ความเชื่อมั่นในภูมิปัญญาไทยและส่วนผสมสมุนไพรจากธรรมชาติ พัฒนาสินค้าคุณภาพตอบดีมานด์ บวกการทำตลาดแบบ 360 องศาแจ้งเกิดแบรนด์ LYO คว้าโอกาสขยายธุรกิจสกินแคร์ Hone และเครื่องสำอาง Ver.88 พร้อมสร้างชื่อผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะสัญชาติไทยในแดนมังกร
เทรนด์การดูแลสุขภาพและความงามทั่วโลกที่ให้ความสนใจสนับสนุนผลิตภัณฑ์ความงามใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติและความยั่งยืนมากขึ้น รวมถึงการเติบโตของช่องทางจำหน่ายออนไลน์ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วได้กลายเป็นแต้มต่อสำคัญให้ธุรกิจที่สามารถเล็งเห็นโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพตอบโจทย์ความต้องการในประเทศและต่างประเทศ พร้อมใช้ทางลัดการตลาดสร้างแบรนด์เจาะกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากผ่านรายการโทรทัศน์และพิธีกรที่มีชื่อเสียงผนึกกำลังเป็นพันธมิตรธุรกิจที่แข็งแกร่ง
“หลังเรียนจบเราเริ่มต้นขายของจากการเป็นตัวแทนจำหน่าย เมื่อมีเงินเก็บจึงนำเข้าเครื่องสำอางเกาหลีเป็นตัวแทนแบรนด์ต่างประเทศตั้งแต่ปี 2554 ทำให้มีความรู้และฐานลูกค้าจนกระทั่งก่อตั้งบริษัทในปี 2558 และเริ่มผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอาง Ver.88 เพราะเทรนด์เกาหลีได้รับความนิยมขณะนั้น โดยเฉพาะแป้งดินน้ำมัน
“หลังจากนั้น วิกฤตโควิด-19 กิจการล็อกดาวน์ ทำให้ธุรกิจเราสะดุด เพราะช่องทางการขายหลักเราผ่านห้างสรรพสินค้า และคนใส่มาสก์ใช้เครื่องสำอางลดลง ช่วงนั้นเราผลิตเจลแอลกอฮอล์ขายประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งการปรับตัวรวดเร็วช่วยให้เรามียอดขายสามารถดูแลบริษัทได้ แต่เรายังมองหาธุรกิจที่เติบโตได้ในระยะยาว” นพรัตน์ มาลัยวงค์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการ บริษัท 88 (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ 88TH กล่าวถึงความมุ่งมั่นสร้างเส้นทางธุรกิจหลังจากสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี นวัตกรรมทางการจัดการ มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ด้วยการร่วมก่อตั้งบริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและความงามเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ปี 2558 ซึ่งเริ่มจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแบรนด์ Ver.88 และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการขยายช่องทางการจำหน่ายจากระบบตัวแทนจำหน่ายที่กระจายทั่วประเทศสู่การจัดจำหน่ายผ่านร้านค้าสมัยใหม่ (modern trade)
ขณะที่วิกฤตโควิด-19 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้นพรัตน์เล็งเห็นความจำเป็นในการปรับพอร์ตธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์กลุ่มสุขภาพที่มีโอกาสเติบโตได้ในอนาคต ด้วยการขยายตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะแบรนด์ LYO (ไลโอ) โดยซื้อแบรนด์และสูตรการผลิตแชมพูรวมถึงครีมนวดลดผมขาดร่วงจากเภสัชกรประวิทย์ ตันติสุวิทย์กุล ซึ่งสามารถจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แชมพูและครีมนวดผมลดผมขาดร่วงในปี 2563
“เราได้ยินรายการวิทยุพูดถึง LYO ของเภสัชกรประวิทย์ ซึ่งก่อตั้งในปี 2545 และกำลังจะเลิกทำ เราเห็นว่า LYO เป็นสินค้าที่ดีมีคุณภาพและฐานลูกค้าจำนวนมาก ทำให้สนใจสานต่อธุรกิจ ซึ่งเบื้องต้นท่านให้เฉพาะสูตรไม่ให้แบรนด์ เราต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองให้เห็นถึงความตั้งใจจริงและทัศนคติการทำงาน จนกระทั่งได้รับความไว้วางใจให้ดูแลแบรนด์ต่อ
“โดยระหว่างนั้นเรายังมองหาพาร์ตเนอร์ที่ใช้สินค้าเราจริง และสามารถเป็นกระบอกเสียงให้ได้ ซึ่งเราคุยกับคุณหนุ่ม กรรชัยหลายรอบ และทดลองใช้สินค้าจนสนใจเป็นพาร์ตเนอร์ธุรกิจ โดยร่วมกันทำงานตั้งแต่เริ่มคิดตกผลึก เราหาข้อมูลตลาด และศึกษาความต้องการลูกค้า ขณะที่คุณหนุ่มช่วยให้ความเห็นและทดลองใช้จนออกเป็นสินค้า เพราะเขาจะไม่พูดถ้าไม่ได้ใช้สินค้าจริง”

หลังจากมั่นใจในความพร้อมด้านผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค นพรัตน์จึงเดินหน้าทำการตลาดแบรนด์ LYO โดยเน้นสื่อประชาสัมพันธ์นอกบ้าน (Out-of-Home Advertising หรือ OOH) เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ รวมถึงขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นระบบตัวแทนจำหน่าย โมเดิร์นเทรด ร้านค้าชั้นนำ ทีวีช็อปปิ้ง และช่องทางออนไลน์
ขณะเดียวกันยังเสริมความแข็งแกร่งด้านการผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการขยายธุรกิจในอนาคต ด้วยการซื้อกิจการบริษัท ดีโอเค สกิน จำกัด ในปี 2565 ซึ่งดำเนินธุรกิจรับจ้างผลิตและออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแบบครบวงจรภายใต้แบรนด์ของลูกค้า โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ได้วิจัยและพัฒนาคิดค้นสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า อีกทั้งมีนวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมกระบวนการผลิตที่ทันสมัย ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล รวมถึงการให้บริการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์
“เรามีโรงงานที่สมุทรสาครผลิต LYO เป็นหลักและรับจ้างผลิตบ้าง ด้วยกำลังการผลิตปัจจุบันเพียงพอรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต ซึ่งโรงงานเราเป็น R&D ด้วย เพราะ LYO โดดเด่นเรื่องการคิดค้นสูตรจากโรงงานของเรา ทำให้เราสามารถรักษาความลับของสูตร และปรับตัวให้ก้าวทันนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงการควบคุมคุณภาพให้ลูกค้าได้รับสินค้าที่ดี ปลอดภัย และรักษามาตรฐานของตัวเอง โดยครอบคลุมเรื่องการขนส่งสินค้าหรือโลจิสติกส์ต่างๆ ซึ่งเรามองว่า การมีโรงงานสามารถสนับสนุนแบรนด์ให้เติบโตมากขึ้น” นพรัตน์กล่าวถึงการพัฒนานวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มประเภทผลิตภัณฑ์และคุณสมบัติการใช้งานที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแตกต่างกัน รวมถึงขยายธุรกิจผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแบรนด์ Hone (โฮน) ในปี 2565 นำโดยผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้าด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสที่ผู้บริโภคให้ความสนใจดูแลผิวมากขึ้น พร้อมตอบสนองความต้องการในประเทศและต่างประเทศ

ในปัจจุบันบริษัทจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ 3 กลุ่มภายใต้ 3 แบรนด์หลัก ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะแบรนด์ LYO ได้แก่ แชมพู ครีมนวดผม และแฮร์โทนิคลดผมขาดร่วง (LYO Anti-Hair Loss) แชมพูปิดผมขาว (LYO Hair Color) และผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมจากสารสกัดสมุนไพร (LYO Herbal) กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแบรนด์ Hone ได้แก่ เซรั่ม และครีมกันแดด รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแบรนด์ Ver.88 ได้แก่ แป้งผสมรองพื้นหรือแป้งดินน้ำมัน รองพื้น คุชชั่น บลัชเชอร์ ลิปสติก ลิปออยล์ อายไลเนอร์ ดินสอเขียนคิ้ว เป็นต้น
“การปรับตัวเร็วทำให้เราอยู่รอด 3 คำที่เราใช้ทุกวันคือ learn, unlearn และ relearn เราเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา สิ่งเดิมในอดีตเราไม่สามารถใช้ได้ในอนาคต และเราพร้อมเริ่มต้นใหม่เสมอ โดยปัจจุบันเราขยายกลุ่มสินค้าจากเครื่องสำอางเป็น hair care และ skincare ชื่อ Hone มาจากโหนกระแส ซึ่งแบรนด์ LYO เป็นรายได้หลักกว่า 90%
“และปีนี้เราวางแผนขยายพอร์ตอื่นๆ ผ่านการพัฒนาสินค้าเพิ่มความหลากหลาย รวมถึงลงทุนธุรกิจใหม่นอกจากกลุ่มสุขภาพและความงาม เพราะเรามองเห็นโอกาสธุรกิจจากมูลค่าตลาดและการเติบโตเรื่อยๆ ด้วยศักยภาพ วันนี้เราเก่งเรื่องอี-คอมเมิร์ซ โมเดิร์นเทรด การขายครบวงจร ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าเราภายใน 24 ชั่วโมง เรามีพาร์ตเนอร์ที่แข็งแรง ทีมงานพร้อม เรามองว่าถ้าเราทำธุรกิจนี้ เรามีโอกาสขึ้น top tier ได้”

รุกเปิดตลาดต่างแดน
แนวโน้มธุรกิจสุขภาพและความงามในอนาคตสร้างความเชื่อมั่นให้นพรัตน์นำบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สร้างการเติบโตในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ภาพรวมตลาดความงามในภูมิภาคอาเซียนของสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทยมีมูลค่าประมาณ 3.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 1.2 ล้านล้านบาท หรืออัตราเติบโตเฉลี่ย 16% ต่อปี (CAGR ปี 2567-2571)
โดยเฉพาะประเทศไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอันดับต้นของภูมิภาคประมาณ 11% ต่อปี และความนิยมใช้เครื่องสำอางกลุ่ม clean beauty ตอบโจทย์กระแสรักษ์โลก ทั้งด้านการใช้วัตถุดิบ กระบวนการผลิต และบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ รวมถึงช่องทางจำหน่ายออนไลน์ และ beauty tech ด้วยการนำ AI และบิ๊กดาต้าวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมแตกต่างกัน
ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะทั่วโลก โดย International Metal-working Companies หรือ IMARC Group คาดการณ์มูลค่าตลาดสูงถึง 1.1 แสนล้านเหรียญในปี 2571 ส่วนในประเทศไทย Euromonitor International คาดการณ์มูลค่า 5.84 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 7% ต่อปีจาก 4.23 หมื่นล้านบาทในปี 2567 ด้วยปัจจัยสนับสนุนศักยภาพการเติบโต ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ ความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เทรนด์การใส่ใจดูแลสุขภาพและความงามของผู้บริโภค
ส่วนผลิตภัณฑ์ดูแลผิวถือเป็นตลาดที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความงามของประเทศไทย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่ม green beauty ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีรุนแรงหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ส่วนผสมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มได้รับความสนใจและเติบโตมากขึ้น
เช่นเดียวกับความสำคัญของตลาดเครื่องสำอางไทยที่มีการขยายตัวในทิศทางเดียวกับตลาดโลก ซึ่งถือเป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมที่ช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) โดยประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากประเทศสิงคโปร์ และอันดับ 18 ของโลกด้วยมูลค่า 2.59 พันล้านเหรียญ (มกราคม ปี 2568)
“เรามองการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นการยกระดับโครงสร้างองค์กรและธรรมาภิบาลทำให้บริษัทมีการเติบโตในระยะยาว และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรของเรา ซึ่งแผนปีนี้นอกจากการเพิ่มธุรกิจ เราจะขยายไลน์ผลิตเดิมที่แข็งแรงอยู่แล้วและออกสินค้าใหม่ ทั้งนวัตกรรมจากต่างประเทศที่เราศึกษามานาน และการเปิดตัวสีผมใหม่เพื่อขยายฐานกลุ่มวัยรุ่น

“สำหรับ Ver.88 ก็คล้ายกัน เราจะเจาะกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น ราคาเข้าถึงง่าย และทำออกมาเป็นคอลเล็กชั่นใหม่เรื่อยๆ โดยใช้ gimmick หรือสูตรเฉพาะที่เป็นของเราสร้างความแตกต่าง ส่วน Hone จะเริ่มออกสินค้า mass มากขึ้นตามความต้องการ รวมถึงยกระดับการขายและช่องทางอี-คอมเมิร์ซให้รายได้เข้า 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง” นพรัตน์กล่าวถึงกลยุทธ์ทางธุรกิจที่มุ่งเน้นความสามารถในการปรับตัวให้พร้อมรับโอกาสใหม่อย่างรวดเร็ว การออกสินค้าที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ลูกค้าได้ต่อเนื่องตามหลักการของแบรนด์ที่ต้องการการเติบโตในระยะยาว
โดยแผนการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในปีนี้ได้ให้ความสำคัญในการขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมมากขึ้นด้วยการเพิ่มผลิตภัณฑ์สีผมกลุ่มแฟชั่น ผลิตภัณฑ์บำรุงผม ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมนวัตกรรมใหม่ และศึกษาวิจัยกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นนอกจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เดิม รวมถึงการสร้างความแข็งแกร่งด้านช่องทางการจำหน่าย เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงการซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ขณะเดียวกันยังเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีมูลค่าตลาดใหญ่และประชากรให้ความสำคัญกับสมุนไพรไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมาบริษัทได้ปิดดีลเซ็นสัญญาในจีนและฮ่องกง ได้แก่ Suwan เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายแบรนด์ LYO แบบ exclusive distributor แต่เพียงผู้เดียว รวมถึงแต่งตั้ง Nexora เป็นตัวแทนจำหน่ายแบบ cross-border e-commerce บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้ง Tmall Global, JD Worldwide, Douyin Global, และ Xiaohongshu Global โดยอยู่ระหว่างการจัดส่งผลิตภัณฑ์จำหน่าย พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์การทำตลาดแบบ 360 องศา ทั้งด้านอี-คอมเมิร์ซและการทำตลาดครอบคลุมการขายทุกมิติ
“การเริ่มต้นความร่วมมือเกิดจากความตั้งใจขยายตลาดต่างประเทศ โดยเราออกงานกับกระทรวงพาณิชย์หลายครั้งทำให้ลูกค้าเข้ามาหาเรา และเมื่อพูดคุยกันเขามองในทิศทางเดียวกับเรา ซึ่งสินค้าเริ่มต้นยังเป็นแบรนด์ LYO แบรนด์เดียว แต่นำไปครบทุก SKU โดยต้องใช้เวลาในการรับรู้และการทำตลาดกับลูกค้าเพื่อหาสินค้าเรือธงในจีน
"ซึ่งเราเชื่อมั่นในจุดเด่นของเราที่ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์และสูตรที่คิดค้นโดยเภสัชกร เพราะตลาดจีนให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาไทย และการใช้สารสกัดจากธรรมชาติ โดยเฉพาะอัญชันและมะกรูดไม่มีในประเทศจีน” นพรัตน์ย้ำความมั่นใจในจุดแข็งของธุรกิจด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับสารสกัดจากธรรมชาติและภูมิปัญญาไทย ซึ่งผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่นและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของบริษัทต่อเนื่องยาวนาน รวมถึงความพร้อมปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านกลยุทธ์ธุรกิจ แผนการตลาด และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสความนิยมและความต้องการของผู้บริโภค

นอกจากนั้น บริษัทยังให้ความสำคัญกับการขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางการจัดจำหน่าย ทั้งลูกค้าประเภทตัวแทนจำหน่ายค้าส่งรายใหญ่และผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ ผ่านช่องทางการจำหน่ายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจำหน่าย (agent) ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (modern trade) และช่องทางการสั่งซื้อที่บ้าน (home shopping) รวมถึงการจำหน่ายผ่านออนไลน์ ด้วยการจัดกิจกรรมให้ความรู้และสนับสนุนตัวแทนจำหน่ายเพื่อเพิ่มศักยภาพในการขยายธุรกิจ และสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ซ้ำ พร้อมคัดเลือกและสรรหาตัวแทนจำหน่ายที่มีศักยภาพควบคู่กับการรักษาฐานลูกค้าเดิม
“ความแตกต่างของเรามีความชัดเจนด้านคุณภาพที่ทำให้เราแข่งขันได้ในวันนี้ ถ้าคุณภาพไม่ดีหรือลูกค้าไม่ชอบเราคงอยู่ไม่ได้นาน เพราะเราขายสินค้าเน้นคุณภาพในระยะยาว ไม่ใช่สินค้าที่เป็นกระแส ซึ่งจุดแข็งธุรกิจของเราอยู่ที่คุณภาพ ความซื่อสัตย์และความจริงใจกับลูกค้า รวมถึงการปรับตัวให้ทันยุคสมัยตลอดเวลา โดยเฉพาะในธุรกิจที่การแข่งขันรุนแรง พฤติกรรมและความต้องการผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงเร็ว เราต้องทำให้ทัน ซึ่งเป้าหมายรายได้ที่เราวางไว้ในปีนี้เติบโตไม่น้อยกว่า 30% และ 1 พันล้านบาทในปี 2570 โดยมีความเป็นไปได้จากแผนต่างๆ ที่เตรียมไว้และการขยายธุรกิจในต่างประเทศ”
ผู้ก่อตั้งธุรกิจวัย 38 ปี ปิดท้ายถึงหลักการบริหารที่ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันเป็นทีม ให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นในการขับเคลื่อนสร้างการเติบโตทางธุรกิจสู่เป้าหมายเดียวกัน ด้วยการกำหนดค่านิยมองค์กร “EIGHT” ประกอบด้วย Excellent การเป็นเลิศในด้านคุณภาพและบริการ, Innovation สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน, Growth พร้อมเติบโตไปด้วยกัน, Honesty ซื่อสัตย์และโปร่งใส และ Teamwork การทำงานเป็นทีม
“ความท้าทายและโอกาสในอนาคตเราเริ่มจากการปรับปรุงตัวเราก่อน และมองว่าธุรกิจเราเน้นคุณภาพและกลยุทธ์ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการตลาด ช่องทางการขาย การออกสินค้าใหม่ตลอดเวลา เราต้องปรับตัวให้ทัน ซึ่งหลักบริหารของเราเน้นการทำงานเป็นทีมเวิร์ก โดยให้มององค์กรเป็นครอบครัว และมองเราไม่ใช่เจ้านาย ทำให้เขากล้าพูดกับเรา ซึ่งเรายังเปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความเห็นได้ โดยสุดท้ายเราจะตกผลึกกันเป็นคำตอบที่ตรงกัน เพราะทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน”
ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : นัทธมน พิศาลกิจวนิช ถอดรหัสสุกี้พันล้าน


