกับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า)


เพิ่มมูลค่าด้วย ATMPs

    แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (ปี 2566-2570) ได้ระบุถึงเป้าหมาย 13 ข้อที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อพลิกโฉมประเทศไทย โดย 1 ในนั้นคือ การทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMPs) และกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาคณะแพทยศาสตร์จากหลายสถาบัน และหน่วยงานระดับกรมของกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกันลงนามประกาศเจตนารมณ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ATMPs 

    โดยกระทรวงสาธารณสุขได้แถลง 7 นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง ซึ่งนับรวมเรื่องของยีนบำบัด เซลล์บำบัด และวิศวกรรมเนื้อเยื่อ คาดว่าจะสามารถผลักดันเศรษฐกิจมูลค่ารวม 2.66 แสนล้านบาท และจัดตั้ง ATMPs Sandbox ในสถานพยาบาลทดลอง ตั้งเป้าหมายว่า จะมีผลิตภัณฑ์ 2 รายการภายในปี 2568-2569 

    ปัจจุบันศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูงทั่วโลกมีมูลค่า 4.19 แสนล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตถึง 1.25 ล้านล้านบาทในปี 2573

    เรื่องที่น่ายินดีคือ MEDEZE เป็นเอกชนรายเดียวที่ได้รับการคัดเลือกจากภาครัฐให้เข้าร่วมโครงการ ATMPs Sandbox เพื่อพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูงสำหรับการรักษาเชิงลึกแบบเฉพาะบุคคล (precision preventive medicine) โดยทำวิจัย ATMPs ในสถานพยาบาลทดลองจำนวน 5 โครงการ หรือ 5 โรค ประกอบด้วย ข้อเข่าเสื่อม หมอนรองกระดูกเสื่อม กลุ่มโรคผิวหนังและการชะลอวัย รักษามะเร็งลำไส้ด้วย NK cells 

    โครงการ ATMPs Sandbox จะเริ่มต้นการพัฒนาและทดลองใช้จริงกับ 3 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ โรคหมอนรองกระดูกเสื่อม โดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากไขมันของตัวเองเพื่อฟื้นฟูเนื้อเยื่อและลดการเสื่อมของหมอนรองกระดูก ลดอาการปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ต้องผ่าตัด, กลุ่มโรคผิวหนังและการชะลอวัย นำเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมันของตัวเองมาใช้ในการฟื้นฟูเซลล์ผิว ลดริ้วรอย และฟื้นฟูผิวหนังในเชิงลึก, มะเร็งลำไส้ โดยพัฒนาเทคโนโลยีภูมิคุ้มกันบำบัดเฉพาะจุด โดยใช้เซลล์ภูมิคุ้มกันหรือ NK cell ในการบำบัด เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต

    “ถ้า MEDEZE ฉีด stem cells ข้อเข่าแล้ว (คนไข้) หายจากเข่าเสื่อม เราก็ขึ้นทะเบียนยาได้ว่า stem cells รักษาข้อเข่าเสื่อมได้ แต่ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ของเรา...คนอื่นจะมา copy ต้องรอสิทธิบัตรหมดอายุหรือทำเอง...ภายในสิ้นเดือนเมษายน ปี 2569 ต้องส่งรายงาน และขึ้นทะเบียนภายในเดือนมิถุนายน ปี 2569 ถ้าไม่มี sandbox จะใช้เวลาอีกยาวนาน เราส่ง 5 โครงการ หวังว่าจะขึ้นทะเบียนยาได้ 2 โครงการ...ที่คาดว่าสำเร็จคือข้อเข่าเสื่อมและชะลอวัย” 

    นพ.วีรพลอธิบายพร้อมเปิดไอแพดให้ดูสไลด์ประกอบว่า  ปี 2568 ประชากรไทยจำนวน 65 ล้านคนพบว่า เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม 6 ล้านคน นั่นคือตลาดของผลิตภัณฑ์ หลังงานวิจัยโครงการนี้แล้วเสร็จ เขาคาดว่าบริษัทจะเติบโตอีกมาก และระหว่างนี้ก็ลงทุนเพิ่ม รองรับการขยายตัวแล้ว “บริษัทซื้อเครื่อง robotic จะติดตั้งกลางปีหน้า อย. บอกห้องปราศจากเชื้อต้องเปิด 24 ชั่วโมง ฉะนั้น robot ทำงาน 24 ชั่วโมงทำงานแทนคนได้ 9 เท่า ลงทุนทั้งระบบเป็นเงิน 350 ล้าน...และซื้อที่ดินเพิ่ม 30 ไร่...ภายใน 5 ปีนี้จะทำค่าเติบโตเฉลี่ย 25% ส่วนปีที่แล้วเติบโต 41%”



    ในตอนท้ายเขาย้ำว่า “ประเทศไทยต้องสร้าง engine ใหม่ตรงนี้ ทำให้ medical tourism เรามีมูลค่า ATMPs ที่รัฐบาลสนับสนุนจะมาตอบโจทย์ เราเป็นอันดับ 4 ด้าน medical tourism จะเปลี่ยนอันดับได้...ถ้ามีธนาคาร stem cells เอง และสามารถผลิตผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงเองได้ จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก และเม็ดเงินจะอยู่ในประเทศ 

    “ผมพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองจาก biotech company เป็น biopharmaceutical company ที่เป็น biotech ซึ่งจะเป็นปัจจัย 4 แต่ต้องใช้เวลาถึงกลางปีหน้ากว่าจะเป็น...แผนการเติบโตต้องวิ่งไปหาเรื่องของยาและต่างประเทศ…การที่บริษัทมีวันนี้ได้เพราะทำงานวิจัย ทุกบริษัทควรทำงานวิจัยและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จด patent แล้วเอาองค์ความรู้นั้นเป็นมูลค่า”


ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์ และ MEDEZE 




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : รู้จัก CK Cheong กับเป้าหมาย ‘พัฒนาไทย’ ผ่านแพลตฟอร์ม Fastwork

อ่านบทความฉบับเต็มและเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนสิงหาคม 2568 ในรูปแบบ e-magazine