Sam Altman ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีแห่งแรกตั้งแต่สมัยวัยรุ่น ก่อนจะก้าวขึ้นรับหน้าที่บริหาร Y Combinator โครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพชั้นนำของโลกเมื่ออายุได้เพียง 28 ปี เวลานี้มหาเศรษฐีวัย 40 ปี นั่งตำแหน่ง CEO ของ OpenAI เขาแนะนำให้โลกได้รู้จัก ChatGPT จนสามารถสร้างกิจการยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าถึง 5 แสนเหรียญสหรัฐฯ คุณพ่อมือใหม่รายนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างโลกแห่งอนาคตไว้ให้กับลูกๆ ของตนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพวกเราทุกคนอีกด้วย
ณ สำนักงานใหญ่ของ OpenAI ใน San Francisco บนโต๊ะทำงานของเขามีวัสดุสีเข้มทรงเตี้ยคล้ายขนม Slim Jim ตั้งตระหง่าน บางทีมันเป็นหนึ่งในบรรดาโบราณนวัตกรรมอันน่าประทับใจมากมายที่เขาสะสมมาตลอดหลายปี แท่งวัสดุดังกล่าวอาจเป็นของที่น่าตกใจที่สุด “มันเสื่อมสภาพแล้ว” Altman บอกเล่าถึงแท่งยูเรเนียม-238 ส่วนประกอบเดียวกับที่ใช้สร้างพลังงานนิวเคลียร์ “ทำอะไรไม่ได้แล้ว” เขาแกว่งเครื่องนับไกเกอร์เหนือแท่งยูเรเนียมเพื่อพิสูจน์
“มันคือการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ในทางฟิสิกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันคือการปลดปล่อยพลังงานอันไร้ขีดจำกัด” Altman กล่าวถึงแท่งยูเรเนียม “เราไม่เคยรู้เรื่องนี้กันมาก่อน แต่จากนั้นก็มีทฤษฎีว่ามันเป็นไปได้ อีกเพียงไม่กี่ 10 ปีต่อมาพวกเขาก็สร้างระเบิดปรมาณู มันเร็วและบ้าบอสุดๆ”
Altman สวมรองเท้าผ้าใบ Adidas Lego Ultraboost และเสื้อสเวตเตอร์ถักสีเทาเรียบๆ เขาสำรวจสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ตามลำดับเวลาอย่างเป็นระบบ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเก็บไว้ที่โฮมออฟฟิศ ซึ่งมีเพียงเพื่อนสนิทที่จะได้เห็น ส่วนที่นำมาให้ดูในวันนี้ Altman บอกว่า มันคือขวานอายุ 40,000 ปี (เครื่องมืออเนกประสงค์แสนมหัศจรรย์จากยุคหิน) ดาบสัมฤทธิ์อายุกว่า 3,500 ปี (ตัวอย่างที่น่าสนใจของเทคโนโลยีที่สร้างแรงกระเพื่อมสำคัญต่อภูมิรัฐศาสตร์) และใบพัดคอมเพรสเซอร์จากเครื่องยนต์เจ็ตของ Concorde (ของชิ้นเดียวที่เล็กพอจะหิ้วเข้ามาได้) เขาห่อของแต่ละชิ้นด้วยผ้าเช็ดตัว ยัดใส่กระเป๋าดัฟเฟิล และขนเข้ามายังห้องทำงาน ท้าทายระเบียบภัณฑารักษ์อย่างสบายใจ
“ผมรู้สึกประทับใจทุกครั้งที่ได้เห็นคนแต่ละรุ่นประกอบนั่งร้านขึ้นไปทีละชั้น” Altman กล่าว โดยหมายถึงพัฒนาการด้านเทคโนโลยี “ตอนนี้เรากำลังได้เห็นกับตา”

ในบรรดาของสะสมของ Altman ยังมีสิ่งประดิษฐ์น่าสนใจอื่นๆ หนึ่งในนั้นคือชิป GPU เก่าๆ ชิ้นหนึ่ง ซึ่งควรค่าแก่การเก็บไว้ในความทรงจำไม่แพ้แท่งยูเรเนียม มันคือชิปที่ใช้ฝึกโมเดลรุ่นแรกๆ ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนา ChatGPT ผลิตภัณฑ์หลักของ OpenAI ที่แจ้งเกิด AI เข้าสู่กระแสหลักเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2022 ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่นวัตกรรมที่อาจเปลี่ยนแปลงโลกได้เช่นเดียวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรม
สหรัฐฯ มีประวัติศาสตร์ยาวนานในเรื่องของนักสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ไม่ได้มีชื่อเสียงจากการสร้างสิ่งประดิษฐ์ แต่ประสบความสำเร็จจากการผลักดันเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันด้วยความมุ่งมั่นและชาญฉลาด
ลองนึกถึง Steve Jobs, Bill Gates และ Elon Musk หรือแม้กระทั่ง Thomas Edison ก็ไม่ใช่ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟ แต่เขาหรือจะให้ถูกคือทีมงานของเขาพัฒนาหลอดไฟให้มีไส้ หลอดที่ใช้งานได้นานขึ้นก่อนนำออกสู่ตลาดในเชิงรุก
Altman ก็เช่นกัน เขาคือนักลงทุนและผู้เร่งเครื่องการพัฒนามากกว่าจะเรียกได้ว่าเป็นวิศวกรหรือนักวิทยาศาสตร์ วิสัยทัศน์ของเขาไม่ใช่การพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับการอุปโภคบริโภคที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นการสร้างระบบพื้นฐานที่ระบบเศรษฐกิจในส่วนที่เหลืออาจจะต้องหันมาพึ่งพาในอนาคตอันใกล้
ปัจจุบัน ChatGPT มีผู้ใช้งานมากกว่า 800 ล้านคนต่อสัปดาห์ ส่งผลให้ล่าสุดมีการประเมินมูลค่า OpenAI ไว้ที่ 5 แสนล้านเหรียญ จากรายได้กว่า 1.3 หมื่นล้านเหรียญเมื่อปีที่ผ่านมา (Altman ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นโดยตรงในบริษัท แต่เขามีการลงทุนอื่นๆ และมีมูลค่าทรัพย์สินราว 3 พันล้านเหรียญ) ด้วยแรงบันดาลใจจาก OpenAI ปีนี้คาดว่า กลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อาจทุ่มเงินราว 5 แสนล้านเหรียญเพื่อพัฒนาชิปและศูนย์ข้อมูล AI กล่าวได้ว่า OpenAI น่าจะเป็นบริษัทที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในโลกไปแล้วในเวลานี้
นั่นทำให้ Altman ในวัย 40 ปี กลายเป็นบุคคลในตำนานที่โด่งดังอย่างรวดเร็ว Bob Iger CEO ของ Disney บอกว่า Altman คาดการณ์แนวโน้มและมองเห็นอนาคตได้ ขณะที่ Brian Chesky ผู้ร่วมก่อตั้ง Airbnb บอกว่า Altman คือ “1 ใน 2 คนที่มีความทะเยอทะยานมากที่สุดที่ผมรู้จัก” (อีกคนหนึ่งคือ Musk)
Jony Ive ตำนานนักออกแบบของ Apple กล่าวในเชิงปริศนาว่า Altman “รับมือกับสิ่งที่ไม่รู้ได้อย่างสบายๆ แต่จะไม่ยอมปล่อยตัวสบายๆ เมื่อเป็นเรื่องความรับผิดชอบ” Paul Graham นักร่วมลงทุนคนดังอดีตพี่เลี้ยงของ Altman ในโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ Y Combinator กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “เขาโน้มน้าวใจคนเก่ง สามารถทำให้คนอื่นทำในสิ่งที่เขาต้องการได้”
แม้จะมีน้ำเสียงนุ่มนวลและบุคลิกเรียบง่ายอย่างชาว Midwest แต่เมื่อเป็นเรื่องของ AI Altman เป็นโฆษกดีๆ นี่เอง การคาดการณ์เชิงรุกเกี่ยวกับการเติบโตแบบทวีคูณของ AI ของเขาจะต้องเป็นจริงสถานเดียว ไม่เพียงแต่จะเพื่อพิสูจน์การประเมินมูลค่าของ OpenAI เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเดิมพันมหาศาลทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่มี AI เป็นศูนย์กลาง
อย่างไรก็ตาม เขารู้หรือไม่ว่าจะทำได้อย่างไร และจะสามารถสร้างโลกแห่งอนาคตที่ยิ่งใหญ่ ราคาแพง และหมุนไปอย่างรวดเร็วอย่างที่เขาบอกไว้ได้หรือไม่ เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบแน่ชัด
Forbes เฝ้าติดตาม Altman มากว่า 1 ทศวรรษ เขารั้งอันดับ 6 ในทำเนียบนักสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ในปี 2015 Altman ติดโผการจัดอันดับ 30 Under 30 Venture Capital ซึ่ง Forbes จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรก เวลานั้น Altman ในวัย 29 ปี เพิ่งได้รับตำแหน่งผู้นำโครงการ Y Combinator มาหมาดๆ “ความเจ๋งคือ คุณสามารถทำรายการปัญหาทั่วโลก จากนั้นก็ให้ทุนบริษัทต่างๆ เข้ามาแก้ไขปัญหา” Altman ให้สัมภาษณ์กับ Forbes

หากมองเฉพาะมุมมองการลงทุนจัดได้ว่า Altman คือผู้นำธุรกิจที่มีความทะเยอทะยานอย่างบ้าคลั่ง และกำลังวางโครงสร้างวิสัยทัศน์แห่งอนาคตอย่างพิถีพิถัน ในยุค 2010 เมื่ออุปกรณ์เคลื่อนที่เริ่มมีเสถียรภาพ Altman มองการณ์ไกลอย่างทะลุปรุโปร่ง เขาเข้าไปลงทุนในบริษัทต่างๆ มากมาย ซึ่งเติบใหญ่จนกลายเป็นสมาชิกหลักในเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยแอปพลิเคชัน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน 1.5 หมื่นเหรียญ เพื่อถือครองหุ้น 2% ใน Stripe ยักษ์ใหญ่ด้านบริการชำระเงิน ก่อนที่บริษัทแห่งนี้จะมีชื่อบริษัทเสียอีก นอกจากนี้ ยังเป็นผู้นำในการระดมทุน 50 ล้านเหรียญให้กับ Reddit ในปี 2014
Altman กำลังจะสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งด้วย AI แน่นอนว่าแม้จะมี OpenAI แต่ก็ยังมี Helion ที่พยายามจะใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชัน (พลังงานประเภทเดียวกับที่ดวงอาทิตย์ใช้) ที่มีอยู่เกือบจะไร้ขีดจำกัด และมี Oklo ที่กำลังพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชันแบบดั้งเดิมให้มีขนาดเล็กลงและแยกส่วนกันได้มากขึ้น ซึ่งล้วนสามารถตอบสนองความต้องการใช้พลังงานมหาศาลของ AI ได้ นอกจากนี้ ยังมี World (เดิมคือ Worldcoin) ที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อพิสูจน์ “ความเป็นมนุษย์” ในโลกที่ AI Deepfake กำลังผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด รวมถึงน้องใหม่อย่าง Merge Labs ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาคอมพิวเตอร์ระบบประสาท (neural computing)
Altman ยังให้สนับสนุนการทดลองโครงการรายได้พื้นฐานสำหรับประชาชนโครงการใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งของสหรัฐฯ ผ่านองค์กรไม่แสวงผลกำไร OpenResearch อันเป็นความพยายามที่จะให้พลเมืองทุกคนได้รับการประกันรายได้จำนวนหนึ่งโดยไม่มีเงื่อนไขผูกมัด เป็นแนวทางการเยียวยาปัญหาทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจาก AI
“ผมคิดว่าผมมีความสามารถพิเศษในการคาดการณ์สิ่งต่างๆได้หลายปี หรือสัก 20 ปีล่วงหน้า และทำความเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้นสื่อสารระหว่างกันอย่างไร” บางคนอาจจะเก่งในการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ขณะที่อีกหลายๆ คนมองออกว่า โลกใบต่างๆ กันนั้นจะมาทับซ้อนกันได้อย่างไร “แต่ผมถนัดทั้งสองอย่าง”
วันนี้ Altman มองโอกาสและความเสี่ยงของ AI ผ่านมุมมองใหม่ นั่นคือการเป็นพ่อคน Altman และสามีมีลูกชายด้วยกัน 1 คน และกำลังจะมีลูกคนที่ 2 ในปีนี้ “หลายคนบอกว่า ดีใจจริงๆ ที่มีลูกเสียที นายจะได้ไม่ต้องทำอะไรเพื่อทำให้โลกเสียหายไปกว่านี้อีก” Altman บอกว่า “ก่อนหน้านี้ผมก็ตั้งใจอยู่แล้วว่าจะไม่ทำอีก ไม่ต้องรอมีลูกหรอก”
เรื่องราวชีวิตของ Altman ได้รับการเล่าขานไว้อย่างน่าสนใจ เขาเติบโตที่ St. Louis ห่างไกลจาก Silicon Valley ราวกับโลกคนละใบ เขาเป็นเด็กเรียนที่หลงใหลในวิทยาศาสตร์ พลังงาน และปัญญาประดิษฐ์ “ตลอดชีวิตผมหมกมุ่นอยู่กับความคิดเดิมๆ ไม่กี่อย่าง” ซึ่งไม่เคยเปลี่ยนไปเลย “ตั้งแต่ผมอายุได้ 18 ปี”
Altman เข้าศึกษาที่ Stanford ในปี 2003 โดยตั้งใจว่าจะศึกษาด้าน AI ท่ามกลางกระแส Web 2.0 ตอนอยู่ปี 2 Altman ชนะการแข่งขันแผนธุรกิจ ซึ่งในที่สุดได้พัฒนาจนกลายมาเป็น Loopt แอปโทรศัพท์มือถือที่สามารถแชร์ที่อยู่ให้กับเพื่อนและเป็นสตาร์ทอัพแรกของเขานั่นเอง ตอนนั้นเองที่ Altman ได้รู้จักกับ Y Combinator เขาจับเครื่องบินเที่ยวกลางคืนไป Boston เพื่อสัมภาษณ์กับ Paul Graham ผู้ก่อตั้งโครงการ “ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมคิดว่า Bill Gates ตอนเด็กๆ ต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ” Graham เล่าถึงการพบกับ Altman ครั้งแรก
Graham รู้สึกประทับใจมาก และเมื่อเขาก้าวลงจากตำแหน่งในปี 2014 เขาเลือก Altman ในวัยเพียง 28 ปีในตอนนั้นเข้ารับหน้าที่บริหารโครงการด้วยเหตุผลว่า “หาก Sam ต้องการอะไรเขาจะทำให้ได้” Graham กล่าว “ดังนั้น หากความสำเร็จของ YC คือหนทางเดียวที่ Sam จะประสบความสำเร็จในชีวิต YC ก็จะประสบความสำเร็จจนได้”
Altman ทดลองโครงการต่างๆ มากมายที่ YC แต่ที่เขาชื่นชอบมากเป็นพิเศษคือ โครงการเสริมที่มีชื่อว่า OpenAI หน่วยวิจัย AI ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2015 ในฐานะองค์กรไม่แสวงผลกำไร เวลานั้น OpenAI กำลังพยายามที่จะสร้าง AGI หรือปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป ซึ่งโดยหลักการแล้วก็คือ AI ที่สามารถ “คิด” ได้เหมือนมนุษย์
Altman ว่าจ้าง Greg Brockman ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Stripe และ Ilya Sutskever นักวิจัย AI ที่มีชื่อเสียงจากการบุกเบิกโครงข่ายประสาทเทียมให้เข้ามาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งด้วยตนเอง และยังโน้มน้าวให้ Elon Musk ไอดอลคนหนึ่งของเขาเข้ามาสนับสนุนเงินทุน 38 ล้านเหรียญ จากความสนใจใน OpenAI ไม่นานก็แทบจะกลายเป็นความหมกมุ่นเพียงอย่างเดียวของ Altman
ขณะที่ Y Combinator เริ่มกลายเป็นอดิเรกที่จางหายไป แทนที่จะเป็นภารกิจตามความตั้งใจของ Graham ในปี 2019 Graham และ Jessica Livingston ผู้ร่วมก่อตั้ง YC รู้สึกตกใจไม่น้อยเมื่อได้อ่านข่าวประชาสัมพันธ์การประกาศแต่งตั้ง Altman ขึ้นเป็น CEO ให้กับธุรกิจแสวงผลกำไรของ OpenAI ครั้งนี้ Livingston ขอให้เขากลับมาทุ่มเทให้กับ YC หรือลาออกจากตำแหน่งไปเสีย
“คำวิจารณ์บางอย่างก็สมควร” Altman กล่าว “ตอนที่ผมเห็นชัดๆ แล้วว่า OpenAI จะต้องได้ผลแน่ๆ ตอนนั้นผมรับงานบริหารอยู่ทั้ง 2 ที่ ผมคิดกับตัวเองว่าจะแสร้งทำเป็นสนใจ YC เหมือนเดิมก็ได้ แต่ OpenAI คือความตั้งใจของผม ผมต้องทำ”
ไม่ใช่ครั้งแรกที่การจัดลำดับความสำคัญของ Altman ทำให้เขาต้องขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน หลายวันก่อนถึงวันขอบคุณพระเจ้าในปี 2023 เขาถูกคณะกรรมการส่วนงานไม่แสวงผลกำไรของ OpenAI นำโดยผู้ร่วมก่อตั้งคือ Sutskever ไล่ออก เนื่องจากไม่สามารถ “รักษาความจริงใจได้อย่างคงเส้นคงวา” Sutskever บอกกับคณะกรรมการว่า “Sam แสดงให้เห็นถึงการโกหกในรูปแบบเดิมๆ” และกล่าวหาว่า Altman “สร้างความวุ่นวาย ริเริ่มโครงการใหม่ๆ มากมาย และทำให้คนบาดหมางกัน” เพียงเพื่อจะไขว่คว้าเป้าหมายของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม Altman ได้รับตำแหน่งคืนเพียง 5 วันหลังจากเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นละครองค์กรที่น่าขันที่สุดในประวัติศาสตร์ Silicon Valley เรื่องราวการต่อสู้ของพนักงาน OpenAI ที่ก่อหวอดขู่จะยกขบวนกันลาออกหากไม่มีการคืนตำแหน่งให้กับ Altman ขณะที่ Microsoft เตรียมกระโจนเข้าคว้าตัว ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่าโมเดล AI ใหม่ทรงพลังเหลือเกินจนใครๆ ก็ต้องยอมศิโรราบ
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องการหลอกลวงและความประมาทเลินเล่อ แม้การตรวจสอบของคณะกรรมการในเวลาต่อมาจะสรุปได้ว่า Altman เป็นผู้นำที่ใช่สำหรับ OpenAI แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้แปดเปื้อนชื่อเสียงของเขาไปเสียแล้ว
ซ้ำร้ายกว่านั้น เมื่อ 3 ปีก่อนการแย่งชิงอำนาจภายในบริษัทได้สร้างรอยแตกร้าวในกลุ่มพนักงานระดับสูงของ OpenAI รวมถึงสองพี่น้อง Dario และ Daniela Amodei ที่แยกตัวออกจากบริษัทไปก่อตั้ง Anthropic กิจการคู่แข่งที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของ AI เป็นพิเศษ ปัจจุบัน Anthropic มีมูลค่าประเมินราว 3.5 แสนล้านเหรียญ ด้วยรายได้ราว 4.5 พันล้านเหรียญในปี 2025 และกลายเป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามที่สุดของ OpenAI
ที่ดุเดือดยิ่งกว่าการแยกตัวของ Anthropic คือ การตัดสินใจปรับโครงสร้างองค์กรของ OpenAI เพื่อเพิ่มส่วนธุรกิจแสวงผลกำไร ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะทำให้ OpenAI มีการดำเนินงานคล้ายกับบริษัททั่วไปยิ่งขึ้น และมีการรับทุนสนับสนุนจากผู้ลงทุน ซึ่งรวมถึงการลงทุนจาก Microsoft สูงถึง 1.3 หมื่นล้านเหรียญนับตั้งแต่ต้นปี 2019 เป็นต้นมา
แต่ Musk กลับคัดค้านอย่างหนักและลาออกจากบริษัทเป็นการประท้วง โดยไม่ขอรับส่วนแบ่งจากธุรกิจแสวงผลกำไรนั้น แม้จะมีการเมืองภายในองค์กรมากมาย แต่ในการฟ้องร้องคดีนั้น Musk อ้างว่า เขาลาออกเพราะ OpenAI ละทิ้งภารกิจเดิมที่จะสร้าง AI เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ และหันไปแสวงหาโอกาสในการทำกำไรสูงสุด ขณะที่ OpenAI ยืนยันว่า Musk ลาออกไปเพราะบริษัทไม่ได้มอบอำนาจให้เขาควบคุมธุรกิจแสวงผลกำไรต่างหาก
Musk กลับเข้าสู่วงการอย่างรวดเร็วด้วยการเปิดตัว xAI ขึ้นมาเป็นคู่แข่งในปี 2023 ปัจจุบันมีมูลค่าประเมิน 2.5 แสนล้านเหรียญ ส่วนคดีความนั้นคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาคดีในฤดูใบไม้ผลินี้ “ผมไม่ได้อยากจะเสียเวลาไปกับเรื่องนี้เลยไม่ว่าจะกี่วัน แต่ผมมั่นใจในสถานะของเรา” Altman กล่าว
แม้ Altman จะรู้สึกว่า OpenAI จะต้องมีกิจการแสวงผลกำไรเพื่อการเติบโตของบริษัท แต่ตัวเขาเองจะได้ประโยชน์ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย จากอำนาจและอิทธิพลที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่ความมั่งคั่ง แม้กระทั่งนักวิจารณ์ก็ยังไม่เข้าใจ Altman ไม่ได้ถือหุ้นโดยตรงใน OpenAI มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ทั้งที่มีโอกาสเข้าถือหุ้นได้ในช่วงการปรับโครงสร้างองค์กร ทำไมกัน “ผมก็ไม่รู้ ผมหาคำตอบดีๆ ไม่ได้เหมือนกัน ผมน่าจะซื้อไว้สักหุ้นจะได้ไม่ต้องมาคอยตอบคำถามนี้” Altman อธิบายเพิ่มเติมว่า การที่เขาไม่ได้ถือหุ้น “เป็นเรื่องที่ชวนงงและบ้ามากๆ น่าจะเอามาสร้างเป็นทฤษฎีสมคบคิด”
การปรับโครงสร้างองค์กรทำให้ Musk อดีตไอดอลของ Altman ยิ่งกลายเป็นคู่ปรับตัวฉกาจ Musk ใช้ xAI สร้าง Grok ขึ้นมาเป็นคู่แข่งของ ChatGPT ทันที แต่แม้จะติดป้ายว่า นี่คือโมเดล AI ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อ “แสวงหาความจริง” แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วกลับจมอยู่ในวังวนเรื่องโกหกเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาว หรือการเรียกตัวเองว่า MechaHitler และยังพบว่า มีการสร้างภาพลามกอนาจารของผู้เยาว์ด้วย (บริษัทออกมาขอโทษในภายหลัง) “คิดว่าพวกเขาจะทำอย่างอื่นเสียอีก ผมว่ามันบ้าบอมากที่เขาทุ่มเทเวลามาโจมตีเรา” Altman กล่าวบ่นที่ Musk กล่าวหาว่า การทำงานของ OpenAI ไม่มีความปลอดภัย “ทั้งที่บ้านของตัวเองก็ลุกเป็นไฟกับเรื่องพวกนี้อยู่ตลอดเวลา”
แม้ว่าไอเดียใหม่ๆ ที่ทำให้ Altman ตื่นเต้นจนเบรกไม่อยู่มักจะทำให้เขาตกที่นั่งลำบาก แต่ก็เป็นเสาหลักแห่งความสำเร็จเช่นกัน เช่น การเปิดตัว ChatGPT
ย้อนกลับไปในปี 2022 ผู้บริหารของ OpenAI ลังเลที่จะปล่อยโมเดลดังกล่าวออกสู่สาธารณชนโดยให้เหตุผลว่า พวกเขาน่าจะรอโมเดลที่ทรงพลังยิ่งกว่านี้ และเป็น Altman ที่โน้มน้าวให้เปิดตัวในตอนนั้น “Sam พูดประมาณว่า ก็ลองดู” Brockman ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OpenAI กล่าว คืนก่อนการเปิดตัว Brockman จำได้ว่าทีมงานของเขายังเดากันอยู่เลยว่าจะออกมาเป็นอย่างไร “ตอนแรกผมคิดว่ามันจะเป็นแค่กระแสชั่วคราว แต่ Sam ก็เชื่อฝังใจมาโดยตลอด”
อีกเรื่องหนึ่งคือ Altman รู้จักอดีตของตนเป็นอย่างดี เขาอยากจะรีบเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ก็เพราะได้ข้อมูลมาจากการศึกษาเรื่องราวของ Xerox PARC ห้องวิจัยในตำนานของ Silicon Valley ซึ่งมีชื่อเสียงจากการสร้างส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ในรูปแบบกราฟิกสมัยใหม่ เครื่องพิมพ์เลเซอร์ และเมาส์คอมพิวเตอร์ แต่กลับไม่สามารถทำเงินได้เลย
“คุณต้องมีเครื่องมือเศรษฐกิจอยู่ในระบบ ผมคิดว่ามีนวัตกรรมดีๆ อีกมากมายที่ไม่เคยได้ออกมาจากห้องทดลอง เพราะบางคนก็ไม่รู้จักลงมือทำให้มันเข้าไปอยู่ในมือคน” นั่นคือสิ่งที่ Altman กำลังทำ ส่วนต่อประสานรูปแบบข้อความธรรมดาๆ ของ ChatGPT ได้แรงบันดาลใจมาจาก Eliza แชตบอตยุค 60 ที่มีทั้งชื่อเสียงและชื่อเสียจากความพยายามเลียนแบบนักจิตบำบัด ซึ่ง Altman ต้องการจะยกเครื่องใหม่ทั้งหมดด้วยอุปกรณ์ที่จะทำให้ AI กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน
เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา OpenAI เข้าซื้อ IO บริษัทฮาร์ดแวร์ของ Jony Ive (ผู้ออกแบบ iMac, iPhone และ Apple Watch) มาในราคา 6.5 พันล้านเหรียญ “Sam เข้าใจดีว่า สื่อกลางเชื่อมโยงระหว่าง 2 สิ่งไม่ใช่เครื่องประดับ” Ive กล่าว “แต่มันคือตัวกำหนดประสบการณ์ของมนุษย์”
Altman หลงใหลโปรเจกต์นี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น แต่ยังคงยืนกรานที่จะไม่เปิดเผยรายละเอียด ทีมงานของเขาซุ่มทำงานในออฟฟิศลับย่าน North Beach ใน San Francisco ขณะที่ Altman จะพูดถึงเรื่องนี้แบบกำกวม เขามองว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการทำงานเฉพาะตัวชุดหนึ่งที่ “เข้าใจบริบทได้อย่างลึกซึ้งและให้ความช่วยเหลือในเชิงรุก” และอาจจะกลายเป็น “เพื่อนตัวน้อย” ที่คอยเฝ้าสังเกตการณ์ ช่วยจัดการธุระต่างๆ ให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว และยกระดับประสบการณ์ประจำวัน
ครั้งหนึ่ง Altman เคยพูดถึงอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งว่า น่าจะเลือกของสะสมที่เขาเอามาโชว์ก่อนหน้านี้ได้อย่างไร้ที่ติ และถ้าพูดได้อุปกรณ์นั้นคงจะบอกว่า “ฉันรู้ว่าช่วงนี้ Sam กำลังคิดอะไรอยู่เมื่อไม่นานมานี้ เรื่องอะไรที่เขาน่าจะตื่นเต้น ฉันยังจับตามองด้วยว่า เขาจดจ้องอะไรอยู่ในห้องนี้”
แต่ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงการเบี่ยงเบนความสนใจ อย่างที่รู้กันว่า Altman มีนิสัยเห็นของใหม่เร้าใจกว่า นอกจากนี้ ความท้าทายในการสร้างสรรค์อุปกรณ์ที่จะช่วยกำหนดประสบการณ์มนุษย์นั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงเสียเมื่อไร
Silicon Valley เต็มไปด้วยความล้มเหลวในความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงโลก ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ของ Segway แว่น AR ของ Magic Leap ที่โฆษณาเกินจริงไปมาก และล่าสุดเข็มกลัดผู้ช่วย AI แบบพกพาอันแสนจะไร้สาระของ Humane บริษัทที่ Altman ให้การสนับสนุนด้วยนั่นเอง “มันอาจล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ในอดีตที่ผ่านมาก็มีเพียงไม่กี่ครั้งที่คนเราคิดค้นอินเทอร์เฟสคอมพิวเตอร์ขึ้นมาใหม่ได้อย่างแท้จริง”
นอกจากนี้ มันยังอาจเป็นอันตรายด้วย OpenAI ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดในเรื่องการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการทดสอบความปลอดภัยอย่างเหมาะสม และการใส่ฟีเจอร์ต่างๆ ที่เน้นสร้างการมีส่วนร่วมมากกว่าจะคำนึงถึงสุขภาวะทางจิต
ชื่อของบริษัทปรากฏในคดีฟ้องร้องที่มีผู้เสียชีวิตโดยไม่ชอบธรรมหลายกรณีด้วยกัน โดยมีการกล่าวหาว่า ChatGPT มีส่วนโดยตรงในการสนับสนุนและ/หรืออำนวยความสะดวกให้เกิดการทำร้ายตัวเองและการฆ่าตัวตาย ขณะเดียวกันหลายคนบอกด้วยว่า ศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมาที่เป็นขุมพลังให้กับ ChatGPT นั้นเป็นตัวเขมือบพลังงานและสูบน้ำมหาศาล ฝันร้ายทางสิ่งแวดล้อมชัดๆ แม้ OpenAI จะต้องรีบออกมาขอโทษทุกครั้ง พร้อมคำสัญญาว่าจะปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ก็ยากที่จะมองข้ามรูปแบบที่เริ่มปรากฏให้เห็น
เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา Altman และ Iger สร้างความฮือฮาใน Silicon Valley และ Hollywood เมื่อพวกเขาประกาศบรรลุข้อตกลงธุรกิจที่อนุญาตให้ OpenAI นำตัวละครจากจักรวาล Disney ไม่ว่าจะเป็น Mickey Mouse, Darth Vader และ Cinderella มาใช้ใน Sora แอปที่ใช้ AI สร้างวิดีโอเหมือนจริงจากพรอมต์ง่ายๆ นับเป็นความร่วมมือที่สร้างความประหลาดใจไม่น้อย เพราะเป็นที่รู้กันว่า Disney หวงทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองเอามากๆ ขณะที่ Hollywood โดยทั่วไปมองว่า AI เป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของพวกเขาเช่นกัน
หลังจากการหารือยาวนานกว่า 1 ปีก็ตกลงกันได้ว่า Disney จะสามารถนำวิดีโอที่สร้างจาก Sora ออกฉายทางบริการสตรีมมิ่ง Disney+ ได้ รวมถึงข้อตกลงอื่นๆ Altman ยังกล่อมให้ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมบันเทิงแห่งนี้ทุ่มเงินลงทุนใน OpenAI สูงถึง 1 พันล้านเหรียญ นับเป็นเวทมนตร์อันแสนมหัศจรรย์ที่สุดที่ Hollywood มีให้กับมหาอำนาจ AI รายนี้เลยทีเดียว
“Sam อยากให้ความตกลงนี้เป็นสัญญาณของความเชื่อมั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการส่งเสริมความร่วมมือกันอย่างแข็งแกร่ง” Iger กล่าว “และเพื่อสร้างโอกาสที่จะให้ Disney เข้ามีส่วนร่วมมากขึ้น”

ขณะเดียวกันยังเป็นการบ่งบอกถึงอิทธิพลของ Altman ที่ทะยานเคียงข้างบทบาทของ OpenAI ในวันทำงานแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของ Trump นั้น Altman ปรากฏตัวที่ทำเนียบขาวเคียงข้าง Trump รวมถึง Larry Ellison ผู้ร่วมก่อตั้ง Oracle และ Masayoshi Son มหาเศรษฐีนักลงทุนสายเทคโนโลยีจาก Softbank เพื่อแถลงเปิดตัวโครงการ Project Stargate โครงการที่มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหรัฐฯ อย่างบ้าระห่ำด้วยเงินลงทุน 5 แสนล้านเหรียญ
ความอลังการงานสร้างนี้แม้จะเหมาะสมกับประธานาธิบดีผู้นิยมความจัดใหญ่จัดเต็ม และนักลงทุนผู้หลงรักความเสี่ยงอย่าง Son แต่กลับเป็น Altman ที่อยากจะเล่นใหญ่กว่านั้น “เราคุยกันและเขาก็พูดขึ้นว่า ยิ่งเยอะยิ่งดี” Son บอกกับ Forbes “ก็คือยิ่งเยอะยิ่งดี”
Altman เล่าว่า เมื่อเป็นเรื่อง AI แล้ว Trump เป็นคนที่ทำงานด้วยง่าย แม้ว่านโยบายชาตินิยมต่างๆ ของรัฐบาลอาจจะดูไม่สอดคล้องกับนโยบายของ Altman เองหรือ OpenAI ก็ตาม “หน้าที่ของเขาคือ ทำให้สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จ ขณะที่ผมมองว่าภารกิจของเราคือภารกิจของมวลมนุษยชาติทุกคน” Altman กล่าว “บางอย่างก็ไม่ได้เข้ากัน”
แต่ถึงกระนั้นในขณะที่ OpenAI กำลังรุกครองพื้นที่แห่งโลกอนาคต ความต้องการขยายอำนาจของพวกเขาจึงมีส่วนที่สอดคล้องกันอยู่บ้าง นอกจาก ChatGPT และ Sora และโครงการที่ Jony Ive อยู่ระหว่างการพัฒนานั้น บริษัทยังมีการพัฒนาชิป AI ตามความต้องการเฉพาะบุคคล รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อแข่งขันกับ X และแม้กระทั่งการสร้างหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์รูปร่างมนุษย์สำหรับใช้ในโรงงาน
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา OpenAI ประกาศเปิดตัวชุดเครื่องมือซอฟต์แวร์สำหรับองค์กรด้านการดูแลสุขภาพ และโมเดลธุรกิจแบบฟรีเมียม (freemium) และมีโฆษณาสำหรับ ChatGPT ซึ่ง Mark Chen ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัยของ OpenAI บอกกับ Forbes ว่า ในปีหน้าพวกเขาหวังว่าจะได้พัฒนานักวิจัย AI ฝึกหัด เพื่อช่วยทีมงานเร่งการพัฒนาไอเดียต่างๆ
“เรากำลังมุ่งหน้าสู่ระบบที่จะสามารถสร้างนวัตกรรมขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง” Altman กล่าว “แต่ผมไม่คิดว่าคนส่วนใหญ่บนโลกจะเข้าใจอย่างแท้จริงว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่”
สำหรับนักวิจารณ์แล้ว ทั้งหมดนี้ก็แค่ความพยายามของ Altman ที่จะทำให้ OpenAI เป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่จนล้มไม่ได้ ขณะที่พันธมิตรของบริษัทออกมาปฏิเสธ “ผมไม่คิดว่ามันมีลับลมคมในอะไรเลย” Bret Taylor ประธานกรรมการ OpenAI กล่าว “คนกำลังตื่นเต้นว่า AI จะมีผลกระทบต่อมนุษยชาติอย่างไร”
ขณะที่ Graham มองว่าเป็นนิสัยส่วนตัวของ Altman “ถ้าเขาเห็นโอกาสที่ยังไม่มีใครคว้า เขาจะตัดใจได้ยากมากๆ” Graham ยังบอกด้วยว่า อดีตลูกศิษย์ของเขามีจุดอ่อนอย่างหนึ่งคือ อดใจไม่ไหวเมื่อเห็นของราคาถูก “ผมมั่นใจเลยว่า เขาจะห้ามใจไม่ให้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ใน San Francisco แทบไม่ไหว”
Altman ถือหุ้นในบริษัทกว่า 400 แห่ง ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นการขาดโฟกัส พนักงานของ OpenAI หลายรายบอกกับ Forbes ว่า พวกเขากลัวว่า บริษัทกำลังพยายามทำหลายสิ่งหลายอย่างมากเกินไปและเร็วเกินไป และกังวลเกี่ยวกับความสามารถของบริษัทที่จะรักษาความเป็นผู้นำในการแข่งขันด้านโมเดล AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการเปิดตัว GPT-5 ซึ่งหลายคนมองว่า น่าผิดหวัง
นอกจากนี้ สถานการณ์ของพวกเขายังสั่นคลอนเมื่อ Apple ตัดสินใจเลือกโมเดล AI ของ Google เพื่อขับเคลื่อน Siri รุ่นต่อไปในสัญญาที่ OpenAI ทำหลุดมือ ทั้งที่พวกเขาคือผู้อยู่เบื้องหลัง Apple Intelligence ของผู้ผลิต iPhone อยู่ก่อนแล้ว “ใช่แล้ว ไม่ใช่เรื่องดีเลย” วิศวกรคนหนึ่งกล่าว “พวกเราหลายคนคิดว่าบรรลุข้อตกลงได้แล้วเสียอีก”
ส่วนของ Altman นั้นเขาบอกว่า เขาทุ่มเท “110%” ให้กับ OpenAI และภารกิจหลักของบริษัทคือ AGI ซึ่งยังเป็นอะไรที่อธิบายได้ยาก และอาจต้องใช้เวลาพัฒนาตั้งแต่ 3-30 ปี หรือตลอดกาล แต่จู่ๆ เขาก็ประกาศชัยชนะออกมาง่ายๆ “โดยพื้นฐานแล้วเราสร้าง AGI ได้แล้วนะ หรือไม่ก็ใกล้เคียงมาก”
เมื่อได้ยินคำประกาศนั้น Satya Nadella CEO ของ Microsoft ถึงกับต้องออกมาดึงสติ “ผมคิดว่าเรายังไม่ได้เข้าใกล้ AGI แม้แต่นิดเดียว” เขากล่าวพร้อมหัวเราะเบาๆ “เรามีกระบวนการที่ดีรออยู่แล้ว ไม่เกี่ยวว่า Sam หรือผมจะเป็นผู้ประกาศ” แม้จะเป็นพันธมิตรรายสำคัญที่สุดรายหนึ่งของ OpenAI แต่ Nadella ยอมรับว่า “ความขัดแย้งกัน” เป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะบริษัททั้ง 2 แห่งเป็นคู่แข่งกันในอุตสาหกรรม AI “พื้นที่สีเทามีอยู่จริง คำว่าเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดน่าจะเป็นคำอธิบายความสัมพันธ์นี้ได้ดีทีเดียว”
เพียงไม่กี่วันต่อมา Altman แสดงท่าทีผ่อนคลายลง “ผมตั้งใจจะให้เป็นถ้อยแถลงเชิงจิตวิญญาณ ไม่ใช่แปลตรงตามตัวอักษร” Altman ยอมรับว่า การจะพัฒนา AGI ให้สำเร็จนั้นจำเป็นต้องประสบความสำเร็จในระดับปานกลางอีกหลายต่อหลายครั้ง ผมไม่คิดว่าเราจะต้องการความสำเร็จใหญ่โตเพียงครั้งเดียวอีกต่อไป”
Altman รู้ดีว่าแรงจูงใจของเขาอาจฟังดูน่าประหลาดใจสำหรับบางคน “ยากที่จะบอกได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่” Graham กล่าว เขาเป็นพี่เลี้ยงให้กับ Altman มายาวนานเสียจนอาจทำให้เผลอคิดไปว่า อย่างน้อยน่าจะเดาทางกว้างๆ ได้บ้าง คำยืนกรานของ CEO OpenAI ที่จะขยายขนาดกิจการอย่างรวดเร็วและรุนแรงเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้เสมอ เช่น ตอนที่เขาตกเป็นข่าวพาดหัวว่า จะทุ่มเงินถึง 1.4 ล้านล้านเหรียญในช่วงระยะเวลา 8 ปีข้างหน้า ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนชิป AI และศูนย์ข้อมูล
เขามองว่าการพัฒนาถ้าจะให้ทันความต้องการใช้งาน AI ที่เติบโตแบบก้าวกระโดดเห็นได้ชัดว่าอย่างไรก็ต้องลงทุนทั้งเงินและพลังการประมวลผลมากมายมหาศาลอยู่แล้ว “แต่คนอื่นๆ ในโลกจะบอกว่า “คิดถึงความเป็นจริงทางการเงินด้วย” ผมว่าผมไม่เก่งเรื่องการมีมุมมองทั้งสองอย่างที่แตกต่างกันนี้ไปพร้อมๆ กัน”
สำหรับ OpenAI แล้ว Altman มีแผนสืบทอดตำแหน่งที่แสนจะเรียบง่าย นั่นคือการส่งต่อให้กับบริษัทโมเดล AI สักแห่ง แต่เขาตั้งคำถามว่า หากเป้าหมายคือการพัฒนา AI ที่มีความก้าวหน้าในระดับบริหารบริษัทได้ด้วยตนเอง ทำไมจึงไม่ให้บริหารบริษัทของตัวเองเสียเลย “เรื่องนั้นผมไม่ติด ผมควรจะเป็นคนที่เต็มใจให้เป็นอย่างนั้นมากที่สุดด้วยซ้ำ”
หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป
Altman บอกว่า นอกจาก OpenAI แล้ว เขาก็ไม่มีความทะเยอทะยานในการทำงานอื่นอีก เว้นแต่จะเป็นโลกยุคหลังการพัฒนา AGI เขาอาจจะตกหลุมรักงานรูปแบบใหม่ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน “สิ่งที่ผมต้องการทำให้สำเร็จจริงๆ ส่วนใหญ่ผมทำได้แล้ว ตอนนี้เหมือนกับกำลังเล่นเกมเพื่อเก็บคะแนนโบนัสเท่านั้น”
ภาพ: CODY PICKENS
เรื่อง: Richard Nieva และ Anna Tong เรียบเรียง: รัน-รัน
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ศึกชิงอวกาศ Apex Technology ลุยผลิตดาวเทียม ตอบโจทย์ทุกความต้องการ



