Blue Bottle สาขาแรกในไทย! เปิดแล้วที่ Central Park ส่องทุกดีเทล ตั้งแต่ดีไซน์ถึงเมนูซิกเนเจอร์ พร้อมเรื่องราวธุรกิจเบื้องหลังแบรนด์ดัง

Blue Bottle สาขาแรกในไทย! เปิดแล้วที่ Central Park ส่องทุกดีเทล ตั้งแต่ดีไซน์ถึงเมนูซิกเนเจอร์ พร้อมเรื่องราวธุรกิจเบื้องหลังแบรนด์ดัง

Blue Bottle Coffee ปักหมุดสาขาแรกในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย โดยเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 21 สิงหาคม 2026 ณ Central Park ชั้น 1 การเข้ามาของแบรนด์ specialty coffee จากสหรัฐอเมริการายนี้ ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่ 7 ของโลกที่ Blue Bottle เข้ามาเปิดตลาด


    การมาถึงของ Blue Bottle ไม่ได้เป็นเพียงข่าวดีของคนรักกาแฟที่ต้องบินไปเช็คอินถึงต่างประเทศอีกต่อไป แต่ยังเป็นหมุดหมายสะท้อนการเดินทางครั้งใหม่ของแบรนด์กาแฟระดับโลก ทั้งในแง่การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง การปักหมุดขยายรอยเท้าในเอเชียอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนภาพสะท้อนของวัฒนธรรม specialty coffee ในไทยที่กำลังเติบโต


จากร้านรถเข็นใน Oakland สู่ Nestlé

    Blue Bottle เริ่มต้นขึ้นในปี 2002 โดย James Freeman อดีตนักดนตรีที่เริ่มคั่วกาแฟใน Oakland รัฐ California ก่อนนำไปขายที่ Old Oakland Farmers Market จากร้านเล็กๆ และรถเข็นขายกาแฟในตลาดนัด แบรนด์ค่อยๆ เติบโตจากการให้ความสำคัญกับคุณภาพ รสชาติ ความสด และกระบวนการชงอย่างละเอียด ซึ่งเว็บไซต์ของ Blue Bottle เองอธิบายจุดเริ่มต้นว่า จากรถเข็นขายกาแฟคั่วของ Freeman ธุรกิจได้เติบโตเป็นเครือข่ายคาเฟ่ที่ขยายไปยังเมืองต่างๆ ทั่วโลก ขณะที่แนวคิดเรื่องการคัดเลือก การคั่ว และการชงกาแฟอย่างตั้งใจยังคงเป็นแกนหลักของแบรนด์

    การขยายตัวครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Blue Bottle ออกนอกสหรัฐฯ ด้วยการเลือกญี่ปุ่นเป็นตลาดแรก โดยเปิดสาขาที่ Kiyosumi-Shirakawa กรุง Tokyo ในปี 2015 ย่านดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีรากจากโกดังและอุตสาหกรรม ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาเป็นหนึ่งในย่านกาแฟและ creative community ของเมือง


    เส้นทางธุรกิจของ Blue Bottle มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง โดยในปี 2017 Nestlé ได้เข้าซื้อหุ้น 68% ด้วยมูลค่ากว่า 425 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดีลนี้ทำให้ Nestlé ได้เข้ามาอยู่ในตลาดกาแฟ specialty และ premium coffee ขณะที่ Blue Bottle ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์เอาไว้

    การเข้ามาของ Nestlé แสดงให้เห็นว่า Blue Bottle ไม่ได้เป็นเพียงร้านกาแฟขนาดเล็กอีกต่อไป แต่กลายเป็นสินทรัพย์ที่บริษัทอาหารและเครื่องดื่มระดับโลกมองเห็นศักยภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจกับกาแฟคุณภาพสูงและแบรนด์ที่มีเรื่องราวมากขึ้น ซึ่ง Reuters รายงานในเวลานั้นว่า Nestlé มองการลงทุนครั้งนี้เป็นการเข้าสู่ตลาด specialty coffee ระดับพรีเมียม ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจกาแฟ mass market ที่บริษัทมีอยู่เดิม

    หลังจากนั้น แบรนด์ก็ได้ขยายสาขาสู่เกาหลีใต้ที่ Seongsu ในกรุง Seoul เมื่อปี 2019 ซึ่งเป็นอดีตย่านอุตสาหกรรมที่กลายมาเป็นย่าน lifestyle และ creative ที่โดดเด่นของเมือง ต่อด้วยการเดินหน้าสู่ฮ่องกงในปี 2020 จีนแผ่นดินใหญ่ในปี 2022 และสิงคโปร์ในปี 2024 ก่อนจะพัฒนาเป็นคาเฟ่เต็มรูปแบบในปี 2025 

    และวันนี้ไทยกลายเป็นตลาดล่าสุด เส้นทางดังกล่าวทำให้เห็นว่า Blue Bottle ไม่ได้เลือกประเทศจากขนาดตลาดเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับเมืองและย่านที่สามารถนำเรื่องราวของสถานที่มาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์แบรนด์ได้


การเปลี่ยนผ่านภายใต้กลุ่มทุนจีน

    เกือบ 10 ปีหลังจาก Nestlé เข้ามาถือหุ้นใหญ่ Blue Bottle ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้งในปี 2026 เมื่อ Nestlé ตกลงขายธุรกิจร้านกาแฟทั่วโลกของ Blue Bottle ให้กับ Centurium Capital บริษัท private equity จากจีนซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายสำคัญเบื้องหลัง Luckin Coffee

    อย่างไรก็ตาม แม้ดีลนี้มีมูลค่าต่ำกว่า 400 ล้านเหรียญ แต่ Nestlé ไม่ได้ขาย Blue Bottle ออกไปทั้งหมด โดยเป็นการขายเพียงบางส่วนเท่านั้น โดย Nestlé ยังคงถือครองสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ Blue Bottle สำหรับระบบแคปซูล Nespresso เอาไว้เช่นเดิม

    การเปลี่ยนมือครั้งนี้น่าสนใจในเชิงธุรกิจ เพราะ Centurium ไม่ใช่ผู้ลงทุนที่ไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจกาแฟ แต่เป็นผู้ถือหุ้นรายสำคัญของ Luckin Coffee สิ่งที่น่าจับตาจึงไม่ใช่ว่า Centurium จะนำ Blue Bottle ไปเปลี่ยนเป็น Luckin อีกแบรนด์หรือไม่ เพราะสองธุรกิจมี positioning แตกต่างกันมาก แต่คือ Centurium จะนำประสบการณ์ด้านการขยายสเกล การบริหารต้นทุน และการดำเนินงานของธุรกิจกาแฟขนาดใหญ่มาช่วยให้ Blue Bottle ขยายได้เร็วขึ้นโดยไม่เสียความเป็น specialty coffee



บุกไทย ช่วงที่ specialty coffee โตแรง

    จังหวะการเข้ามาของ Blue Bottle สอดคล้องกับตลาดกาแฟในประเทศไทยที่ไม่ได้เป็นเพียงตลาดของกาแฟสำเร็จรูปหรือเชนขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่กำลังมีผู้บริโภคที่สนใจคุณภาพและประสบการณ์เพิ่มขึ้น 

    ข้อมูลจากสมาคมกาแฟพิเศษระบุว่า ตั้งแต่ปี 2024 คนไทยมีอัตราการบริโภคกาแฟเฉลี่ยประมาณ 1.7 แก้วต่อคนต่อวัน เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากในอดีต และยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากเมื่อเทียบกับประเทศผู้นำด้านการบริโภคกาแฟของโลก

    ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ specialty coffee แม้มีสัดส่วนเพียง 16% ของปริมาณการบริโภคกาแฟทั้งหมดในไทย แต่กลับสร้างมูลค่าได้ถึง 48% ของตลาดรวม หรือประมาณ 28,000-30,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 15% ต่อปี 

    ตัวเลขนี้สะท้อนว่าตลาด specialty coffee ไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยจำนวนแก้วเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสร้างมูลค่าจากคุณภาพ เมล็ดกาแฟ กระบวนการผลิต วิธีชง และประสบการณ์ของผู้บริโภค

    ตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้นยังดึงดูดผู้เล่นรายใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระะบุว่า ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2026 มีนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเครื่องดื่มใหม่ 310 ราย เพิ่มขึ้น 3.33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กที่มีทุนจดทะเบียนประมาณ 1-3 ล้านบาท



    สำหรับผู้ที่นำ Blue Bottle เข้ามาในประเทศไทย คือ Valiram Group กลุ่มธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่จากมาเลเซีย ซึ่งไม่ได้เป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาด luxury และ lifestyle retail แต่เป็นธุรกิจครอบครัวที่เริ่มต้นขึ้นใน Kualalumper เมื่อปี 1935 จากการค้าสิ่งทอ ก่อนจะขยายเข้าสู่ธุรกิจ retail ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จนปัจจุบันดำเนินงานใน 9 ประเทศ มีร้านค้ามากกว่า 600 แห่ง และดูแลแบรนด์มากกว่า 200 แบรนด์ ครอบคลุมทั้ง fashion, beauty, watches & jewellery ไปจนถึง food & beverage

    จุดแข็งของ Valiram จึงไม่ใช่แค่เรื่องพื้นที่ขาย แต่คือความเชี่ยวชาญในการนำแบรนด์ระดับโลกเข้ามาสร้างตลาดในเอเชีย ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังมีประสบการณ์ในธุรกิจ F&B ระดับพรีเมียมอยู่แล้วจากการบริหารแบรนด์อย่าง Bacha Coffee การนำ Blue Bottle เข้ามาปักหมุดในไทยจึงเป็นการต่อยอดจากความเชี่ยวชาญเดิมในตลาดได้ทันที


สาขาแรกในไทยที่ Central Park

    สิ่งที่น่าสนใจจึงกลับมาที่ Blue Bottle Coffee สาขา Central Park อีกครั้ง ด้วยพื้นที่ 130 ตารางเมตร ขณะที่ตัวโครงการเองตั้งอยู่ตรงหัวมุมสีลม-พระราม 4 ตรงข้ามติดสวนลุมพินี ซึ่งมีทั้งพนักงานออฟฟิศ คนอยู่อาศัย และนักท่องเที่ยว องค์ประกอบดังกล่าวทำให้ Central Park มีบริบทที่เข้ากับวิธีคิดของ Blue Bottle ได้ค่อนข้างดี นั่นคือการมีความเป็นเมืองอยู่ในพื้นที่เดียวกับธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในจุดที่มีการเคลื่อนตัวของผู้คนหลากหลายกลุ่ม

    ภายในร้านยังมีองค์ประกอบที่ทำให้สาขาไทยไม่ได้เป็นเพียงการ copy ร้านจากประเทศอื่น ที่โดดเด่นคือ Kyoto Style Espresso Tap Bar แบบ 5 หัวเต็มรูปแบบ ซึ่ง Central Park ถือเป็น Blue Bottle แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้ระบบ 5 หัวนี้มาติดตั้ง 

    รูปแบบดังกล่าวมีให้บริการเพียงบางสาขาในสหรัฐฯ และญี่ปุ่นเท่านั้น จุดสำคัญไม่ได้มีเพียงเรื่องความสวยงามเชิงดีไซน์ แต่เกี่ยวข้องกับ precision และ consistency ของการสกัดกาแฟ เพื่อควบคุมคุณภาพและรสชาติของทุกแก้วให้สม่ำเสมอใกล้เคียงกันทั่วโลก


    สำหรับเมนูในไทยก็มีการสร้างความเป็น local ผ่าน pastry exclusive ที่ Blue Bottle พัฒนาร่วมกับ local business ในประเทศไทย สำหรับคนที่อยากเริ่มทำความรู้จักแบรนด์ควรผ่านเครื่องดื่ม signature อย่าง “NOLA” กาแฟเย็นสไตล์ New Orleans เมนูนี้ใช้กาแฟ cold brew ผสมกับนม น้ำตาลอ้อยออร์แกนิก และรากชิโครี (chicory) คั่ว ซึ่งเป็นพืชที่นำมารากมาคั่วบดผสมกาแฟเพื่อเพิ่มความหอมคั่วโทนถั่วและช็อกโกแลต โดยช่วยลดรสเปรี้ยวโดดและให้สัมผัสนุ่ม เข้ม กลมกล่อมอย่างลงตัว

    ทั้งหมดนี้ทำให้ Blue Bottle ในประเทศไทยไม่ใช่เพียง “กาแฟจากอเมริกา” แต่กำลังสร้างประสบการณ์ที่เอาทั้งมาตรฐานระดับโลกและรายละเอียดของพื้นที่ไทยเข้ามาอยู่ด้วยกัน ตั้งแต่เทคโนโลยีการสกัดกาแฟ การออกแบบร้าน ไปจนถึงเมนู 

    ทั้งนี้ Blue Bottle เตรียมเปิดอีกสาขาต่อเนื่องกัน นั่นคือ EmQuartier ในวันที่ 28 สิงหาคม 2026 โดยจะเป็น flagship store ขนาดใหญ่กว่า 200 ตารางเมตร



ภาพ : Central Park

อ้างอิง




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ไม่ต้องบินไปโตเกียวแล้ว! ​“ทงคัตสึ ฮาจิเมะ” ร้านดังนิฮงบาชิ เปิดสาขาแรกในไทย Meation Group พาต้นตำรับสู่เซ็นทรัลเวิลด์

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine