รุ่น 3 “ปรีดานนท์” รังสรรค์ Solace มิกซ์ยูสใหม่มาตรฐานระดับสากล

รุ่น 3 “ปรีดานนท์” รังสรรค์ Solace มิกซ์ยูสใหม่มาตรฐานระดับสากล

สมรภูมิการแข่งขันของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังคุกรุ่น รายใหญ่เดินหน้าขยายธุรกิจ รายกลางและเล็กทยอยลงทุน หลายรายหันมาพัฒนาโครงการด้วยคอนเซ็ปต์ใหม่ยกระดับสินค้าสู่พรีเมียม


    หลายคนอาจคุ้นชื่อ “ปรีดา กรุ๊ป” จากโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสูงสำหรับตลาดระดับกลาง (ระดับ B) อย่างโครงการ Grene Prime และ Grene Condo มาวันนี้ภายใต้การบริหารของทายาทธุรกิจรุ่น 3 ของครอบครัวปรีดานนท์ ปิติพัฒน์ ปรีดานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ปิยะฉัตร ปรีดานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปรีดา เรียล เอสเตท จำกัด สองพี่น้องที่ทุ่มเทให้กับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พวกเขาได้พัฒนาคอนโดมิเนียมสู่ระดับพรีเมียม มีสิ่งอำนวยความสะดวก และการออกแบบที่พร้อมสรรพด้วยบริการที่รอบด้านและให้มากกว่า  


จากธุรกิจก่อสร้างสู่คอนโดฯ

    “ในยุคที่คุณพ่อทำรับเหมาก่อสร้าง พอได้ที่ดินมาก็จะสร้างอะพาร์ตเมนต์ให้เช่า เรามีอะพาร์ตเมนต์อยู่ประมาณ 4-5 หลัง และคุณพ่อก็ทำจัดสรรมาเรื่อยๆ” สองพี่น้องปรีดานนท์ย้อนอดีตธุรกิจครอบครัวให้ทีมงาน Forbes Thailand ได้รับรู้พื้นเพการทำธุรกิจ จากงานรับเหมาก่อสร้างที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยคุณปู่ขยายมาสู่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยรุ่น 2 สมัยบิดาของพวกเขา 

    ปิยะฉัตรเล่าว่า “แต่เดิมสมัยอากงเป็นชาวจีนมาจากเมืองจีน เป็นช่างไม้ธรรมดา เป็นคนใช้แรงงานทั่วไป แต่โชคดีท่านมีโอกาสได้ผู้ใหญ่มาดูแลจึงมีโอกาสได้ทำงานรับเหมาก่อสร้าง ทีแรกก็เป็นงานเล็กๆ เพราะไม่ได้มีทุนทรัพย์อะไรมาก” เธอเล่าและว่า เนื่องจากอากงเป็นคนที่ตั้งใจทำงานผลงานดีจึงมีผู้ใหญ่มาช่วยดูแลและพาเข้าไปทำงานในวัง ในวัด อากงเลยมีโอกาสไปเป็นช่างไม้อยู่ในวัง รับงานมาเรื่อยจากนั้นเมื่อบิดาเรียนจบวิศวะจากสงขลาพอดีกับช่วงที่อากงเสีย ก็มารับไม้ต่อเลยได้มีโอกาสทำงานให้ในวังด้วย 

    “เดิมงานของเราเป็นงานรับเหมาในวังเป็นหลัก ในวังและในวัด เพราะฉะนั้นงานมันจะออกมาเป็นแบบสถาปัตยกรรมไทย เป็น unique style” ปิยะฉัตรเล่าว่า ด้วยความที่บิดาเป็นคนซื่อสัตย์ซื่อตรงและตั้งใจทำงาน ทำให้สถาปนิกในวังท่านหนึ่งเอ็นดูจึงเรียกให้มาช่วยงานบ่อย นี่คือความเป็นมาคร่าวๆ  ก่อนที่จะส่งต่อธุรกิจมาถึงพวกเขาในรุ่นที่ 3

    ทุกวันนี้ผ่านมากว่า 60 ปีก็ยังคงยืนหยัดในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง กระทั่งมาถึงรุ่น 3 ของครอบครัวปรีดานนท์ได้เดินหน้าในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มตัว พร้อมยกระดับการพัฒนาจากตลาดระดับกลางขึ้นมาสู่ระดับพรีเมียม (เกรด A) ด้วยแบรนด์ใหม่ “Solace Condo” Phahol-Pradipat ที่กำลังพัฒนาในปัจจุบัน 

    “Solace เป็นสินค้าใหม่ ตลาดประมาณ 3-8 ล้านบาท เป็นตลาดที่เราไม่เคยทำก็ต้องดูผู้เล่นในตลาดว่าเขาแข่งขันอะไร พยายามพัฒนาโครงการให้ดีที่สุด เป็นทางเลือกที่ดีกว่า” ปิติพัฒน์ กล่าวและว่า นี่คือความตั้งใจของพวกเขา ทายาทรุ่น 3 บ้านปรีดานนท์ที่มุ่งมั่นพัฒนาโครงการให้มีจุดเด่นเหนือคู่แข่ง ส่งผ่านรายละเอียดในแบบโครงการที่ให้มากกว่าคอนโดฯ ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นความสูงของฝ้าเพดาน ความสูงแต่ละชั้น และการจัดวางผังห้อง รวมถึงการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ และการจัดทำบริการส่วนกลางที่สูงกว่ามาตรฐานตามกฎหมาย เช่น ที่จอดรถในสัดส่วนถึง 64% (มี auto parking) บริการส่วนกลางที่ครบครัน รวมถึงการออกแบบที่แตกต่าง โดยคำนึงถึงการอยู่อาศัยการใช้พื้นที่ในอนาคต โดยพวกเขายืนหยัดเป็นทั้งเจ้าของและลูกบ้านในเวลาเดียวกัน 

    “โครงการที่ผ่านมาเราเข้าร่วมประชุมนิติด้วยทุกครั้ง เพราะเรา setup บริษัทบริหารนิติบุคคลขึ้นมาเอง เพื่อจะได้ครอบคลุมการดูแลหลังการขาย และการบริหารชุมชนที่ดีและได้มาตรฐาน” ปิติพัฒน์ชี้แจงอย่างเห็นภาพ เพราะคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่ผู้ประกอบการจะสร้างคอนโดฯ เสร็จแล้วจบเลย งานนิติบุคคลมอบหมายให้เจ้าของร่วมเลือกจ้างบริษัทภายนอกเข้ามาดูแล ซึ่งแน่นอนว่าการดูแลย่อมไม่ครอบคลุมเหมือนเจ้าของโครงการทำเอง ทำให้หลายโครงการบริหารนิติบุคคลไม่ประสบความสำเร็จ   



คุณภาพสูงมาตรฐานสากล

    สองพี่น้องปรีดานนท์ย้ำว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือ ทำอย่างไรให้โครงการออกมาดีและบริหารจัดการดี ลูกค้าอยู่แล้วสบายใจ เชื่อมั่นและบอกต่อ นั่นคือหัวใจสู่ความสำเร็จที่ทั้งคู่วางไว้เหมือนกัน โครงการต้องดีด้วยคุณภาพทั้งการออกแบบ งานก่อสร้าง และบริหารหลังการขาย เพราะสิ่งที่พวกเขาทำไม่ใช่สร้างเพื่อขายเพียงอย่างเดียว แต่เพื่ออยู่อาศัยเองควบคู่ไปด้วย 

    โครงการ Solace  นอกจากเป็นคอนโดพักอาศัยแล้ว บริเวณด้านหน้ายังมีพื้นที่สำนักงานเปิดให้บริการ ซึ่งที่นี่จะใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานของปรีดา เรียล เอสเตทด้วย ในพื้นที่ด้านหน้าประมาณ 7 ชั้นจะเป็นส่วนสำนักงานและพื้นที่รีเทล โดย Solace คอนโดมิเนียมสูง 50 ชั้นหลังนี้ พัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสที่พร้อมสำหรับทั้งอยู่อาศัย สำนักงาน และพื้นที่ค้าปลีก

    โครงการนี้พัฒนาขึ้นด้วยคอนเซ็ปต์ “โลกความสุขแนวตั้งที่ครบที่สุด: Live Worldticle Life” ถือเป็นโครงการมิกซ์ยูสแห่งแรกของปรีดา กรุ๊ป ที่ออกแบบรองรับตลาดระดับพรีเมียม ด้วยอาคารสูง 50 ชั้น บนพื้นที่เกือบ 4 ไร่ รวม 558  ยูนิต แบ่งเป็นห้องพักอาศัย 524 ยูนิต สำนักงาน 29 ยูนิต และร้านค้า 5 ยูนิต มูลค่าโครงการรวมประมาณ 3.2 พันล้านบาท โครงการโดดเด่นด้วยพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ ครอบคลุม 6 ชั้น และพื้นที่สีเขียวแนวตั้งและแนวราบรวมเกือบ 2 ไร่ เชื่อมโยงธรรมชาติเข้ากับการใช้ชีวิตแนวดิ่งด้วยแนวคิดการใช้ชีวิตบนอาคารสูง 

    โดยวางแผนว่าทุกอย่างต้องพร้อม ได้มาตรฐาน และปลอดภัย เช่น การออกแบบทางเข้าโครงการ และการวางตำแหน่งพื้นที่สำคัญอย่างห้องควบคุมระบบอาคาร “ห้อง control ระบบไฟจะอยู่สูงกว่าพื้นดิน 3 เมตร น้ำท่วมก็ไม่เป็นไร เรื่องแบบนี้บางทีผู้ออกแบบเขาก็คิดไม่ถึง เขาก็ไม่ได้ผิดนะเพียงแต่ว่าเขาอาจจะไม่ได้คิดถึงจุดนี้ แต่เราจะคิดค่อนข้างละเอียด” ปิติพัฒน์ย้ำและว่า งานที่ผ่านการคิดและออกแบบมาอย่างละเอียดได้รับการพิสูจน์ด้วยรางวัลด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลากหลายเป็นเครื่องยืนยันคุณภาพได้เป็นอย่างดี 

    โครงการ Solace Condo Phahol-Pradipat ได้รับรางวัล Best Residence High Rise Development Thailand จาก International Property Awards 2025-2026 และรางวัล Award Winner Apartment/Condominium Development Thailand จาก International Property Awards 2025-2026  นอกจากนี้ Solace Condo ยังได้รางวัล Residential High Rise Architecture for Thailand จาก The Asia Pacific Property & Hotel Awards 2024 

    สำหรับโครงการ Grene Prime Condo Donmuang-Songprapa ได้รับรางวัล Highly Recommended Best Condo Architectural Design จาก Thailand Property Awards 2023 และโครงการ Grene Condo Chaengwattana ได้รับรางวัล Property Export Awards 2018 จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) 

    สองพี่น้องรับสืบทอดธุรกิจจากบิดา แต่พวกเขาริเริ่มเดินบนถนนสายพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เต็มตัวหลังจากศึกษาในสายงานที่เตรียมพร้อมสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งคู่ โดยปิติพัฒน์สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรม และปิยะฉัตรสำเร็จด้านสถาปนิก ทั้งคู่เติบโตมาโดยรับรู้ถึงธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมาโดยตลอด ทำให้มีประสบการณ์และมีความละเอียดทั้งในด้านการก่อสร้างและการออกแบบโครงการ 

    “เรามาพัฒนาที่ดินเพราะว่าในอดีตคุณพ่อเคยซื้อ land bank ไว้พอสมควร และมีซื้อที่ดินแปลงใหม่เข้ามาเพิ่มเติม” ปิยะฉัตรเล่าต่อไปว่า เมื่อตัดสินใจว่าจะทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่อจากบิดา เธอได้เดินทางไปเรียนต่อด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ University of Southern California สหรัฐอเมริกา พอกลับมาจึงมาช่วยงานของปรีดา กรุ๊ปเต็มตัว โดยมีพี่ชายคนโตอีกคนที่จบด้านวิศวะคอยดูแลงานหลังบ้านให้กับบริษัท “พอกลับมาเราก็คุยกันว่าถ้าอย่างนั้นเรามา way นี้ด้วยกัน” 

    ปิยะฉัตรเล่าว่า การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แรกคือ “บ้านสามเสน” ซึ่งขณะนั้นเธอกำลังศึกษาปริญญาโทอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เธอเป็นคนเขียนแบบโครงการเขียนไปแก้ไปกับบิดา จนในที่สุดก็ออกมาเป็นบ้านสามเสน เธอเล่าติดตลกว่า ตอนนั้นงานหลักคือ เรียนปริญญาโท แต่งานเขียนแบบเป็นงานเสริม ทว่าเป็นงานเสริมที่ทำฟรีไม่ได้เงิน ได้ทำอย่างเดียวและได้ประสบการณ์ พอเรียนจบปิยะฉัตรกลับมาทำงานหาประสบการณ์ระยะหนึ่งก่อนเข้ามาทำงานในปรีดา กรุ๊ป มาดูเรื่องก่อสร้างด้วย เพราะขณะนั้นปิติพัฒน์ซึ่งไปเรียนที่ต่างประเทศเหมือนกันยังไม่กลับมา 

    “ตาลเข้ามาทำงานก่อนค่ะ เพราะว่าเฮียตี๋ยังไม่กลับ ตอนนั้นจำได้ว่าทำแบบโครงสร้างใต้ดิน ก็มีความเข้าใจเรื่องการรับแรงสะเทือนแผ่นดินไหวด้วย” ปิยะฉัตรเล่าถึงงานที่เธอลงมือทำและทำมาอย่างต่อเนื่อง โดยทำโครงการมาเรื่อยๆ “ด้วยความที่เราวางตัวเองเป็น SME เป็นไซซ์ M แล้วกัน เราก็รู้สึกว่าเราไม่อยากรีบ เพราะมันหมุนเงิน อสังหามันหมุนเงินเร็วใช่ไหมคะ เราต้องค่อยๆ ทำทีละโปรเจกต์แบบทยอยทำ ไม่โหมลงทุนหลายโครงการเหมือนบริษัทใหญ่” เป็นวิถีการทำธุรกิจของปรีดา กรุ๊ปภายใต้การนำของทายาทรุ่น 3 ของครอบครัวปรีดานนท์ 



บิ๊กโปรเจกต์ 3.2 พันล้าน

    ถึงแม้จะบอกว่า ทยอยทำและไม่ลงทุนอะไรที่ใหญ่เกินตัว แต่โครงการ Solace ก็เป็นโครงการขนาดใหญ่มูลค่าโครงการเดียวกว่า 3.2 พันล้านบาท และเป็นโครงการแบบผสมผสาน หรือมิกซ์ยูสโครงการแรกของกลุ่ม “Solace เป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดที่เราทำ จากเดิมที่ทำโครงการในระดับ 300 ล้านบาท 900 ล้านบาท แต่โครงการนี้กว่า 3.2 พันล้านบาท” ปิยะฉัตรแจกแจงและว่า ก่อนจะทำ Solace มีโครงการใหญ่อีกแห่งคือ Grene ที่ดอนเมือง สร้างบนพื้นที่ 17 ไร่ มูลค่าประมาณ 3 พันล้านบาทเช่นกัน แต่ไม่ใช่สร้างทีเดียว แบ่งพัฒนาทีละ 3 อาคาร ถือเป็นโครงการใหญ่แต่เป็นการทยอยสร้างทยอยขาย ต่างจากโครงการนี้ซึ่งสร้างและขายในคราวเดียว “Solace นอกจากเป็นโครงการใหญ่ที่สุดแล้ว ยังถือว่าเป็นโครงการที่ท้าทายที่สุดด้วย เพราะต้องสร้างทีเดียวเลย และจับตลาดต่างไปจาก Grene ที่ราคาอยู่ที่ 1.5-1.8 ล้านบาท” 

    ปิติพัฒน์กล่าวว่า โครงการ Solace เป็นการขยายฐานจับเซกเมนต์ใหม่ จากเดิมที่เคยทำคอนโดราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท มาโครงการนี้ราคาเริ่มต้นที่ 4 ล้านบาท (3.99 ล้านบาท) เป็นการเปลี่ยนเซกเมนต์จากตลาด B มาเป็นตลาดระดับ A กลุ่มลูกค้าเปลี่ยนไปไม่ใช่ตลาดที่คุ้นเคย แต่ก็มั่นใจว่าทำให้ดีที่สุดในทุกๆ มิติ ด้วยทีมงานแบบอินเฮาส์ทั้งหมด รวมไปถึงงานก่อสร้างการเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างเอง ช่วยทำให้มั่นใจได้เรื่องมาตรฐานคุณภาพงานก่อสร้าง ประกอบกับการลงรายละเอียดของแบบก่อสร้างต่างๆ ทำให้มั่นใจได้ว่าโครงการมีคุณภาพและมาตรฐานงานก่อสร้างสูง ทุกอย่างออกแบบด้วยมาตรฐานสูง เช่น การรับมือแผ่นดินไหวโครงการ Solace รองรับแรงสั่นสะเทือนได้มากถึง 8 ริกเตอร์ สูงกว่ามาตรฐานกฎหมายอาคารสูงที่กำหนดไว้ 7 ริกเตอร์ และด้วยความเป็นวิศวกรและสถาปนิกเองทำให้ทุกอย่างรอบคอบและรัดกุม 

    “เดิมทุกโครงการที่เราทำเนี่ยจะใช้ทีมขาย in-house ทั้งหมด เพราะเราคุ้นเคยกับตลาด แต่พอมาโครงการ Solace เป็นลูกค้าอีก segment ที่ขยับสูงขึ้น เราจึงหาพาร์ตเนอร์มาช่วยคือCapital One” บริษัทแคปปิตอลวันเป็นเอเจนซี่เข้ามาเป็นตัวแทนขาย เพราะเป็นตลาดใหม่จึงตัดสินใจให้คนที่มีความรู้ความสามารถทำน่าจะออกมาได้ดีกว่า “งานก่อสร้างเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้สร้างถึงชั้นที่ 35 ตึกมันขึ้นไปสูงแล้ว ทุกอย่างอยู่ใน process ตามกำหนด” ปิยะฉัตรย้ำและว่า ถ้ามองจากข้างนอกจะเห็นอาคารสร้างขึ้นสูงมากแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมโอนได้ราวปลายปี 2569 

    สองพี่น้องปรีดานนท์ย้ำว่า โครงการ Solace เน้นสร้างตามกำหนดไม่ได้เร่งรีบ เพราะต้องการความละเอียดรอบคอบ และด้วยทำเลที่อยู่ในเมืองมีตลาดรองรับอยู่แล้ว สร้างให้ได้มาตรฐานดีที่สุดขายได้แน่นอน “โปรเจกต์นี้เราซื้อที่ดินมาสัก 10 ปีแล้ว เดิมคิดจะทำตั้งแต่ก่อนโควิด ออกแบบเสร็จก่อนนานแล้วแต่พอเกิดโควิดก็ขยับแผนออกไป กระทั่งมาทำในช่วงนี้” ด้วยมองว่าการจะลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในช่วงโควิดน่าจะไม่ตอบโจทย์ตลาด และคนยังลังเลเรื่องคอนโดฯ จึงทนรอสักพักก่อนจะมาเดินหน้าเมื่อต้นปี 

    “เราออกแบบมาก่อนโควิด และขออนุญาตเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว พอเกิดโควิดมาพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนแบบแก้แบบ ตอนแรกเราทำล็อกเยอตอนนี้เปลี่ยนทำไม่เยอะมาก” พฤติกรรมคนเปลี่ยนก็ต้องเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ เข้าไปให้เหมาะสมตามพฤติกรรมใหม่ เช่น มีห้องสำหรับเด็ก  Kids Club, Kids Playground มีห้องเสริมสวยซาลอนสำหรับให้คนมาแต่งหน้า สำหรับลูกบ้านไม่ต้องให้คนแปลกหน้าเข้าไปในห้องพัก  ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ลูกค้าสามารถจองใช้ได้สะดวกและปลอดภัย 

    นอกจากนี้ ยังมีห้องดูหนัง เชียร์กีฬา ชวนเพื่อนมาปาร์ตี้ได้เป็น private function เล็กๆ สำหรับเลี้ยงเพื่อน 10-15 คน สามารถจ้างเชฟมาทำอาหารได้ ฟังก์ชันเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้าที่ออกไปข้างนอกน้อยลง เรียกเพื่อนมาที่บ้านมากขึ้น ในขณะที่ห้องคอนโดไม่ตอบโจทย์ แต่ทางโครงการมีห้องพิเศษให้ทำให้มีทางเลือกได้ฟังก์ชันใช้งานเหมือนบ้านหลังใหญ่ 

    “เรามีห้อง Meeting Room มี social lounge ใหญ่ๆ แบ่งเป็น corner ใครจะทำธุระของตัวเองก็แยก corner กันทำได้ตามความต้องการ” เป็นอีกความพิเศษที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าที่เปลี่ยนไป อำนวยความสะดวกได้ทุกอย่างไม่ต่างกับบ้าน ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายอย่างที่สองพี่น้องปรีดานนท์บอกเล่าสิ่งที่พวกเขาคิดและพัฒนาจากประสบการณ์ทั้งของครอบครัวและของตัวเอง นำมารังสรรค์โครงการให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง

    “ทุกอย่างที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองลูกค้าและตรงตามชื่อโครงการ Solace ซึ่งแปลว่าสถานที่ผ่อนคลายความกังวล ความเหนื่อยล้า เป็นที่พักกายพักใจเมื่อกลับบ้าน” สองผู้บริหารกล่าวทิ้งท้าย 


 ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์ 




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ณัฐพิสิษฐ์ ครุฑครองชัย นำทัพกรุงไทย-แอกซ่า วางแนวรับประกันโรคร้าย

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมกราคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine