Minor วาง Branded Residences เคียงคู่ธุรกิจโรงแรม สู่ Growth Engine ใหม่ ดันสัดส่วนรายได้แตะ 30-40% ปักหมุด Kiara Reserve เดินหน้าขยายอาณาจักรในภูเก็ต

Minor วาง Branded Residences เคียงคู่ธุรกิจโรงแรม สู่ Growth Engine ใหม่ ดันสัดส่วนรายได้แตะ 30-40% ปักหมุด Kiara Reserve เดินหน้าขยายอาณาจักรในภูเก็ต

Minor เดินหน้าต่อยอดธุรกิจ Branded Residences เคียงคู่ธุรกิจโรงแรม ตั้งเป้าดันสัดส่วนรายได้แตะ 30–40% ในอนาคต ชู “Kiara Reserve” โครงการมูลค่า 3,000 ล้านบาทในภูเก็ตที่กวาดยอดขาย 75% แล้ว พร้อมเตรียมเดินหน้าพัฒนาพื้นที่ภูเก็ตต่อเนื่อง ทั้งคอนโดมิเนียม วิลล่า พื้นที่กีฬา รีเทล และท่าจอดเรือยอชต์ สร้างฐานการเติบโตระยะยาวในภูเก็ต


    สำหรับ Minor International แล้ว ธุรกิจอย่าง branded residences ไม่ใช่เรื่องใหม่ และก็ไม่เคยถูกวางให้เป็นเพียงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่แยกออกจากธุรกิจโรงแรม แต่เป็นอีกหนึ่งวิธีในการต่อยอดสิ่งที่บริษัททำมาโดยตลอด นั่นคือการสร้างและบริหารประสบการณ์การพักอาศัย

    ย้อนกลับไปเกือบ 50 ปีก่อน Minor เริ่มพัฒนา residence แห่งแรกที่หัวหินในช่วงทศวรรษ 1980 ในชื่อ Royal Garden ซึ่งตั้งอยู่ข้างๆ โรงแรมอนันตรา หัวหิน รีสอร์ต จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในวันนั้น ธุรกิจนี้ค่อยๆ เติบโตควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจโรงแรม จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิดในการพัฒนาโครงการของ Minor ในหลายจุดหมายปลายทางทั่วโลก

    William E. Heinecke ผู้ก่อตั้งและประธาน Minor International ย้ำว่า แม้ Minor จะอยู่ในธุรกิจ residence มาเกือบ 50 ปีแล้ว ในประเทศไทยเรามีธุรกิจนี้ทั้งในกรุงเทพฯ ที่ The St. Regis ที่เชียงใหม่อยู่ที่อนันตราและโฟร์ซีซันส์ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลักของ Minor ยังคงเป็นการพัฒนาโรงแรม โดยบริษัทมักพัฒนา branded residences ควบคู่ไปกับโรงแรมด้วย เพื่อช่วยชดเชยต้นทุนการพัฒนาโรงแรมซึ่งมีมูลค่าสูง เนื่องจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มเติมจากพื้นที่และการลงทุนในโครงการเดียวกันได้

    “โรงแรมเป็นสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานระยะยาว โดยทั่วไปสามารถดำเนินงานได้ 30-50 ปีหรือมากกว่านั้น ดังนั้น branded residences ที่พัฒนาควบคู่กันจึงควรมีคุณภาพและอายุการใช้งานในระยะยาวใกล้เคียงกัน เพื่อให้สามารถสร้างมูลค่าและรองรับการลงทุนในระยะยาวได้” Hinecke กล่าว

    เขายังฉายภาพเพิ่มเติมด้วยว่า ธุรกิจ branded residences จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นต่อกลยุทธ์ของ Minor โดยปัจจุบันธุรกิจนี้มีสัดส่วนรายได้คิดเป็นประมาณ 10-15% ของรายได้รวม และคาดว่าในอนาคตสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 30-40%


ชู “ซอฟต์แวร์” คือจุดเด่นของ Branded Residences

    ท่ามกลางตลาดที่อยู่อาศัยหลากหลายรูปแบบ ทั้งบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียม Heinecke มองว่า ความแตกต่างสำคัญของ branded residences ไม่ได้อยู่ที่ “hardware” หรือคุณภาพของอาคารเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “software” ซึ่งหมายถึงระบบบริการ บุคลากร และประสบการณ์จากธุรกิจโรงแรมที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่อาศัย

    “แม้คุณภาพการก่อสร้างจะมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ software และนี่คือจุดแข็งของ branded residences เพราะสิ่งที่แบรนด์เข้ามามอบให้คือระบบบริการเหล่านี้ ทำให้เจ้าของสามารถใช้ชีวิตและเพลิดเพลินกับบ้านได้มากขึ้น โดยมีระบบสนับสนุนจากโรงแรม เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นเจ้าของ” Heinecke กล่าว

    เขายังยกตัวอย่างว่า เมื่อ Minor เริ่มพัฒนาโครงการที่พักอาศัยครั้งแรกที่หัวหิน โครงการเชื่อมต่อกับโรงแรม เจ้าของสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของโรงแรมได้ แต่ในเวลานั้นบริการยังมีค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับปัจจุบัน

    ปัจจุบันโรงแรมมีทั้งร้านอาหาร ศูนย์สุขภาพ สปา ตลอดจนกิจกรรมกีฬาและกิจกรรมกลางแจ้งหลากหลายรูปแบบ ขณะที่ภูเก็ตยังเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ รวมถึงมีกิจกรรมอย่าง Phuket Triathlon ส่งผลให้การเป็นเจ้าของที่พักอาศัยในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการมีบ้านหรือห้องพัก แต่ครอบคลุมถึงประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ครบวงจรมากขึ้น

    ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการเดินทางก็เปลี่ยนแปลงไป โดยผู้บริโภคจำนวนมากหันมาเลือกเช่าบ้านพักหรือที่พักอาศัยแทนการเข้าพักโรงแรม โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่ต้องการใช้เวลาร่วมกัน รับประทานอาหาร และทำกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่เดียวกัน แนวโน้มดังกล่าวเห็นได้จากแพลตฟอร์มให้เช่าที่พัก เช่น Airbnb และ Onefinestay รวมถึงแพลตฟอร์มให้เช่าวิลล่าและคอนโดมิเนียมในหลายประเทศ สะท้อนว่าที่พักอาศัยกำลังกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการเดินทางและการพักผ่อนทั่วโลก

    สำหรับกลุ่มผู้ซื้อ Heinecke มองว่า ลูกค้าในปัจจุบันมีความต้องการและความคาดหวังสูงขึ้น โดยไม่ได้มองหาเพียงคุณภาพของอสังหาริมทรัพย์ แต่ต้องการบริการและระบบดูแลที่ช่วยลดภาระในการบริหารจัดการที่พักอาศัย ซึ่งปัจจุบันจุดเด่นของ Minor คือการมีพนักงานเกือบ 90,000 คนทั่วโลก ขณะที่ในภูเก็ตมีพนักงานเกือบ 500 คน ดูแลทั้งโรงแรมและที่พักอาศัย ครอบคลุมตั้งแต่วิศวกร ทีมบำรุงรักษา รักษาความปลอดภัย ไปจนถึงทีมดูแลพื้นที่และสวน

    Heinecke มองว่าสิ่งเหล่านี้คือความแตกต่างจากบ้านหรือคอนโดมิเนียมทั่วไป ซึ่งเจ้าของอาจต้องจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเอง ตั้งแต่การหาช่างซ่อมบำรุง ไปจนถึงการดูแลระบบภายในบ้าน

William E. Heinecke


    “เหตุผลที่ผู้ซื้อเลือก branded residences ก็เพราะต้องการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่มากกว่าการมีเพียงคอนโดมิเนียมหรือบ้านเดี่ยวทั่วไป และอย่างที่ผมบอกไป สิ่งหนึ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ใครๆ ก็สามารถสร้างบ้านหรือคอนโดมิเนียมได้ แต่คำถามคือคุณสามารถสร้าง ‘ซอฟต์แวร์’ ได้หรือไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้วซอฟต์แวร์ก็คือผู้คนที่คอยดูแลคุณ”

    นั่นทำให้เขามองว่าจุดแข็งของ branded residences จึงไม่ได้อยู่เพียงการได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์ แต่รวมถึงระบบบริการ บุคลากร และประสบการณ์จากธุรกิจโรงแรม ซึ่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่อาศัยและสร้างความแตกต่างจากที่พักอาศัยทั่วไป


“ภูเก็ต” ทำเลทองบ้านหลังที่สอง

    Micah Tamthai ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ Minor Lifestyle and Real Estate กล่าวว่า นอกจากภูเก็ตจะเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องแล้ว ในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา ภูเก็ตยังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะเมืองสำหรับการอยู่อาศัย โดยผู้คนจำนวนมากไม่ได้เดินทางมาเพียงเพื่อท่องเที่ยว แต่เลือกย้ายมาใช้ชีวิตในภูเก็ตมากขึ้น

     Heinecke กล่าวเสริมว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ภูเก็ตมีความโดดเด่นในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับการอยู่อาศัย คือความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการเดินทางทางอากาศ ซึ่งมีเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศจากหลายภูมิภาค ทั้งยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียแปซิฟิก และตะวันออกกลาง ผ่านสายการบินชั้นนำอย่าง Qatar Airways และ Emirates

    ความพร้อมด้านเที่ยวบินระหว่างประเทศของภูเก็ตอยู่ในระดับที่จุดหมายปลายทางอื่นๆ ในประเทศไทย เช่น เชียงใหม่และกระบี่ ยังไม่สามารถเทียบได้ โดยภูเก็ตมีสายการบินให้บริการจำนวนมาก ทั้ง Thai Airways, Nok Air, Thai Lion Air และ AirAsia รวมถึงสายการบินจากต่างประเทศ เช่น Turkish Airlines และสายการบินจากรัสเซียหลายราย

    ด้าน Tamthai กล่าวว่า นอกจากการเดินทางแล้ว ภูเก็ตยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการใช้ชีวิตที่รองรับการอยู่อาศัยระยะยาวมากขึ้น ทั้งโรงพยาบาลระดับนานาชาติ ตลอดจนโรงเรียนนานาชาติหลายแห่ง ซึ่งตอบโจทย์ทั้งกลุ่มชาวต่างชาติและครอบครัวคนไทยที่ต้องการย้ายมาใช้ชีวิตในภูเก็ต

    ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจและกิจกรรมเพื่อการใช้ชีวิตก็มีการขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งศูนย์การค้า ร้านค้าและธุรกิจค้าปลีก รวมถึงธุรกิจด้านความบันเทิง โดยมีผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างกลุ่มเซ็นทรัลที่เข้ามาลงทุนเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาท่าจอดเรือและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเรือยอชต์ ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกด้านการพักผ่อนและการใช้ชีวิตในพื้นที่

    Tamthai มองว่า เมื่อพิจารณาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การเดินทาง ระบบสาธารณสุข การศึกษา สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการใช้ชีวิต ตลอดจนสภาพอากาศของภูเก็ต ทำให้จังหวัดมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการย้ายมาอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังแรกหรือบ้านหลังที่สอง


Micah Tamthai


    หนึ่งในทำเลที่ได้รับความสนใจคือบริเวณหาดลายัน ซึ่ง Minor เข้าซื้อที่ดินในย่านนี้ไว้เมื่อราว 10-15 ปีก่อน และเป็นพื้นที่ที่ได้รับการขนานนามว่า “Millionaire Mile” จากการเป็นที่ตั้งของโรงแรมและที่พักระดับหรูจำนวนมาก

    Tamthai กล่าวว่า จุดเด่นของทำเลดังกล่าวคือความเป็นส่วนตัวและความพิเศษของพื้นที่ ขณะเดียวกันยังสามารถเดินทางจากสนามบินภูเก็ตมายังโครงการได้ภายในประมาณ 30 นาที ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญเมื่อเทียบกับโครงการที่พักอาศัยและโรงแรมหลายแห่งในพื้นที่ตอนใต้ของเกาะที่อาจใช้เวลาเดินทางจากสนามบินนานถึง 2 ชั่วโมง

    “ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร จะเป็นช่วงไฮซีซันหรือโลว์ซีซัน คุณสามารถเดินทางมาถึงโครงการของเราได้ภายใน 30 นาที” Tamthai กล่าว

    ที่ดินบริเวณนี้ของ Minor มีขนาดมากกว่า 600 ไร่ โดยเริ่มพัฒนาโครงการตั้งแต่ราว 10 ปีก่อน ปัจจุบันพัฒนาไปแล้วเกือบ 200 ไร่ ซึ่งประกอบไปด้วย เฟสแรกคือ Anantara Layan Resort เปิดให้บริการในเดือนมกราคม 2014 ต่อมาในปี 2015 เปิด Layan Residences ซึ่งเป็น branded residences แห่งแรกของที่นี่

    ถัดมาในเฟสที่สอง ช่วงโควิดมีการเปิด Avadina Hills by Anantara ซึ่งเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรจากญี่ปุ่นอย่าง Kajima โดยทั้งสองเฟสขายหมดแล้ว ส่วนเฟสที่สามซึ่งก็คือ Kiara Reserve Residences Layan Bay - Phuket ซึ่งเป็น branded residences ที่ร่วมทุนกับ Kajima ในรูปแบบ joint venture


Kiara Reserve ขายแล้ว 75%

    สำหรับ Kiara Reserve ตั้งอยู่ในพื้นที่หาดลายัน-บางเทา Heinecke บอกว่า นี่ถือเป็นหนึ่งในโครงการ branded residences ที่มีความทะเยอทะยานมากที่สุดของ Minor โดยมีมูลค่าโครงการราว 3 พันล้านบาท โครงการมีทั้งหมด 46 ยูนิต แบ่งเป็น คอนโดมิเนียม 29 ยูนิต วิลล่า 17 ยูนิต ทุกรูปแบบเริ่มต้นที่ 3 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ 251-829 ตารางเมตร

Kiara Reserve Residences Layan Bay - Phuket


    โครงการนี้เปิดขายครั้งแรกเมื่อปี 2023 ราคาเริ่มต้น 44.5 ล้านบาท ขณะที่ราคาสูงสุดอยู่ที่ 120 ล้านบาท โดยสำหรับผู้ซื้อต่างชาติ สามารถถือครองในรูปแบบลีสต์โฮลด์ ขณะที่ผู้ซื้อชาวไทยสามารถถือครองแบบฟรีโฮลด์ได้ ช่วยลดความกังวลเรื่องการใช้นอมินี ทั้งนี้ ปัจจุบันขายไปแล้วประมาณ 75% และคาดว่าจะเริ่มมีเจ้าของเข้าพักอาศัยได้ภายในเดือนนี้


    Heinecke บอกอีกว่า สำหรับ 2 เฟสแรกที่ผ่านมา Minor มุ่งเจาะกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงเป็นพิเศษ หรือ Ultra-High Net Worth ด้วยราคาขายเฉลี่ยตั้งแต่ประมาณ 300 ล้านบาท ไปจนถึง 700-800 ล้านบาท โดยโครงการระดับราคาสูงสุดทุกยูนิตสามารถมองเห็นทะเลได้

    ขณะที่ Kiara Reserve วางหมุดหมายให้ขยายไปสู่กลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น โดยมีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น และออกแบบให้กลมกลืนกับพื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์โดยรอบ หลังสำรวจพื้นที่และพบว่ามีต้นไม้และแหล่งน้ำตามธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบกับการมีพันธมิตรจากญี่ปุ่น จึงนำแนวคิดของคำว่า “Ki” ในภาษาญี่ปุ่นมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อและแนวคิดโครงการ



    คำว่า “Ki” มีความหมายเชื่อมโยงกับต้นไม้ ความสงบ และจิตวิญญาณ สอดคล้องกับแนวคิดของ Kiara Reserve ที่ต้องการสร้างพื้นที่อยู่อาศัยซึ่งให้ความรู้สึกสงบและผ่อนคลาย โดยยังคงรักษาภูมิทัศน์เดิมของพื้นที่ไว้ให้มากที่สุด ทั้งต้นไม้ ลำธาร และแหล่งน้ำ ก่อนนำองค์ประกอบเหล่านี้มาผสานเข้ากับการออกแบบและพัฒนาโครงการ

    ขณะที่ในแง่ของ “ซอฟต์แวร์” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเป็น branded residences อย่างที่ Heinecke กล่าวถึง บริษัทได้นำระบบและบริการจากโรงแรมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่อาศัยใน Kiara Reserve ตั้งแต่ concierge, ทีมวิศวกรรมและบำรุงรักษา ระบบรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงบริการด้านอาหาร เวลเนส และกิจกรรมต่างๆ

    ผู้พักอาศัยสามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกของโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นฟิตเนส, คลับเฮาส์, สนามเทนนิส, padel, พื้นที่เอนเตอร์เทนเมนต์กลางแจ้ง ตลอดจนร้านอาหาร เช่น Dara Thai, Breeze, Aji และ Zuma รวมถึงบริการเวลเนสของ Longevity Hub by Clinique La Prairie


    นอกจากนี้ ผู้ซื้อยังได้รับสิทธิ์การเป็นสมาชิก Global Hotel Alliance ซึ่งสามารถใช้สิทธิประโยชน์และอัตราพิเศษกับโรงแรมในเครือ Minor และเครือข่ายโรงแรมระดับโลกที่เข้าร่วม เช่น Capella, Kempinski, Patina และ Viceroy


ดัน Wellness และ Longevity เป็นองค์ประกอบหลัก

    อีกหนึ่งทิศทางสำคัญของ branded residence ของไมเนอร์ คือการนำเรื่องของ wellness และ longevity เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการใช้ชีวิต โดย Minor มีธุรกิจด้านสุขภาพทั้ง Layan Life, Bangkok Life และ Longevity Hub by Clinique La Prairie ครอบคลุมบริการตั้งแต่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การส่งเสริมอายุยืน การออกกำลังกาย ไปจนถึงโภชนาการและการนอนหลับ

    นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีสวมใส่ เช่น Oura Ring และ WHOOP มามอบให้กับผู้ที่ซื้อ residence ของไมเนอร์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการดูแลสุขภาพ เพื่อให้สามารถติดตามและออกแบบแนวทางการดูแลสุขภาพได้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากขึ้น


เดินหน้าเติมเต็ม Ecosystem ในภูเก็ต

    สำหรับพื้นที่กว่า 400 ไร่ที่ยังเหลืออยู่ Minor อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บทการพัฒนา และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างระยะถัดไปในช่วงต้นปีหน้า โดยเฟสใหม่จะประกอบด้วยคอนโดมิเนียม บ้านพักตากอากาศ และพื้นที่สำหรับกีฬาและการออกกำลังกาย ขณะที่การพัฒนาในระยะต่อไปมีแผนรองรับทั้งเซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์ วิลล่าระดับอัลตร้าลักชัวรี่ พื้นที่ค้าปลีก และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับกิจกรรมขี่ม้า

    นอกจากนี้ Minor อยู่ระหว่างก่อสร้างท่าจอดเรือขนาดเล็ก (mini marina) เพื่อรองรับลูกบ้านที่เป็นเจ้าของเรือยอชต์ โดยระยะแรกสามารถรองรับเรือขนาดประมาณ 30 ฟุต คาดว่าจะสามารถจอดได้ประมาณ 15-20 ลำ โดยจะสงวนพื้นที่สำหรับเจ้าของ residence ภายในระบบการพัฒนาของ Minor

    ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนย้ายลานจอดเฮลิคอปเตอร์มาอยู่ที่บริเวณท่าจอดเรือยอชต์ พร้อมพัฒนาศูนย์การค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม เพื่อรองรับการขยายตัวของโครงการในอนาคต

    Heinecke ระบุว่า จุดแตกต่างสำคัญจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป คือ Minor ไม่ได้พัฒนาโครงการเพื่อขายแล้วจบ แต่ยังคงเข้ามาบริหารและลงทุนพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างต่อเนื่อง

    “เราไม่ได้เพียงแค่สร้างและขาย แต่ยังอยู่บริหารโครงการต่อ รวมถึงเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีระบบและบุคลากรเข้ามาบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้” Heinecke กล่าว

    เขามองว่า โมเดลดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ branded residences แตกต่างจากอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป และจะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของ Minor ในระยะยาว


มองภูเก็ตไม่โอเวอร์ซัพพลายในตลาด Branded Residences

    แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตจะมีความกังวลเรื่องซัพพลายจำนวนมาก โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมและวิลล่า แต่ Minor มองว่าในตลาด branded residences ยังไม่มีภาวะโอเวอร์ซัพพลายในระดับเดียวกัน

    “มีคอนโดมิเนียมจำนวนมาก และมีวิลล่าจำนวนมาก แต่มี branded residences อยู่ไม่มาก และโครงการที่พัฒนาในฐานะส่วนต่อขยายของโรงแรม ก็มีอยู่น้อยมาก” Heinecke กล่าว

    สำหรับ Kiara Reserve เจ้าของสามารถนำยูนิตเข้าร่วมโปรแกรมปล่อยเช่ารายเดือนได้ โดยอัตราค่าเช่าที่ Minor ระบุอยู่ที่ประมาณ 200,000-400,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับขนาดยูนิต ขณะที่ rental yield อยู่ที่ประมาณ 6%

    อย่างไรก็ตาม Minor ย้ำว่า บริษัทไม่ได้วางตำแหน่งโครงการเป็นการลงทุนเพื่อรับ rental yield เป็นหลัก แต่เป็น lifestyle investment โดยมองว่าผลตอบแทนสำคัญอีกส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว

    ขณะที่ Tanthai ยกตัวอย่าง Anantara Layan Residences ซึ่งเปิดขายในราคาเฉลี่ยประมาณ 300 ล้านบาท และปัจจุบันมีมูลค่าใกล้ 500 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ภายในช่วงประมาณ 3-5 ปี


วางแผนเพิ่ม Branded Residence ทั่วโลก

    จากความสำเร็จของโครงการในภูเก็ต Minor กำลังขยายธุรกิจ branded residences ไปยังตลาดต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีโครงการประมาณ 28 โครงการ ทั้งที่เปิดดำเนินงานแล้วและอยู่ในไปป์ไลน์ และคาดว่าจะเพิ่มโครงการใหม่มากกว่า 5 โครงการต่อปี

    โดยโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ได้แก่ โครงการใน Miami, New York, Ubud ในอินโดนีเซีย, Dubai, Ras Al Khaimah ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึง Johor ในมาเลเซีย และโครงการเพิ่มเติมในสมุย

    สำหรับโครงการที่ Miami คาดว่าจะเปิดประมาณปี 2029 ขณะที่โครงการที่ Ubud ก่อสร้างเสร็จแล้วและเพิ่งเปิดตัว

    Heinecke กล่าวว่า การขยายตัวของ branded residences จะไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศไทย แต่เป็นการนำโมเดลเดียวกันไปพัฒนาร่วมกับโรงแรมของ Minor ทั่วโลก โดยบริษัทมองว่าธุรกิจดังกล่าวกำลังเข้าสู่ช่วงเร่งตัว


Minor มุ่งสู่ Asset-light

    Heinecke กล่าวเพิ่มเติมว่า ธุรกิจ branded residences ยังสอดคล้องกับทิศทางของ Minor ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจที่มีสินทรัพย์เข้มข้น หรือ asset-heavy ไปสู่โมเดล asset-light มากขึ้น ผ่านการเข้าบริหารโรงแรม รวมถึงขยายร้านอาหารด้วยโมเดลแฟรนไชส์

    “ธุรกิจ branded residences เป็นส่วนสำคัญอย่างมากของกลยุทธ์ Minor ในอนาคต” Heinecke กล่าว

    นอกจาก residence แล้ว Minor ยังคงเดินหน้าธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับไลฟ์สไตล์ ทั้งเวลเนส, อาหาร และ Minor Vacation Club รวมถึงธุรกิจเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวอย่าง MJets โดยบริษัทไม่ได้มองหาการขยายเข้าสู่ธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับอีโคซิสเต็มหลัก

    ด้านแนวโน้มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว Heinecke มองว่าภาพรวมการท่องเที่ยวโลกแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ และยังมีมุมมองเชิงบวกต่อไตรมาส 4 แม้โลกจะเผชิญความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งสงครามในยูเครนและตะวันออกกลาง

    สำหรับ Minor เขายังคาดว่าทั้งธุรกิจท่องเที่ยวและพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกจะยังเติบโตต่อเนื่อง สอดรับกับเป้าหมายการขยาย branded residences ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตในอนาคต



ภาพ: Minor International



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “ไมเนอร์” ปี 68 กำไร 9,700 ล้าน เติบโต 16% วางเป้า 3 ปีขยายโรงแรมสู่ 850 แห่ง ขยายร้านอาหารสู่ 4,150 สาขา

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine