สุรีย์พร พูนศักดิ์ไพศาล ปั้น “ชงดี-ชั้นดี” จากชาใต้ถึงน้ำเต้าหู้ เสิร์ฟธุรกิจเครื่องดื่มร้อยล้าน

สุรีย์พร พูนศักดิ์ไพศาล ปั้น “ชงดี-ชั้นดี” จากชาใต้ถึงน้ำเต้าหู้ เสิร์ฟธุรกิจเครื่องดื่มร้อยล้าน

จากอดีตคนทำงานเอเจนซีสู่ผู้ประกอบการ F&B “สุรีย์พร พูนศักดิ์ไพศาล” เปลี่ยนความชอบในชาใต้ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “ชงดี” แบรนด์ชาไทยที่เติบโตจากร้านป๊อปอัพขนาด 8 ตารางเมตร สู่ธุรกิจรายได้ 100 ล้านบาท ก่อนต่อยอดเมนูน้ำเต้าหู้สู่ “ชั้นดี” อีกหนึ่งแบรนด์ที่กำลังขยายตัว พร้อมโจทย์ใหม่ของการบริหารสองแบรนด์และการสร้างทีมให้เติบโตไปพร้อมกัน


    บรรยากาศในวันธรรมดาของ “ชงดี” ที่วัน แบงค็อก ซึ่งเป็นร้านแฟล็กชิปสโตร์ แม้จะผ่านช่วงเที่ยงมาแล้ว แต่หน้าร้านยังเต็มไปด้วยผู้คนและพนักงานออฟฟิศจากพื้นที่โดยรอบ ที่ต่อแถวเพื่อรอซื้อเครื่องดื่มของแบรนด์นี้

    “ความอร่อยยังคงเป็นสิ่งสำคัญ ขณะที่อีกส่วนคือแบรนดิ้งที่ต้องชัดเจน และเมื่อธุรกิจเริ่มขยาย สิ่งที่สำคัญขึ้นมาอีกคือทำให้ทุกสาขาสามารถรักษาคุณภาพและมาตรฐานการปฏิบัติงานให้ใกล้เคียงกัน” คำกล่าวของ ก้อย-สุรีย์พร พูนศักดิ์ไพศาล ผู้ร่วมก่อตั้ง “ชงดี” (Chongdee) ร้านชาใต้ที่ปัจจุบันขยายไปแล้ว 16 สาขา มียอดขายกว่า 1 แสนแก้วต่อเดือน ขณะที่บริษัท ชงดีพูนผล จำกัด สร้างรายได้ร้อยล้านบาทในปี 2568 ที่ผ่านมา พร้อมๆ กับการขยายสู่แบรนด์ใหม่อย่าง “ชั้นดี” (Chandee)

    Forbes Thailand มีนัดกับพูดคุยกับเธอ ก่อนที่บทสนทนาจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางแก้วแล้วแก้วเล่าที่ถูกเสิร์ฟจากเคาน์เตอร์ถึงมือลูกค้า

    ย้อนกลับไปไม่นาน เธอยังเป็นพนักงานออฟฟิศในบริษัทเอเจนซีโฆษณา หลังเรียนจบจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ งานของเธอในเวลานั้นเกี่ยวข้องกับการทำแบรนดิ้ง ดูแลแอกเคานต์ลูกค้า และวางกลยุทธ์ให้กับแบรนด์ต่างๆ แต่เมื่ออายุ 34 ปี หรือเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เธอตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อเริ่มต้นทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง

    ชงดีเริ่มจากบทสนทนาในครอบครัว เมื่อพี่เขยซึ่งเป็นคนใต้และชื่นชอบการดื่มชา มักพูดถึงชาไทยในกรุงเทพฯ ว่าเหตุใดจึงมีแต่ชาสีส้ม และรสชาติไม่เหมือนกับชาใต้ที่เขาคุ้นเคย คำถามนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอได้ลองชิมชาจากภาคใต้ ทั้งจากการที่พี่เขยนำขึ้นมาให้ดื่มและการเดินทางลงไปชิมด้วยตัวเอง จนพบว่าชาใต้มีรสชาติที่เธอชื่นชอบ และที่สำคัญคือคาแรกเตอร์ของชาแบบนี้ยังมีให้เห็นไม่มากนักในกรุงเทพฯ

    เมื่อประกอบเข้ากับประสบการณ์จากวงการเอเจนซีและความฝันที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เธอจึงตัดสินใจว่า “หากไม่เริ่มตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เริ่มเมื่อไร” ก่อนจะลุยลองผิดลองถูกกับธุรกิจร้านชาไทย แม้ในเวลานั้นจะรู้ดีว่าตลาดเครื่องดื่มมีตัวเลือกอยู่มาก ทั้งชาไทย ชาประเภทอื่น รวมถึงเครื่องดื่มอีกมากมายที่สามารถเป็นสินค้าทดแทนกันได้ โจทย์จึงไม่ได้อยู่แค่การมีชาใต้ที่แตกต่าง แต่คือการทำอย่างไรให้ความแตกต่างนั้นกลายเป็นเหตุผลที่ผู้บริโภคอยากเข้ามาลอง

​


500 แก้ว ในพื้นที่เล็กๆ ของเซ็นทรัล

    สุรีย์พรเล่าว่า ชงดีไม่ได้ตั้งต้นจากความคิดว่าจะขายเพียงเครื่องดื่ม หากต้องการขายประสบการณ์ โดยนำของกินแบบไทยๆ ที่คนคุ้นเคยมาจับคู่กับเครื่องดื่ม และทำให้สิ่งที่ดูเป็นของธรรมดากลับมามีเสน่ห์และคุณค่ามากขึ้น

    ปาท่องโก๋ ข้าวเม่า และขนมปัง จึงถูกเลือกมาเสิร์ฟพร้อมกับชาของชงดี ขนมเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว แต่เมื่อถูกนำมาจัดวางและออกแบบใหม่ ก็สามารถสร้างมูลค่าและเรื่องราวขึ้นมาได้ กลายเป็นแนวคิด “The Charms of Local Taste” ของแบรนด์

    ชงดีเป็นธุรกิจครอบครัวที่มีผู้ก่อตั้ง 4 คน ได้แก่ตัวเธอเอง พี่สาว พี่เขย และคุณแม่ โดยคุณแม่เป็นผู้ดูแลเรื่องสูตรและครัวทั้งหมด ส่วนเธอ พี่สาว และพี่เขย ก่อนหน้านั้นต่างทำงานในองค์กรเอกชน ประสบการณ์จากการทำงานในโลกคอร์ปอเรตจึงถูกนำมาใช้กับธุรกิจ แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือ “รสชาติ” ที่คนในครอบครัวชอบและอยากให้ลูกค้าได้กิน ทำให้ทั้งเครื่องดื่มและขนมของชงดีมีรสชาติที่เธอนิยามว่า “โฮมเมด”

    “เราแพลนตั้งแต่เดย์วันว่าจะขายชาไทยคู่กับขนมโลคอล เราคิดว่าน้ำจะอร่อยขึ้นเมื่อมีขนมไปด้วย และน่าจะเป็นขนมที่ถูกจริตของคนไทย” สุรีย์พรกล่าว

    โอกาสแรกของชงดีเกิดขึ้นจากโครงการผู้ประกอบการของเซ็นทรัล ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้ทดลองขายจริง เธอมีโอกาสเข้าเรียนในหลักสูตรดังกล่าว ก่อนจะเข้าสู่การพิชชิ่งและได้อันดับ 1 พร้อมพื้นที่ 8 ตารางเมตรสำหรับป๊อปอัพสโตร์ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว

    ตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน ชงดีเสิร์ฟชาไทยคู่กับปาท่องโก๋ และแนวทางของโปรดักต์กับแบรนดิ้งก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากจุดนั้น เพียงแต่ค่อยๆ ขยายและสเกลขึ้นตามโอกาสที่เข้ามา 

    “ตอนนั้นพอเป็นป๊อปอัพสโตร์ก็ยังไม่ได้คาดหวังว่าจะมีกี่สาขา หรือสุดท้ายจะเติบโตไปในทิศทางไหน แพลนแค่ว่าอยากทำแบรนด์นี้ ขายแบบนี้ โปรดักต์แบบนี้ เรียกว่าลองผิดลองถูกมากกว่า” สุรีย์พรกล่าว

    พร้อมทั้งระบุว่า ช่วงปีแรกชงดีไม่ได้ใช้งบโฆษณาเลย สิ่งที่เกิดขึ้นแทนคือการบอกต่อและรีวิวแบบออร์แกนิก ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดชาไทยกำลังเติบโต เมื่อเริ่มมีคนมาต่อแถว เธอก็ยังไม่ได้มองว่าการมีแถวหมายความว่าชงดีประสบความสำเร็จแล้ว เพราะหากลูกค้าลองแล้วไม่ชอบ วันหนึ่งแถวก็จะสั้นลง เพราะไม่มีการซื้อซ้ำ ช่วงแรกจึงเป็นการรอดูว่าชาใต้ของชงดีจะตรงกับรสนิยมของคนกรุงเทพฯ หรือไม่ และเพียงสัปดาห์ที่สอง ชงดีสามารถขายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 500 แก้ว

    สำหรับเธอ แบรนดิ้งมีบทบาทในการทำให้คนหยุดและอยากลอง แต่จะชอบหรือไม่นั้นเป็นสิทธิ์ของลูกค้า หากแบรนด์ไม่สามารถดึงดูดสายตาได้ตั้งแต่แรก ก็อาจถูกมองผ่านไปโดยไม่มีโอกาสให้โปรดักต์ได้พิสูจน์ตัวเอง


​

จากร้านชา สู่พื้นที่เล่าเรื่องชาไทย

    ประมาณ 5-6 เดือนหลังเริ่มต้น สุรีย์พรเริ่มรู้สึกว่าพื้นที่ของแต่ละสาขาไม่เพียงพอสำหรับเรื่องราวทั้งหมดที่ชงดีอยากเล่า ทั้งเรื่องของชาไทย ชาที่ใช้ วิธีการชง และกระบวนการคราฟต์ของแบรนด์ ความคิดเรื่อง “โรงชาชงดี” จึงเกิดขึ้นจากความต้องการอยากให้คนเห็นว่าชาไทยสามารถไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่

    ภาพที่เธอนึกถึงคือร้านกาแฟขนาดใหญ่และสวยงามที่เห็นเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ เธออยากให้ประเทศไทยมีร้านชาในลักษณะเดียวกัน เป็นพื้นที่ที่ทำให้คนไทยรู้สึกภูมิใจ และทำให้ชาวต่างชาติได้เห็นว่าเครื่องดื่มจากไทยสามารถมีเรื่องราวและคุณค่าได้มากกว่าที่คุ้นเคย แฟล็กชิปสโตร์ของชงดีในวัน แบงค็อก จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจนั้น

    สำหรับแฟล็กชิปสโตร์ของชงดีในวัน แบงค็อก ตั้งอยู่ที่โซน The Storeys ชั้น 1 นอกจากพื้นที่นั่งภายในร้านแล้ว ยังมีมุมที่สะท้อนคาแรกเตอร์ของชงดี ทั้งกายักษ์ มุมตุ๊กตาปาท่องโก๋ และเครื่องสกัดชาด้วยระบบ steam distillation ที่ใช้ในการชงชาของชงดี โดยเป็นใบชาซีลอนธรรมชาติที่แบรนด์ระบุว่าไม่แต่งสีและไม่แต่งกลิ่น

    ขณะเดียวกัน สาขานี้ยังมีเมนูพิเศษทั้งเครื่องดื่มและขนม อาทิ shots seasonal tea blend ชาช็อตเข้มข้น 4 รสชาติ ชาชงดีอู่หลงสเลอปี้ บิงซูชาไทยน้ำมะพร้าวน้ำตาลโตนด บิงซูมันเดือย และกล้วยข้าวเม่าสติ๊ก โดยตลอดช่วงเวลาที่พูดคุย มีผู้คนทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งลูกค้าที่แวะเวียนมาซื้อเครื่องดื่มและขนม รวมถึงคนที่เข้ามานั่งใช้เวลาในร้าน

​

​

    จากนั้น เมื่อธุรกิจเริ่มขยายตัว คำถามต่อมาจึงไม่ใช่เพียงว่าจะเปิดสาขาที่ไหนในประเทศ แต่คือเมื่อไรที่ชงดีควรลองออกไปต่างประเทศ สุรีย์พรกล่าวว่า โอกาสจากต่างประเทศมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งชงดีไม่ได้เลือกว่าตลาดไหนใหญ่ที่สุด แต่เลือกจากประเทศที่รู้สึกว่าสามารถบริหารจัดการได้สะดวก และมีคาแรกเตอร์การดื่มชาที่ใกล้เคียงกับคนไทย ประเทศแรกจึงเป็นมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันชงดีมี 2 สาขาแล้ว

    “การไปต่างประเทศไม่ได้หมายความว่าต้องรู้ทุกอย่างก่อน หากคิดว่าพร้อมในระดับหนึ่ง การลงมือทำจะทำให้รู้ว่าธุรกิจสามารถเดินต่อไปได้หรือไม่ จุดที่คิดว่าควรไปต่างประเทศแล้วก็คือไม่ลองไม่รู้ ถ้าคิดว่าพร้อมประมาณหนึ่ง ก็ไปเลย” สุรีย์พรกล่าว

    จากร้านป๊อปอัพขนาด 8 ตารางเมตรในวันนั้น ชงดีเดินทางมาถึงปีที่ 3 ด้วยจำนวน 14 สาขาในประเทศไทย และอีก 2 สาขาในมาเลเซีย ขณะที่ปริมาณการขายอยู่ที่ 1 แสนแก้วต่อเดือนรวมทุกสาขา โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มีรายได้รวม 100 ล้านบาท และกำไร 15.4 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขายเติบโตเป็น 2 เท่าในปีนี้

    “สิ่งที่ทำให้ธุรกิจ F&B เดินต่อได้ ไม่ใช่เพียงความแตกต่างของโปรดักต์ เพราะสุดท้ายแล้วความอร่อยยังคงเป็นสิ่งสำคัญ ขณะที่อีกส่วนคือแบรนดิ้งที่ต้องชัดเจน และเมื่อธุรกิจเริ่มขยาย สิ่งที่สำคัญขึ้นมาอีกคือทำให้ทุกสาขาสามารถรักษาคุณภาพและมาตรฐานการปฏิบัติงานให้ใกล้เคียงกัน” สุรีย์พรกล่าว

​


เมื่อเมนูหนึ่งแก้ว โตจนต้องมีแบรนด์ของตัวเอง

    เมื่อชงดีดำเนินธุรกิจได้ประมาณ 2 ปีครึ่ง สุรีย์พรเริ่มเห็นโอกาสอีกด้านจากเมนูที่มีอยู่แล้ว นั่นคือ “น้ำเต้าหู้” ซึ่งเดิมทีเป็นเมนูสำหรับลูกค้าที่ไม่ต้องการดื่มชา โดยเป็นน้ำเต้าหู้โฮมเมดจากครอบครัว เมื่อได้การตอบรับที่ดี ชงดีก็เริ่มนำเมนูนี้ไปขายในหลายสาขาตามเสียงเรียกร้อง และยอดขายของน้ำเต้าหู้ก็เติบโตขึ้นต่อเนื่องตลอด 2 ปี

    การเติบโตของเมนูดังกล่าวก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือเธอยังรู้สึกสนุกกับเมนูนี้และมองว่าน้ำเต้าหู้สามารถพัฒนาไปได้อีกมาก จึงเกิดคำถามว่า “หากต้องการให้น้ำเต้าหู้ได้เฉิดฉายจริงๆ ทำไมต้องอยู่ในร้านชาไทย” ต่อข้อถามนั้น “ชั้นดี” จึงถือกำเนิดขึ้นเป็นแบรนด์ใหม่ที่แตกออกมาจากชงดี ถูกตั้งชื่อให้สอดคล้องกันไม่ต่างจากฝาแฝด และสะท้อน DNA ของการคัดสรรสิ่งดีๆ ให้ลูกค้า

    สำหรับชั้นดี เปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัล ลาดพร้าวเช่นกัน และปัจจุบันมี 5 สาขา ด้วยยอดขายรวมกันราว 3 พันแก้วต่อวัน โดยเธอตั้งเป้าการขยายสาขาในอนาคตให้เติบโตไม่แพ้ชงดี

    “ชั้นดีเพิ่งเปิดมาได้ 3 เดือนกว่า ยังอยากใช้เวลาอยู่กับตลาดในประเทศก่อน แม้จะมีผู้ติดต่อจากต่างประเทศเข้ามาแล้วก็ตาม เพราะยังสนุกกับการพัฒนาแบรนด์ใหม่ และมองว่าชั้นดียังมีศักยภาพที่จะเดินตามชงดีไปได้” สุรีย์พรกล่าว

    อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่าการเปิดชั้นดีสร้างแรงกดดันให้ตัวเองมากกว่าตอนเริ่มทำชงดี เพราะมีประสบการณ์จากการทำแบรนด์แรกมาแล้ว เมื่อเปิดแบรนด์ใหม่จึงเกิดคำถามทันทีว่าจะมีคนมาต่อแถวหรือไม่ และคาดหวังว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ยิ่งรู้มาก ความกดดันก็ยิ่งมากขึ้น ต่างจากวันที่ยังไม่รู้อะไร ซึ่งสามารถลงมือทำไปได้โดยไม่ได้แบกความคาดหวังมากนัก

​


ตลาดยังแข่งดุ “เหนื่อย” แต่ได้ “ชาเลนจ์”

    เมื่อชงดีกำลังเข้าสู่ปีที่ 4 แต่การแข่งขันในตลาดนั้นไม่ได้ง่ายขึ้น ตรงกันข้าม สุรีย์พรมองว่าการแข่งขันดุเดือดขึ้นทุกปี โดยเฉพาะเมื่อมีแบรนด์ต่างชาติเข้ามาเพิ่ม ขณะที่ผู้ประกอบการไทยเองก็พยายามกันอย่างเต็มที่ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีแบรนด์เครื่องดื่มชามากกว่า 45 แบรนด์ มูลค่าตลาดรวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท และเติบโตเฉลี่ย 20-30% ต่อปี

    ชงดีจึงต้องออกโปรดักต์ซีซันนอลแทบจะเดือนเว้นเดือน รวมถึงทำแคมเปญต่างๆ เพื่อรับมือกับตลาดที่เปลี่ยนแปลง เพราะร้านชาเองมีคู่แข่งในหลายรูปแบบ ทั้งชาไทยด้วยกัน ชาไข่มุก และชาฮ่องกง ซึ่งสามารถทดแทนกันได้ในมุมของผู้บริโภค คนที่ตั้งใจจะดื่มชาไทยอาจเปลี่ยนใจไปเลือกชานมได้ หากเจอสิ่งที่ตอบโจทย์กว่าในเวลานั้น

    เช่นเดียวกับน้ำเต้าหู้ แม้ชั้นดีจะมีคู่แข่งโดยตรงไม่มากและไม่ได้ถูกทดแทนด้วยเครื่องดื่มประเภทเดียวกันเสมอไป แต่สุดท้ายผู้บริโภคก็มีโควต้าในการดื่มเครื่องดื่มในแต่ละวัน หากมีน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มสุขภาพอื่นๆ ที่ตอบโจทย์ในเวลานั้น ก็สามารถเป็นตัวเลือกแทนกันได้ ตลาดที่ยากขึ้นจึงกลายเป็นทั้งแรงกดดันและโจทย์ใหม่สำหรับชงดีและชั้นดี

    “ถึงจะเหนื่อยที่ตลาดแข่งขันดุเดือดขึ้นทุกปี แต่ก็ทำให้เราชาเลนจ์ขึ้นทุกปีด้วย” สุรีย์พรกล่าว


“สร้างคน” ยากกว่า “สร้างแบรนด์”

    การสร้างแบรนด์ที่สองอย่างชั้นดีทำให้บทบาทของสุรีย์พรเปลี่ยนไป เดิมเธอเป็นคนที่ลงรายละเอียดกับแบรนด์ด้วยตัวเอง ตั้งแต่โทนสี โลโก้ ตุ๊กตา ไปจนถึงการออกแบบร้าน เพราะสนุกกับงานแบรนดิ้ง แต่เมื่อจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นและมีแบรนด์ที่สอง สิ่งที่รู้ชัดขึ้นคือไม่สามารถทำทุกอย่างด้วยตัวเองได้อีกต่อไป จากคนทำแบรนด์ เธอจึงต้องเปลี่ยนหมวกมาเป็นคน “นำทีม”

    “เราทำคนเดียว สนุกคนเดียวอาจจะไม่ไหว ต้องเปลี่ยนหมวกมาเป็นผู้นำทีมมากขึ้น” เธอกล่าว ปัจจุบันชงดีและชั้นดีมีพนักงานรวมกันมากกว่า 100 คน ทั้งสำนักงาน ครัวกลาง และหน้าสาขา โดยทั้งสองแบรนด์จดทะเบียนเป็นคนละบริษัท ชงดีในชื่อ “บริษัท ชงดีพูนผล จำกัด” และชั้นดีในชื่อ “บริษัท ชั้นดีทวีคูณ จำกัด” แม้ทั้งสองแบรนด์จะมีสไตล์ที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เธอต้องการให้มีร่วมกันคือ DNA ขององค์กร

    เมื่อธุรกิจไม่ได้มีเพียงสาขาเดียว การสร้างวัฒนธรรมให้คนในทีมรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของจึงกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญ เพราะเจ้าของไม่สามารถไปยืนขายเองได้ทุกสาขา สิ่งที่ต้องทำคือสร้างทีมที่สามารถดูแลลูกค้าได้ในแบบเดียวกับที่เจ้าของต้องการ

    เธอมองว่าการสร้างทีมเป็นหนึ่งในสิ่งที่พยายามทำมากที่สุดในช่วงนี้ เพราะเมื่อธุรกิจขยายขึ้น บุคลากรกลายเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนองค์กร ระบบสามารถพัฒนาได้ เครื่องมือสามารถพัฒนาได้ แต่คนเป็นอีกโลกหนึ่งที่ไม่มีกรอบตายตัว นี่คือสิ่งที่เธอมองว่าเป็นความท้าทายที่สุดในการสเกลธุรกิจ

​


“ไม่ทำ” แพงกว่า “ทำแล้วพลาด”

    ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สุรีย์พรบอกว่าเธอผิดพลาดแทบทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงแรก บางครั้งทำเมนูขึ้นมาเพราะอยากทำ แต่เมื่อลูกค้าไม่รู้จักหรือไม่เลือกซื้อ เมนูนั้นก็ขายไม่ได้ ความผิดพลาดเหล่านั้นไม่ได้หายไปเฉยๆ แต่ถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลว่าเมนูแบบไหนที่น่าจะตรงกับลูกค้า จนเมื่อเวลาผ่านไป 3 ปี เธอรู้สึกว่าตัวเองจับจุดได้แล้วว่าลูกค้าชอบรสชาติแบบไหน

    “เราผิดทุกวัน แต่เอาความผิดพลาดมาปรับมากกว่า ดังนั้นรีบผิดเลย จะได้รีบปรับ คิดว่าประสบการณ์ที่แพงที่สุด คือการที่คิดแล้วเราไม่ทำ พอเรากลัวๆ กล้าๆ ไม่ได้ลองสักที กว่าจะมาลองแล้วสุดท้ายเฟล มันเสียเวลา” เธอกล่าว

    แนวคิดนี้แตกต่างจากตัวเธอในอดีต เธอบอกว่าตัวเองมีความเพอร์เฟคชั่นนิสต์สูง หากยังไม่รู้สึกว่าสิ่งนั้นสมบูรณ์ก็ไม่อยากปล่อยออกไป แต่การทำธุรกิจ ต่อให้คิดว่าสิ่งหนึ่งสมบูรณ์แบบ 100% เมื่อนำออกไปสู่ตลาดจริงก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จ ดังนั้น สิ่งที่มีต้นทุนสูงกว่าความผิดพลาดคือการคิดแล้วไม่ลงมือทำ

    เมื่อถามถึงสิ่งที่อยากฝากไปยังคนที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจ สุรีย์พรไม่ได้พูดถึงสูตรสำเร็จใดๆ แต่กลับย้อนไปที่วิธีคิดของตัวเอง สิ่งแรกคือการเริ่มจากสิ่งที่ชอบหรือรักจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรดักต์หรือสิ่งที่ต้องการนำเสนอผ่านแบรนด์ เพราะสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องอยู่ด้วยไปอีกนาน หากเริ่มต้นจากกระแสเพียงอย่างเดียว เมื่อกระแสหายไปและไม่ได้รู้สึกอินกับสิ่งนั้นจริงๆ ก็อาจไม่รู้ว่าจะเดินต่ออย่างไร

    อีกเรื่องคือ เมื่อเลือกแล้ว ให้ทำแผนที่คิดว่าดีที่สุดในเวลานั้นและลองทำ เพราะไม่มีทางรู้ว่าแผนบนกระดาษจะทำงานอย่างไรจนกว่าจะลงมือทำ

    จากประสบการณ์ เธอบอกว่าแผนที่คิดว่าดี 10 เต็ม 10 อาจกลายเป็นสิ่งที่ไม่เวิร์กเมื่อเจอกับตลาดจริง หมายความว่าไม่จำเป็นต้องเสียเวลารอจนทุกอย่างสมบูรณ์แบบ “รีบผิด รีบแก้”

    ท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกภูมิใจไม่ใช่เพียงตัวเลขทางธุรกิจ แม้วันนี้ชงดีจะเติบโตมาถึงระดับ “ชาร้อยล้าน” และมีเป้าหมายที่จะเติบโตต่อไปอีกมาก แต่สิ่งที่เธอภูมิใจมากกว่าคือการได้เห็นความตั้งใจที่ใส่ลงไปในแบรนด์และถูกใจผู้บริโภค จนคนเหล่านั้นเลือกเข้ามาสนับสนุนและเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์

    “เราภูมิใจ ไม่ใช่ในแง่ตัวเลขที่เราได้ร้อยล้าน แต่เราภูมิใจที่ความตั้งใจของเราไปถูกใจผู้บริโภคแล้วทำให้เขามาสนับสนุนเรา มาโตไปกับเรา เหมือนเป็นผลลัพธ์ของความตั้งใจเรา” สุรีย์พรกล่าวทิ้งท้าย




ภาพ: วรัชญ์ แพทย์ยานนท์ และ ชั้นดี




​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : กนกกัญจน์ มธุรพร ปรุงสูตร April's Bakery พันล้าน

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine